Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
จีนสร้างกองทัพไร้คน เปลี่ยนเกาะทะเลจีนใต้  สู่ป้อมปราการหุ่นยนต์
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

จีนสร้างกองทัพไร้คน เปลี่ยนเกาะทะเลจีนใต้ สู่ป้อมปราการหุ่นยนต์

19 ส.ค. 69
16:03 น.
แชร์

เมื่อสงครามทะเลไม่จำเป็นต้องมีทหารอยู่แนวหน้าอีกต่อไป

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา วารสาร Command Control & Simulation ได้มีการเผยถึงภาพอนาคตของการป้องกันเกาะ และแนวปะการังในทะเลจีนใต้โดยใช้หุ่นยนต์ ซึ่งเป็นข้อเสนอจากนักวิจัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยยามฝั่งจีน  โดยกล่าวถึงแนวทางสร้างระบบป้องกันแบบไร้คนขับ โดยใช้การทำงานร่วมกันของโดรนทางอากาศ ยานผิวน้ำไร้คนขับ และยานใต้น้ำไร้คนขับ ร่วมกับจุดยุทธศาสตร์บนเกาะและแนวปะการัง

และหากแนวคิดนี้ถูกนำไปพัฒนาจริง พื้นที่เป็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้อาจไม่ได้ถูกป้องกันด้วยฐานทัพ และกำลังพลในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่คล้ายกับ “ป้อมปราการหุ่นยนต์”

บทเรียนจากยูเครน เมื่อโดรนราคาถูกสามารถเขย่ากองเรือราคาแพง

ทำไมจีนจึงเริ่มคิดถึงระบบป้องกันลักษณะนี้? คำตอบส่วนหนึ่งมาจากตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา โลกได้เห็นบทบาทของโดรน และยานไร้คนขับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโดรนโจมตีทางทะเลของยูเครน เช่น Magura V5 ซึ่งถูกนำมาใช้โจมตีทรัพย์สินทางทหารของรัสเซีย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้กองทัพทั่วโลกต้องกลับมาทบทวนสมมติฐานเดิมเกี่ยวกับสงครามทางเรือ

เพราะในอดีต การสร้าง และป้องกันกองเรือจำเป็นต้องอาศัยเรือรบขนาดใหญ่ ระบบอาวุธราคาแพง และกำลังพลจำนวนมาก แต่ปัจจุบัน อาวุธที่มีต้นทุนต่ำกว่าหลายระดับอาจสามารถสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินทางทหารมูลค่ามหาศาลได้ ยิ่งเมื่อโดรนเข้ามาเป็น “ฝูง”

ความท้าทายของการโจมตีแบบนี้อยู่ที่จำนวน และความเร็วของเป้าหมาย ระบบป้องกันแบบดั้งเดิมอาจสามารถรับมือกับขีปนาวุธหรือเครื่องบินจำนวนจำกัดได้ แต่เมื่อมีเป้าหมายขนาดเล็ก และต้นทุนต่ำหลายสิบหรือหลายร้อยหน่วยเข้ามาพร้อมกัน การตอบโต้ทุกเป้าหมายด้วยอาวุธราคาแพงอาจกลายเป็นเกมที่ไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

นักวิจัยจีนจึงมองว่า รูปแบบสงครามไร้คนขับกำลังเผยให้เห็นจุดอ่อนของเรือรบขนาดใหญ่ และระบบป้องกันแบบดั้งเดิม และสำหรับพื้นที่อย่างเกาะหรือแนวปะการังในทะเลจีนใต้ ความท้าทายอาจยิ่งมากขึ้นไปอีก

เกาะเล็ก พื้นที่แคบ แต่กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์

การป้องกันเกาะ และแนวปะการังมีข้อจำกัดที่แตกต่างจากการป้องกันฐานทัพบนแผ่นดินใหญ่ เพราะพื้นที่มีขนาดจำกัด การวางกำลังทหารจำนวนมากอาจทำได้ยาก ในขณะเดียวกัน ภูมิประเทศทางทะเล และแนวปะการังยังสามารถสร้างจุดบอดในการตรวจจับ ทำให้หากเกิดการโจมตีจากโดรนจำนวนมาก ระบบป้องกันอาจต้องรับมือกับภัยคุกคามที่มาจากหลายทิศทางพร้อมกันทั้งจากอากาศ ผิวน้ำ และใต้น้ำ

แนวคิดที่นักวิจัยจีนเสนอจึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนทหาร แต่คือการสร้าง “เครือข่ายป้องกันหลายมิติ”ระบบนี้จะประกอบด้วยโดรน และยานไร้คนขับที่ทำงานร่วมกัน โดยแบ่งหน้าที่ตามพื้นที่ ซึ่งโดรนทางอากาศจะรับผิดชอบการเฝ้าระวังพื้นที่ขนาดใหญ่ และค้นหาภัยคุกคามจากท้องฟ้า ส่วนยานผิวน้ำไร้คนขับจะช่วยตรวจสอบพื้นที่ระดับต่ำหรือบริเวณที่อาจกลายเป็นจุดบอด สุดท้ายยานใต้น้ำไร้คนขับจะเฝ้าระวังพื้นที่น้ำตื้น ช่องแคบ และบริเวณรอบแนวปะการัง จากนั้นข้อมูลจากทุกหน่วยจะถูกนำมารวมกัน เพื่อสร้างภาพรวมของสถานการณ์ในพื้นที่แบบเรียลไทม์

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ จีนกำลังเสนอให้ “เกาะ” ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ตั้งฐานทัพ แต่กลายเป็นศูนย์กลางของระบบประสาทที่เชื่อมโยงโดรนหลายประเภทเข้าด้วยกัน

เมื่อ AI กลายเป็นผู้ช่วยตัดสินใจในสนามรบ

หัวใจสำคัญของระบบนี้อยู่ที่การลดการพึ่งพาศูนย์บัญชาการเพียงจุดเดียว โดยแนวคิดดังกล่าวอ้างอิงโมเดลการตัดสินใจ OODA ของพันเอกจอห์น บอยด์ แห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การสังเกตการณ์ วิเคราะห์สถานการณ์ ตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติ

ในระบบป้องกันแบบดั้งเดิม กระบวนการเหล่านี้อาจดำเนินไปตามลำดับจากการตรวจจับ ส่งข้อมูลไปยังศูนย์บัญชาการ จากนั้นจึงวิเคราะห์ และออกคำสั่งตอบโต้ แต่ปัญหาคือ หากศูนย์บัญชาการหรือระบบสื่อสารถูกโจมตี กระบวนการทั้งหมดอาจหยุดชะงัก ข้อเสนอของนักวิจัยจีนจึงพยายามเปลี่ยนระบบแบบ “เส้นตรง” ให้กลายเป็นเครือข่ายที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยแพลตฟอร์มแต่ละหน่วยจะสามารถประมวลผลข้อมูลในระดับหนึ่งผ่านชิป AI และตัดสินใจตามสถานการณ์ในพื้นที่ นั่นหมายความว่า แม้การสื่อสารกับศูนย์กลางจะถูกตัดขาด ยานไร้คนขับบางส่วนก็ยังสามารถปฏิบัติภารกิจต่อไปได้

แนวคิดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของสงครามยุค AI ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงสร้างอาวุธที่ทรงพลังขึ้น แต่พยายามสร้างระบบที่ “ยังสามารถทำงานได้ แม้บางส่วนของระบบจะถูกทำลาย”

ป้องกัน 3 ชั้น ตั้งแต่ขอบฟ้าจนถึงใต้ผิวน้ำ

ตามข้อเสนอ ระบบป้องกันของเกาะ และแนวปะการังจะถูกแบ่งออกเป็น 3 วงแหวนดังนี้

วงแหวนชั้นนอก จะทำหน้าที่ตรวจจับ และสกัดภัยคุกคามตั้งแต่ระยะไกล โดยใช้โดรนลาดตระเวน และโจมตี รวมถึงยานผิวน้ำความเร็วสูง ซึ่งอาจติดตั้งอาวุธอย่างขีปนาวุธหรือตอร์ปิโด

วงแหวนชั้นกลาง จะเน้นการใช้สงครามอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรบกวนการสื่อสาร ระบบควบคุม และกระบวนการตัดสินใจของฝ่ายตรงข้าม

ส่วนวงแหวนชั้นใน จะเป็นแนวป้องกันสุดท้าย หากเป้าหมายสามารถฝ่าระบบชั้นนอกเข้ามาได้ ก็จะต้องเผชิญกับยานผิวน้ำสำหรับการป้องกันระยะประชิด โดรนโจมตีแบบพลีชีพ และยานใต้น้ำไร้คนขับ

พูดง่าย ๆ ว่า แนวคิดนี้พยายามสร้าง “เกราะป้องกันหลายชั้น” รอบเกาะ แต่แทนที่จะใช้ทหาร และเรือรบเป็นกำลังหลัก ทุกชั้นของระบบกำลังถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรที่สามารถตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

ทะเลจีนใต้กำลังเข้าสู่ยุค “สงครามอัตโนมัติ” หรือไม่?

แม้ข้อเสนอดังกล่าวยังเป็นเพียงงานวิจัย และแนวคิดเชิงทฤษฎี ไม่ได้หมายความว่าจีนจะนำระบบนี้ไปใช้งานจริงในทันที แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ มันสะท้อนให้เห็นทิศทางการคิดด้านการทหารของจีนอย่างชัดเจน

ทะเลจีนใต้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งในฐานะเส้นทางการค้า พื้นที่ทรัพยากร และจุดที่มีข้อพิพาทด้านอธิปไตยระหว่างหลายประเทศ ซึ่งในอนาคต การแข่งขันในพื้นที่แห่งนี้จึงอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงระหว่างเรือรบกับเรือรบ หรือกองทัพกับกองทัพอีกต่อไปแต่อาจเป็นการแข่งขันระหว่าง “เครือข่าย AI กับเครือข่าย AI”

ข้อเสนอของนักวิจัยจีนยังเรียกร้องให้มีการทดสอบการทำงานร่วมกันของยานไร้คนขับทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศในสภาพแวดล้อมจริง พร้อมผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารข้ามมิติ AI และความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงการบูรณาการระหว่างภาคทหาร และพลเรือน เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามจากระบบไร้คนขับ

เพราะจากบทเรียนจากสงครามยูเครนได้แสดงให้เห็นแล้วว่า อาวุธราคาแพง และขนาดใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากภัยคุกคามที่มีราคาถูกกว่าเสมอไป และหากข้อเสนอ “ป้อมปราการหุ่นยนต์” ของจีนกลายเป็นความจริงขึ้นมา วันหนึ่งหมู่เกาะ และแนวปะการังที่เป็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ อาจไม่ได้มีทหารจำนวนมากคอยยืนเฝ้า แต่อาจถูกล้อมรอบด้วยโดรนบนท้องฟ้า ยานไร้คนขับบนผิวน้ำ  และเครื่องจักรใต้น้ำ ซึ่งทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเดียว “เฝ้าระวัง คิด วิเคราะห์ และตอบโต้” โดยที่มนุษย์อาจไม่จำเป็นต้องอยู่แนวหน้าอีกต่อไป 

นั่นอาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า การแข่งขันทางทหารในทะเลจีนใต้กำลังเข้าสู่ยุคที่คำว่า “กำลังพล” อาจไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดของสงครามเหมือนในอดีตอีกต่อไป

แชร์
จีนสร้างกองทัพไร้คน เปลี่ยนเกาะทะเลจีนใต้  สู่ป้อมปราการหุ่นยนต์