Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเจอ ‘ยุคมืด’ แบบญี่ปุ่น โตต่ำ กำลังซื้อฝืด ประชากรหด
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเจอ ‘ยุคมืด’ แบบญี่ปุ่น โตต่ำ กำลังซื้อฝืด ประชากรหด

31 ส.ค. 69
14:18 น.
แชร์

ประเทศไทยไม่ได้มีภาพเศรษฐกิจซบเซาเช่นทุกวันนี้มาโดยตลอด ครั้งหนึ่งไทยเคยได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย” โดยธนาคารโลกระบุว่า ระหว่างปี 2503-2539 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 7.5% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวแทบไม่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน หลังเศรษฐกิจไทยเติบโตอยู่ที่เพียงราว 2% มานานหลายปี จนตกมาอยู่ท้ายแถวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักในอาเซียน ล่าสุด IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.9% ต่ำกว่ามาเลเซียที่ 4.7% และเวียดนามที่ 7.5% อย่างชัดเจน

จากประเทศที่เคยเติบโตเร็วเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค ไทยจึงกำลังถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นกรณีตัวอย่างล่าสุดของภาวะ “Japanification” หรือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน โดยไฟแนนเชียลไทม์สวิเคราะห์ว่า ไทยอาจเข้ามาแทนที่ญี่ปุ่นในฐานะภาพสะท้อนของปัญหานี้

ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่เพียง 1% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หลังธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติคงดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามติดต่อกันเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569

“ยุคมืด” ที่ไทยเสี่ยงเผชิญจึงอาจไม่ได้มาในรูปของวิกฤตที่ปะทุขึ้นอย่างฉับพลันเหมือนปี 2540 แต่เป็นภาวะซบเซาเรื้อรังที่ค่อย ๆ ก่อตัวจากเศรษฐกิจโตต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอ หนี้สูง และจำนวนประชากรที่ลดลง

ปัญหาเหล่านี้ยังเชื่อมโยงและซ้ำเติมกันเป็นลูกโซ่ เมื่อครัวเรือนมีกำลังซื้อน้อย ธุรกิจก็ไม่กล้าลงทุนเพิ่ม ขณะที่การหดตัวของประชากรวัยทำงานยิ่งทำให้เศรษฐกิจขาดแรงขับเคลื่อนใหม่ ในเวลาเดียวกัน พื้นที่สำหรับใช้นโยบายการเงินและการคลังก็ค่อย ๆ เหลือน้อยลงเรื่อย ๆ

ปี 69 คาดไทยโตแค่ 1.9% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียนกว่าเท่าตัว

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดย GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ส่วนเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและปรับผลของฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจหดตัว 0.2% นับเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบสามไตรมาส ส่งผลให้ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจขยายตัว 2.4%

ภายใต้ตัวเลขดังกล่าว เครื่องยนต์เศรษฐกิจแต่ละด้านกลับเคลื่อนไปคนละทิศ การบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อน ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% และการลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6%

สวนทางกับการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส เช่นเดียวกับมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 17.6% แตะระดับ 99,080 ล้านดอลลาร์ โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การส่งออกและการลงทุนที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งยังไม่สามารถพยุงเศรษฐกิจโดยรวมได้เต็มที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายว่า กิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง รายได้และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจึงกระจายเข้าสู่เศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่ผู้ประกอบการ SME ยังคงเผชิญการแข่งขันรุนแรงและปรับตัวได้ยาก

สำหรับภาพรวมทั้งปี สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัว 2-2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.2% การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโต 2.6% และ 9.6% ตามลำดับ ส่วนการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัว 15.1%

อย่างไรก็ตาม ประมาณการขององค์กรระหว่างประเทศยังต่ำกว่าสภาพัฒน์ โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 1.9% ขณะที่ ADB ประเมินไว้ที่ 1.8% OECD ที่ 1.7% และธนาคารโลกที่ 1.6%

แม้ตัวเลขจะแตกต่างกัน แต่ทุกสำนักต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้ากว่าประเทศเศรษฐกิจหลักของอาเซียนอย่างชัดเจน ข้อมูล World Economic Outlook ของ IMF ฉบับเดือนเมษายน ซึ่งเปรียบเทียบประเทศในกลุ่ม ASEAN-5 คาดว่าอินโดนีเซียจะเติบโต 5% มาเลเซีย 4.7% ฟิลิปปินส์ 4.1% และสิงคโปร์ 3.5% ส่วนไทยอยู่ที่เพียง 1.5% แม้ IMF จะปรับประมาณการของไทยขึ้นเป็น 1.9% ในเดือนกรกฎาคม แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยหลุดจากท้ายแถว

นอกจากผลกระทบที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับอย่างหนักจากโควิด-19 แล้ว ไฟแนนเชียลไทม์สยังชี้ว่า แม้การส่งออกในระยะสั้นจะขยายตัวสูง แต่ภาคส่งออกไทยยังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากจีน การเติบโตของฐานการผลิตแห่งใหม่ในภูมิภาคอย่างเวียดนาม และความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เมื่อรวมกับกำลังแรงงานที่กำลังหดตัว ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งทำให้ไทยยกระดับอัตราการเติบโตให้พ้นจากระดับต่ำได้ยาก

หลุยส์ ลู หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจเอเชียของ Oxford Economics กล่าวกับไฟแนนเชียลไทม์สว่า เอเชียโดยรวมมีความเสี่ยงต่อภาวะ “Japanification” มากกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากประชากรกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่ไทยอาจเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เพราะนอกจากจะเผชิญปัญหาประชากรสูงวัยแล้ว ยังมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงอีกด้วย

ดอกเบี้ยต่ำไม่ช่วย เมื่อกำลังซื้อถูกหนี้ล็อกไว้

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่เพียง 1% เท่ากับญี่ปุ่นและสูงกว่าสวิตเซอร์แลนด์ที่ 0% เพียงเล็กน้อย แต่ทิศทางของไทยกับญี่ปุ่นกำลังสวนทางกัน ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1% เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 30 ปี และอาจขึ้นอีกเป็น 1.25% ในเดือนกันยายนเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่ไทยยังต้องรักษาดอกเบี้ยต่ำเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ

ไฟแนนเชียลไทม์สรายงานว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไทยเผชิญเงินเฟ้อทั่วไปติดลบติดต่อกัน 12 เดือน แม้สงครามและราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อกลับมาเป็นบวก แต่แรงกดดันด้านราคากำลังผ่อนคลายลง โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 1.95% ชะลอลงเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน จาก 2.42% ในเดือนมิถุนายนและ 2.79% ในเดือนพฤษภาคม

เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ดัชนีราคาผู้บริโภคลดลง 0.73% และเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยเจ็ดเดือนแรกของปีอยู่ที่ 1.21% อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวยังกระจุกอยู่ในหมวดพลังงาน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานกลับเร่งตัวขึ้นจาก 1.23% ในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ 1.34% ในเดือนกรกฎาคม สะท้อนว่าการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการยังดำเนินอยู่

นนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ SCB EIC กล่าวกับไฟแนนเชียลไทม์สว่า ดอกเบี้ยต่ำของไทยเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาตามวัฏจักร” เพราะไทยไม่มีแรงดึงจากอุปสงค์อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยและครัวเรือนมีหนี้สูง โอกาสที่ผู้บริโภคจะเพิ่มการใช้จ่ายจึงมีจำกัด

ข้อมูลล่าสุดจาก ธปท.ระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ในไตรมาสแรกปี 2569 แม้ลดลงจาก 86.7% ในไตรมาส 4/2568 และ 88% ในไตรมาส 4/2567 แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้หลังหักภาษียังสูงถึง 147.9% 

การที่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงไม่ได้หมายความว่ากำลังซื้อของครัวเรือนฟื้นตัว เพราะยอดหนี้คงค้างยังเพิ่มขึ้นเป็น 16.41 ล้านล้านบาท หรือราว 0.5% จากปีก่อน ขณะที่ตัวหารอย่าง GDP ในรูปตัวเงินขยายตัวเร็วกว่าที่ราว 2.9% ตามแรงกดดันเงินเฟ้อและราคาพลังงาน

ธปท. เรียกภาวะนี้ว่า Unhealthy Debt Deleveraging ประกอบกับสินเชื่อรายย่อยของธนาคารพาณิชย์ที่หดตัวต่อเนื่อง ทำให้ครัวเรือนส่วนหนึ่งหันไปพึ่งแหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนสูงกว่า

อาริส ดาคานาย นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านอาเซียนของ HSBC กล่าวว่า รายได้ครัวเรือนส่วนใหญ่ต้องถูกนำไปชำระเงินต้น จึงเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภค ปัญหานี้ยังส่งผลต่อธุรกิจ เพราะบริษัทไม่สามารถพึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศหรือผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ จึงชะลอแผนขยายกิจการ

ภาพเดียวกันปรากฏในระบบสินเชื่อ แม้ ธปท.ระบุว่าสินเชื่อโดยรวมเริ่มขยายตัวดีขึ้น แต่แรงขับเคลื่อนหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนสินเชื่อ SME ยังหดตัว เพราะสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้แก่ลูกหนี้ความเสี่ยงสูง ขณะที่ความสามารถชำระหนี้ของ SME และครัวเรือนเปราะบางยังต้องติดตามใกล้ชิด

ลูจาก Oxford Economics กล่าวว่า กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินของไทย “แทบไม่ทำงาน” เพราะแม้ดอกเบี้ยจะลดลง แต่ครัวเรือนที่มีหนี้สูงไม่ต้องการก่อหนี้เพิ่ม ส่วนธนาคารก็ไม่ต้องการปล่อยกู้แก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยง ดอกเบี้ยต่ำจึงไม่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนได้อย่างที่ควรจะเป็น

ประชากรลด-แรงงานหาย ไทยเผชิญปัญหา ‘แก่ก่อนรวย’

นอกจากหนี้และกำลังซื้อที่อ่อนแรง โครงสร้างประชากรกำลังกลายเป็นแรงฉุดระยะยาว ข้อมูลกรมการปกครองระบุว่า ปี 2568 ไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,514 คน ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน ส่วนอัตราการเจริญพันธุ์รวมตามข้อมูลธนาคารโลกปี 2567 อยู่ที่ 1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ต่ำกว่าระดับทดแทนที่ 2.1 คน ขณะที่สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปของไทยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 16% ในปี 2568 จาก 13% ในปี 2563

รายงาน Aging and the Labor Market in Thailand ของธนาคารโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 2564 ประเมินว่าสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็น 26% ภายในปี 2583 และ 31% ในปี 2603 ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มลดลงจาก 71% ในปี 2563 เหลือ 56% ในปี 2603 และประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงทางประชากรอาจฉุดการเติบโตของ GDP ต่อหัวลงราว 0.86 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงทศวรรษ 2563 หากไม่มีการปรับตัวด้านอื่นมาชดเชย 

การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า ไทยจะมีแรงงานสำหรับการผลิตและเสียภาษีน้อยลง ในช่วงที่ภาระด้านสวัสดิการ สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น หากไม่มีการปรับตัวด้านอื่นเข้ามาชดเชย ธนาคารโลกประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงทางประชากรอาจลดการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ต่อหัวลง 0.86 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงทศวรรษ 2563

มิเกล ชานโก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่เอเชียของ Pantheon Macroeconomics กล่าวกับไฟแนนเชียลไทม์สว่า ประชากรวัยทำงานของไทยเริ่มหดตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งหมายถึงการเติบโตเชิงโครงสร้างในระดับต่ำ เงินเฟ้อต่ำ และดอกเบี้ยต่ำในระยะข้างหน้า

ปัญหาเศรษฐกิจและประชากรของไทยมีลักษณะคล้ายญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่จุดแตกต่างสำคัญคือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้าสู่สังคมสูงวัยหลังยกระดับตัวเองเป็นประเทศรายได้สูงแล้ว ขณะที่ไทยกำลังสูงวัยในช่วงที่ยังเป็นประเทศรายได้ปานกลาง และตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

“เราจะกลายเป็นประเทศที่แก่แต่ไม่รวย เรากำลังเดินตามเส้นทางของประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งที่ยังไม่สามารถบรรลุระดับรายได้ซึ่งโดยปกติควรสอดคล้องกับเส้นทางดังกล่าว” บุรินทร์ อดุลวัฒนะ นักเศรษฐศาสตร์อิสระกล่าว

การเงินใกล้สุดทาง การคลังเหลือพื้นที่จำกัด

ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. สายนโยบายการเงิน กล่าวว่า แม้ธนาคารกลางยังสามารถลดดอกเบี้ยได้หากเกิดวิกฤต แต่ยอมรับว่า ธปท.กำลัง “เกือบถึงขีดจำกัด” ของสิ่งที่นโยบายการเงินจะสามารถทำได้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

กนง.ประเมินว่า ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัว เมื่อใช้ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือทางการเงินแบบเจาะจง อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังต้องติดตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้า การส่งผ่านต้นทุน และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ซึ่งจำกัดความสามารถในการลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน พื้นที่ทางการคลังของรัฐบาลกำลังแคบลง ข้อมูลสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ไทยมีหนี้สาธารณะคงค้าง 13.05 ล้านล้านบาท คิดเป็น 67.45% ของ GDP เพิ่มขึ้นจาก 66.87% เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน และเข้าใกล้เพดาน 70% ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มากขึ้น 

ในอดีตญี่ปุ่นสามารถใช้การใช้จ่ายภาครัฐขนานใหญ่ควบคู่กับนโยบายการเงินผ่อนคลายเชิงรุกภายใต้รัฐบาลชินโซ อาเบะ เพื่อดึงประเทศออกจากวงจรเงินเฟ้อต่ำ แต่ไทยไม่มีพื้นที่ทางการคลังมากพอที่จะดำเนินนโยบายในขนาดเดียวกัน และนักเศรษฐศาสตร์คาดว่ารัฐบาลอาจต้องเริ่มทยอยลดมาตรการกระตุ้นบางส่วนตั้งแต่ปีหน้า

ดาคานายกล่าวว่า การลดแรงกระตุ้นทางการคลังเป็นสิ่งจำเป็น แต่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงและเพิ่มแรงกดดันให้นโยบายการเงินเข้ามาชดเชย เขาจึงคาดว่า ธปท.จะคงดอกเบี้ยที่ 1% ไปจนถึงสิ้นปี 2570

ทางออกของไทยจึงไม่อาจพึ่งเพียงการลดดอกเบี้ยหรืออัดฉีดเงินระยะสั้น OECD เสนอว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งลดการพึ่งพาน้ำมัน เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้า ปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการแข่งขัน แก้ปัญหาคอร์รัปชัน ลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบ และยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

หากการปฏิรูปยังล่าช้า “ยุคมืด” ของเศรษฐกิจไทยอาจไม่ปรากฏเป็นภาพวิกฤตในวันเดียว แต่จะค่อย ๆ แสดงออกผ่านการเติบโตที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน กำลังซื้อที่ไม่ฟื้น ธุรกิจขนาดเล็กที่อ่อนแรง และประชากรวัยทำงานที่ลดลงต่อเนื่อง

“ยิ่งไทยลังเลในการปฏิรูปนานเท่าไร ก็ยิ่งสูญเสียพื้นที่ให้แก่คู่แข่งในภูมิภาคมากขึ้นเท่านั้น” ชานโกกล่าว

อ้างอิง: Financial Times, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, IMF, IMF DataMapper, ADB, ADB, ธนาคารโลก, ธนาคารโลก, OECD , สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารโลก, ธนาคารโลก, ธนาคารโลก, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์, ธนาคารกลางญี่ปุ่น, Reuters

แชร์
เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเจอ ‘ยุคมืด’ แบบญี่ปุ่น โตต่ำ กำลังซื้อฝืด ประชากรหด