
3 สายการบินใหญ่ของจีน ได้แก่ แอร์ไชน่า (Air China) ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส (China Eastern Airlines) และไชน่า เซาเทิร์น แอร์ไลน์ส (China Southern Airlines) รายงานผลขาดทุนสุทธิรวมกันราว 8,200 ล้านหยวน (ประมาณ 40,400 ล้านบาท) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 และถือเป็นการขาดทุนในช่วงครึ่งปีแรกต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 นับตั้งแต่ธุรกิจการบินได้รับผลกระทบจากโควิด-19
แม้ว่าปี 2026 เริ่มต้นด้วยสัญญาณที่ดีขึ้น โดยทั้ง 3 สายการบินพลิกกลับมามีกำไรรวม 4,820 ล้านหยวนในไตรมาส 1 จากที่ขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากความต้องการเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่ผลประกอบการก็ถูกกดดันในไตรมาสที่ 2 ทั้งจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้น เส้นทางบินระหว่างประเทศที่ได้รับผลกระทบ และความต้องการเดินทางภายในประเทศที่อ่อนแรง และแนวโน้มช่วงที่เหลือของปียังเผชิญแรงกดดันจากฤดูท่องเที่ยวที่ไม่คึกคัก
หากมองย้อนกลับไปในช่วงปี 2020-2025 ทั้ง 3 สายการบินขาดทุนสะสมรวมกันประมาณ 209,000 ล้านหยวน หรือราว 790,000 ล้านบาท โดยมีเพียง China Southern Airlines ที่สามารถทำกำไรได้ 1 ปีในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนว่าธุรกิจสายการบินจีนยังเผชิญปัญหาในการกลับมาทำกำไรหลังการระบาดของโควิด-19
ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ Air China ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของจีน รายงานขาดทุนสุทธิ 2,300 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากขาดทุน 1,810 ล้านหยวนในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ China Eastern Airlines ขาดทุน 2,200 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นจาก 1,430 ล้านหยวน ส่วน China Southern Airlines ขาดทุน 3,700 ล้านหยวน ขาดทุนมากขึ้นจาก 1,530 ล้านหยวน ในช่วงเดียวกันของปี 2025
เมื่อรวมกันแล้ว ทั้ง 3 สายการบินขาดทุนสุทธิประมาณ 8,200 ล้านหยวน น้อยกว่าคาดการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งทั้ง 3 สายการบินเตือนว่า ตัวเลขขาดทุนรวมอาจสูงถึง 9,000 ล้านหยวน
ผลประกอบการดังกล่าวพลิกจากไตรมาส 1 ที่ทั้ง 3 สายการบินมีกำไรรวมกัน 4,820 ล้านหยวน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการเดินทางที่แข็งแกร่งในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยการกลับมาขาดทุนในครึ่งปีแรกเกิดขึ้นท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นและแรงกดดันต่อการเดินทางในประเทศ
ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงของสายการบินทั้ง 3 เพิ่มขึ้น 35%-38% ในช่วงครึ่งแรกของปี ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเส้นทางระหว่างประเทศ และทำให้สภาพแวดล้อมด้านการทำกำไรของสายการบินได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ปัจจัยที่ทำให้สายการบินจีนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันมาก คือ สายการบินจีนมีการทำ hedging หรือการป้องกันความเสี่ยงจากราคาน้ำมันในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่งในเอเชียและยุโรป ทำให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันมากกว่า China Southern ระบุในรายงานว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันเครื่องบิน
ขณะเดียวกัน รายได้ของทั้ง 3 สายการบินยังเติบโต โดย Air China มีรายได้เพิ่มขึ้น 10.5% China Eastern เพิ่มขึ้น 11.1% และ China Southern เพิ่มขึ้น 9.7% โดยได้แรงหนุนจากความต้องการเดินทางระหว่างประเทศ
เส้นทางยุโรปเป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีความต้องการเดินทางแข็งแกร่ง เนื่องจากผู้โดยสารบางส่วนเลือกหลีกเลี่ยงศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในอิหร่าน ส่งผลให้การเดินทางบนเส้นทางยุโรปช่วยหนุนรายได้ของสายการบิน ทำให้รายได้จากตลาดระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น
อีกแรงกดดันมาจากตลาดการเดินทางภายในประเทศจีน ซึ่งสายการบินเผชิญทั้งภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอและการแข่งขันจากการเดินทางรูปแบบอื่น โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงและการท่องเที่ยวด้วยรถยนต์
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สายการบินจีนไม่สามารถปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารในประเทศได้มากนัก เพราะการขึ้นค่าโดยสารในระดับสูงอาจทำให้ความต้องการเดินทางลดลง ต่างจากตลาดการเดินทางภายในประเทศของสหรัฐฯ ที่สายการบินสามารถปรับขึ้นค่าโดยสารได้มากกว่าโดยไม่กดดันความต้องการในลักษณะเดียวกัน
แรงกดดันดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยวหน้าร้อน ซึ่งโดยเป็นช่วงสำคัญของธุรกิจสายการบินจีน แต่ปีนี้กลับได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้จำนวนผู้โดยสารมีแนวโน้มลดลง โดย Flight Master บริษัทข้อมูลด้านการบินคาดว่า จำนวนผู้โดยสารที่สายการบินจีนให้บริการทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมจะลดลง 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เหลือประมาณ 142 ล้านคน
หากเป็นไปตามการคาดการณ์ จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ที่จำนวนผู้โดยสารในช่วงพีกของฤดูท่องเที่ยวลดลงจากปีก่อน โดยปี 2022 เป็นช่วงที่จีนยังใช้มาตรการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่จากการแพร่ระบาดของโควิด-19
แรงกดดันต่อแนวโน้มกำไรสะท้อนผ่านราคาหุ้น โดยหุ้นของสายการบินทั้ง 3 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ปรับตัวลดลงอย่างน้อย 36% แล้วนับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ขณะที่ทั้ง 3 บริษัทไม่ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล
ไตรมาส 3 โดยปกติถือเป็นช่วงที่สายการบินจีนทำกำไรได้ดีที่สุด แต่ในปีนี้ยังไม่ได้เห็นแรงหนุนดังกล่าวมากนัก เนื่องจากฤดูไต้ฝุ่นที่รุนแรงผิดปกติส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินภายในประเทศในช่วงฤดูท่องเที่ยวหน้าร้อน
ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ในปีนี้มีไต้ฝุ่นก่อตัวในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้แล้ว 21 ลูก มากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของช่วงเวลาเดียวกัน 9 ลูก ส่งผลให้การเดินทางทางอากาศได้รับผลกระทบในช่วงที่มีความต้องการเดินทางสูง
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2026 ธนาคาร HSBC คาดการณ์ว่า Air China, China Eastern และ China Southern จะขาดทุนรวมกันประมาณ 16,800 ล้านหยวน ตรงข้ามกับการคาดการณ์ของตลาดที่ประเมินว่าทั้ง 3 สายการบินจะมีกำไรรวมกันประมาณ 1,300 ล้านหยวน
ในด้านฝูงบิน ทั้ง 3 สายการบินยังเดินหน้าเพิ่มจำนวนเครื่องบินที่ผลิตในประเทศโดย COMAC ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติจีน
China Eastern เพิ่มฝูงบินเครื่องบินลำตัวแคบ C919 เป็น 17 ลำ หลังรับมอบเพิ่ม 3 ลำในช่วงครึ่งแรกของปี ส่วน Air China และ China Southern มีเครื่องบิน C919 ให้บริการสายการบินละ 11 ลำ หลังรับมอบเพิ่ม 2 ลำ และ 3 ลำตามลำดับในช่วงครึ่งแรกของปี
อย่างไรก็ตาม China Eastern คาดว่าจะได้รับมอบ C919 น้อยลงจากแผนเดิม 13 ลำในช่วงปี 2026-2028 ขณะที่ Air China ยังคงประมาณการเดิม ส่วน China Southern ไม่ได้เปิดเผยประมาณการรับมอบเครื่องบิน C919 ในรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก
แม้ Air China, China Eastern Airlines และ China Southern Airlines จะเผชิญผลขาดทุนต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ทั้ง 3 สายการบินนี้เป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมาโดยตลอด โดยข้อมูลที่ Bloomberg รวบรวมจากรายงานประจำปีระบุว่า ตลอด 10 ปีถึงปี 2025 ทั้ง 3 สายการบินได้รับเงินช่วยเหลือและเงินอุดหนุนจากรัฐบาลรวมกันมากกว่า 120,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 590,900 ล้านบาท
การสนับสนุนดังกล่าวเกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน ก่อนจะมีมาตรการช่วยเหลือครั้งใหญ่ในช่วงโควิด-19 หลังการควบคุมการเดินทางภายในประเทศทำให้ธุรกิจการบินได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมีทั้งเงินกู้ฉุกเฉินแก่สายการบินในประเทศหลายหมื่นล้านดอลลาร์ การลดค่าธรรมเนียม และการอุดหนุนเที่ยวบินภายในประเทศที่ขาดทุน
ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือในอดีตยังเกิดขึ้นพร้อมกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรม เนื่องจากสายการบินให้บริการเส้นทางที่ไม่ทำกำไร ขณะที่การแข่งขันภายในประเทศที่รุนแรงทำให้ราคาตั๋วโดยสารอยู่ในระดับต่ำ
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลจีนกำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่าน โดยทางเลือกที่พิจารณามีทั้งเงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่มีรัฐค้ำประกัน รวมถึงการควบรวมกิจการ อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานว่ารัฐบาลจีนตัดสินใจอย่างไร