
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานทั่วโลก จากเครื่องมือที่เคยถูกพูดถึงในฐานะเทคโนโลยีแห่งอนาคต วันนี้กลายเป็นสิ่งที่พนักงานจำนวนมากใช้งานอยู่ในชีวิตการทำงานประจำวันแล้ว ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ AI ก็ทำให้ทั้งองค์กรและพนักงานต้องกลับมามองเรื่องบทบาทงานและทักษะที่จำเป็นกันใหม่
ข้อมูลจากโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ซึ่งสำรวจพนักงานและองค์กรกว่า 5,000 ราย ใน 10 ตลาดหลักของเอเชีย รวมถึงประมาณ 600 รายจากประเทศไทย พบว่า ไทยเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการใช้ AI ในการทำงานมากเป็นอันดับ 4 จาก 10 ตลาดในเอเชียที่โรเบิร์ต วอลเทอร์สสำรวจ และอันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย 72% ของพนักงานที่ตอบแบบสำรวจเชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อโอกาสในสายอาชีพของตัวเอง
แต่อีกด้านหนึ่ง มีเพียง 57% เท่านั้นที่มั่นใจว่าทักษะการใช้งาน AI ของตัวเองสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน ขณะที่ 43% กังวลว่าทักษะบางอย่างของตัวเองอาจล้าสมัยหรือไม่จำเป็น เมื่อ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ผลการสำรวจของโรเบิร์ต วอลเทอร์สพบว่า 94% ของพนักงานไทยใช้ AI ในการทำงาน และ 72% เชื่อว่า AI จะส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในสายอาชีพของตนเอง แต่ขณะเดียวกัน พนักงานในไทยก็กังวลกับผลกระทบจาก AI โดยมีพนักงานไทยเพียง 57% เท่านั้นที่มั่นใจว่าทักษะการใช้งาน AI ของตัวเองยังคงสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรในปัจจุบัน
งานที่พนักงานในไทยนำ AI เข้ามาช่วยมากที่สุด คือ การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล (53%) เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว ตามด้วยการช่วยงานด้านการสื่อสาร (44%) เพื่อให้การสื่อสารราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมสร้างข้อมูลเชิงลึก (43%) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่ดีขึ้น
แม้ AI จะถูกนำมาใช้มากขึ้นในฐานะเครื่องมือสนับสนุน แต่พนักงานไทยยังระมัดระวังต่อความท้าทายและความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการทำงานร่วมกับ โดยประเด็นที่กังวลมากที่สุด คือ ความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่อ้างอิงจาก AI (46%) โดยพนักงานอาจตั้งคำถามว่าใครควรรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรืออคติ
รองลงมา คือ ความกังวลว่าทักษะของตนจะล้าสมัยหรือไม่จำเป็นจากการเพิ่มขึ้นของระบบอัตโนมัติ (43%) และความกังวลเรื่องการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดหรือการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลสำคัญขององค์กร (43%)
ความกังวลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน กรอบจริยธรรมที่เข้มแข็ง และการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การนำ AI มาใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ
ส่วนภาพรวมเอเชีย จากข้อมูลในตลาดที่โรเบิร์ต วอลเทอร์สทำการสำรวจ พบว่า มีการนำ AI มาใช้งานเป็นเรื่องปกติ โดย 58% ขององค์กรในเอเชียได้นำ AI เข้ามาใช้ในสถานที่ทำงาน
องค์กรในเอเชียระบุว่า AI สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในงานที่เน้นกระบวนการ ข้อมูล หรือการปฏิบัติงาน โดยสามอันดับแรก ได้แก่ งานธุรการและสนับสนุนธุรกิจ (43%) งานไอทีและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (35%) และงานบัญชีและการเงิน (32%)
ในฝั่งพนักงาน การสำรวจพบว่า 93% ของพนักงานกำลังใช้งาน AI อย่างจริงจัง ซึ่งในจำนวนนี้ 75% เชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อโอกาสในอาชีพของตัวเอง
สำหรับงานที่พนักงานในเอเชียใช้ AI ช่วยทำงานมากที่สุด คือ การสร้างสรรค์เนื้อหา 47% การวิเคราะห์ข้อมูล 40% และการค้นคว้าข้อมูล 38%
ข้อมูลจากโรเบิร์ต วอลเทอร์ส แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงจาก AI ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับงานที่มีอยู่เดิม แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงในแง่การเพิ่มตำแหน่งงานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ต้องการทักษะและความรู้ทั้งทางเทคนิคและทางธุรกิจ (เช่น AI Product Manager) ตำแหน่งงานด้านข้อมูล การวิเคราะห์เชิงลึก และการเปลี่ยนผ่านองค์กร เพื่อให้ผลการวิเคราะห์นำไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง (เช่น Data Analyst) และตำแหน่งงานด้านการกำกับดูแล จริยธรรม และความน่าเชื่อถือ (เช่น AI Governance หรือ Risk Manager)
โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ระบุว่า ผลการค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่า AI กำลังปรับเปลี่ยนและก่อให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ ๆ มากกว่าที่จะทดแทนตำแหน่งงานเดิมทั้งหมด โดยมีองค์กรเพียง 33% เท่านั้นที่ระบุว่า การเพิ่มประสิทธิภาพกำลังคน (workforce optimisation) เป็นเหตุผลสำคัญในการนำ AI มาใช้
โรเบิร์ต วอลเทอร์สระบุว่า ทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในตัวพนักงานในยุค AI ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และความสามารถในการปรับตัว
ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ AI ทำให้องค์กรต้องกลับมาให้ความสำคัญกับทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในสภาพแวดล้อมใหม่ โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานกับข้อมูลและการตัดสินใจ
ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย ของบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส กล่าวว่า ปฏิสัมพันธ์และความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ยังคงมีความสำคัญสูงสุด AI จะไม่เข้ามาแทนที่ตำแหน่งงาน แต่พนักงานต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่ร่วมกับ AI และนำ AI มาใช้เพื่อพัฒนาและเติบโตต่อไป
ปุณยนุชแนะว่า เมื่อนำ AI เข้ามาทำงานที่ทำซ้ำ ๆ แทนคน พนักงานจะต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและต้องใช้วิจารณญาณมากขึ้น ดังนั้น พนักงานต้องตรวจสอบผลลัพธ์อย่างละเอียด เพิ่มบริบท บริหารความคาดหวัง และให้คำแนะนำทางธุรกิจที่ชาญฉลาดและตรงเป้าหมายเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ
“เมื่อลักษณะงานเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ การพัฒนาทักษะใหม่ (reskilling) จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญมากขึ้นสำหรับพนักงานของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพนักงานเริ่มมีความกังวลมากขึ้นว่าตัวเองอาจตามไม่ทันหรือปรับตัวได้ยาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของผู้นำภายในองค์กร [ในการช่วยให้พนักงานปรับตัวและพัฒนาทักษะให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง]” ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย ของบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส กล่าว