
การขยายตัวของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากภูมิภาคที่เคยอาศัยแรงงานต้นทุนต่ำเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดโรงงานต่างชาติ ไปสู่การเป็นฐานผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดย “เวียดนาม” และ “ฟิลิปปินส์” เป็นสองประเทศที่ได้รับแรงส่งสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
ในการปรับปรุงการจัดกลุ่มประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้เลื่อนสถานะเวียดนามและฟิลิปปินส์ขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับบน” ซึ่งในปี 2568 ครอบคลุมประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัว หรือ GNI ต่อหัว อยู่ระหว่าง 4,636-14,375 ดอลลาร์ ขณะที่ระดับ GNI ของทั้งสองประเทศกำลังขยับเข้าใกล้อินโดนีเซียมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สถานะใหม่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความท้าทายในระยะต่อไป เพราะการก้าวขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงจำเป็นต้องลดการพึ่งพาความได้เปรียบจากแรงงานราคาถูก ควบคู่กับการสร้างบริษัทภายในประเทศ พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ประสบการณ์ของ “ไทย” และ “อินโดนีเซีย” สะท้อนให้เห็นว่า หากการพัฒนาอุตสาหกรรมดำเนินไปอย่างล่าช้า เศรษฐกิจก็อาจติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางเป็นเวลานานได้
ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงหลายทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มจากการดึงดูดโรงงานต่างชาติด้วยแรงงานต้นทุนต่ำ ตั้งแต่อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้า ก่อนขยับเข้าสู่เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และการประกอบรถยนต์ แต่การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปิดวัฏจักรการเติบโตรอบใหม่ โดยทำให้ชิปหน่วยความจำ ชิปประมวลผล และอุปกรณ์สำหรับศูนย์ข้อมูลเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลของ World Semiconductor Trade Statistics ระบุว่า มูลค่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 102% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 702,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ระบบประมวลผลสมรรถนะสูง และเทคโนโลยีหน่วยความจำขั้นสูงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ กระแสดังกล่าวกำลังเปิดโอกาสให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยกระดับจากฐานประกอบสินค้า ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าเซมิคอนดักเตอร์ที่ซับซ้อนขึ้น
“เวียดนาม” อยู่แถวหน้าของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ หลังใช้การส่งออก การเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และเครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรีเป็นเครื่องยนต์ยกระดับรายได้มาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 8.02% เร่งขึ้นจาก 7.09% ในปี 2567 ขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้น 17% แตะระดับประมาณ 475,000 ล้านดอลลาร์
ความก้าวหน้าดังกล่าวทำให้ธนาคารโลกปรับเวียดนามขึ้นเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 หลังรายได้ประชาชาติต่อหัว หรือ GNI per capita เพิ่มขึ้น 10.7% เป็น 4,970 ดอลลาร์ในปี 2568 สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 4,636 ดอลลาร์ โดยธนาคารโลกระบุว่า การส่งออกของเวียดนามขยายตัวมากกว่า 15% ติดต่อกันทั้งในปี 2567 และ 2568
ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ที่เวียดนามสั่งสมมานานกำลังดึงดูดการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเซมิคอนดักเตอร์โดยตรงมากขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ทางการเมืองไฮฟองออกใบรับรองการลงทุนให้ LG Innotek ของเกาหลีใต้สร้างโรงงานผลิตแผ่นฐานรองเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ บนพื้นที่ประมาณ 32 เฮกตาร์ในเขตอุตสาหกรรม DEEP C Hai Phong 2 นับเป็นฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งแรกของบริษัทนอกเกาหลีใต้
โรงงานดังกล่าวจะผลิตแผ่นฐานรองสำหรับโมดูลสื่อสาร ชิปหน่วยความจำ และชิปประมวลผลที่ใช้ใน CPU, GPU และเซิร์ฟเวอร์ โดยมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 3 ปี 2569 ทดลองเดินเครื่องในไตรมาส 3 ปี 2570 และเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปี 2571 สะท้อนว่าเวียดนามกำลังขยายบทบาทจากการประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่การผลิตชิ้นส่วนที่รองรับศูนย์ข้อมูลและระบบ AI โดยตรง
ขณะเดียวกัน เอกสารโครงการที่ Reuters ตรวจสอบระบุว่า Samsung Electronics มีแผนลงทุนประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ สร้างโรงงานทดสอบชิปแห่งแรกของบริษัทในเวียดนามที่จังหวัดท้ายเงวียน โดยจะทดสอบชิปหน่วยความจำ DRAM และ NAND และมีกำหนดเริ่มดำเนินงานในเดือนพฤศจิกายน 2570
โครงการนี้จะเสริมฐานอุตสาหกรรมขั้นปลายของเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานประกอบ บรรจุ และทดสอบชิปของ Intel, Amkor Technology และ Hana Micron อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม Samsung ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดโครงการอย่างเป็นทางการ และยังไม่ชัดเจนว่าได้รับใบอนุญาตครบถ้วนแล้วหรือไม่
ผู้ประกอบการเวียดนามเองเริ่มขยับจากการออกแบบชิปไปสู่การสร้างขีดความสามารถด้านการผลิตภายในประเทศ เมื่อเดือนมกราคม 2569 Viettel กลุ่มโทรคมนาคมและเทคโนโลยีภายใต้กองทัพ เริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตชิปที่เวียดนามเป็นเจ้าของแห่งแรก บนพื้นที่ 27 เฮกตาร์ในเขตเทคโนโลยีขั้นสูงฮวาลัก โดยตั้งเป้าก่อสร้างแล้วเสร็จ รับถ่ายทอดเทคโนโลยี และเริ่มทดลองผลิตภายในสิ้นปี 2570 โรงงานจะรองรับชิปสำหรับโทรคมนาคม ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ ระบบอัตโนมัติ และ Internet of Things (IoT)
ถัดมาไม่ถึงสองสัปดาห์ FPT กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศรายใหญ่ ยังได้ประกาศจัดตั้งโรงงานทดสอบและบรรจุชิปขั้นสูงที่นิคมอุตสาหกรรม Yen Phong II-C จังหวัดบั๊กนิญ นับเป็นโรงงานทดสอบและบรรจุแห่งแรกที่เวียดนามเป็นเจ้าของและบริหารเอง แม้จะเป็นคนละขั้นตอนกับการสร้างชิป แต่ก็ช่วยเติมช่องว่างในขั้นปลายน้ำที่เดิมอยู่ในมือบริษัทต่างชาติแทบทั้งหมด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีเป้าหมายอุดช่องว่างสำคัญของเวียดนาม เพราะแม้ประเทศจะมีบทบาทในเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดผลิตภัณฑ์และออกแบบ ไปจนถึงการบรรจุและทดสอบ แต่ยังขาดความสามารถด้านการผลิตแผ่นเวเฟอร์หรือการสร้างชิป ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เงินลงทุนสูงที่สุด
ข้อมูลของรัฐบาลเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่า เวียดนามดึงดูดโครงการลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแล้ว 170 โครงการ มูลค่ารวมเกือบ 11,600 ล้านดอลลาร์ และมีบริษัทต่างชาติราว 50 แห่งกับบริษัทเวียดนามมากกว่า 10 แห่งเข้าร่วมธุรกิจออกแบบชิป
ภายใต้ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระยะถึงปี 2573 เวียดนามตั้งเป้ามีบริษัทออกแบบชิปอย่างน้อย 100 แห่ง โรงงานผลิตชิปขนาดเล็กอย่างน้อย 1 แห่ง และโรงงานบรรจุและทดสอบอย่างน้อย 10 แห่ง พร้อมผลักดันรายได้ของอุตสาหกรรมให้เกิน 25,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยให้สัดส่วนมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในเวียดนามอยู่ที่ 10-15% ควบคู่กับการสร้างบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ทั้งระดับวิศวกรและปริญญาตรีมากกว่า 50,000 คน
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ฟาม มินห์ จิ๋ง ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ตั้งเป้าให้เวียดนามสามารถออกแบบ ผลิต และทดสอบชิปที่จำเป็นได้ด้วยตนเองภายในปี 2570 อย่างไรก็ตาม การก้าวจากฐานประกอบและทดสอบไปสู่การผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองยังต้องเผชิญทั้งข้อจำกัดด้านเงินทุน บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการพึ่งพาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
ดังนั้น แม้เวียดนามจะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบนเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ แต่การไปถึงเป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนการลงทุนจากต่างชาติให้เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มมูลค่าในประเทศ และสร้างผู้ประกอบการเวียดนามที่สามารถแข่งขันได้ตลอดห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโรงงานหรือมูลค่าการส่งออกเท่านั้น
การขยับขึ้นเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบนของฟิลิปปินส์ไม่ได้เกิดจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เพียงด้านเดียว แต่เป็นผลจากการเติบโตที่กระจายตัวในหลายภาคเศรษฐกิจ ธนาคารโลกระบุว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวเฉลี่ย 5.8% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ GNI ต่อหัวเพิ่มเป็น 4,850 ดอลลาร์ในปี 2568 สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงที่ 4,636 ดอลลาร์
อาร์เซนิโอ บาลิซากัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การวางแผน และการพัฒนา ระบุว่า การเลื่อนสถานะครั้งนี้เป็นผลจาก "การเติบโตต่อเนื่อง การบริหารเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคง และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว" ขณะเดียวกันเขายอมรับว่า "ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ยังคงอยู่ และคนจำนวนมากยังเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจ" โดยเข้าร่วมเวทีเสวนาระดับสูงในงานเปิดตัวรายงาน Philippines Economic Update ฉบับกลางปี ของธนาคารโลกที่กรุงมะนิลาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569
อย่างไรก็ตาม เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นเสาหลักของภาคการส่งออกของฟิลิปปินส์ ในปี 2568 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 16.11% แตะ 49,640 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 58.81% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่เดือนมิถุนายน 2569 สินค้ากลุ่มนี้ยังมีสัดส่วน 59.9% ของมูลค่าการส่งออกในเดือนดังกล่าว
แม้ฟิลิปปินส์จะอยู่ในอุตสาหกรรมชิปมานาน แต่บทบาทส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกระบวนการขั้นปลาย โดยเฉพาะการประกอบ บรรจุ และทดสอบชิป โจทย์สำคัญจึงเป็นการขยับไปสู่การออกแบบวงจรรวม การบรรจุขั้นสูง การวิจัยวัสดุ และการผลิตชิ้นส่วนที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
ก้าวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 เมื่อฟิลิปปินส์เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 13 ของโครงการ Pax Silica ที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงสำหรับแร่สำคัญ เซมิคอนดักเตอร์ AI และการผลิตขั้นสูง ภายใต้ความร่วมมือนี้ รัฐบาลเตรียมพัฒนาพื้นที่ 4,000 เอเคอร์ หรือประมาณ 10,100 ไร่ใน New Clark City ให้เป็นศูนย์รวมบริษัทเทคโนโลยี สถาบันวิจัย และหน่วยงานภาครัฐ
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 BCDA และ Subic Bay Metropolitan Authority ลงนามบันทึกความเข้าใจกำหนดให้ท่าเรืออ่าวซูบิกเป็นประตูทางทะเลหลักที่ต้องการของ Pax Silica เพื่อรองรับการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้ามูลค่าสูงที่เชื่อมโยงกับศูนย์อุตสาหกรรมใน New Clark City ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 100 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงกรอบให้สองหน่วยงานร่วมศึกษาและประเมินความพร้อมของท่าเรือ ขณะที่ตัวโครงการยังอยู่ในระยะวางแผนและตั้งเป้าลงเสาเข็มในปี 2571 จึงต้องติดตามว่าจะดึงดูดเงินลงทุนและบริษัทเทคโนโลยีได้มากเพียงใด
ฐานการผลิตเดิมเริ่มเชื่อมโยงกับตลาด AI มากขึ้นเช่นกัน โดย onsemi ซึ่งมีพนักงานกว่า 6,000 คนในฟิลิปปินส์ กำลังขยายบทบาทของโรงงานที่ผลิตชิปควบคุมพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล ระบบ AI และเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูล ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เป็น 110,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 พร้อมฝึกอบรมและยกระดับทักษะแรงงานประมาณ 128,000 คน
อย่างไรก็ตาม การก้าวจากฐานประกอบไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงยังต้องเร่งพัฒนาบุคลากร งานวิจัย และผู้ผลิตวัตถุดิบภายในประเทศ ธนาคารโลกชี้ว่าตลอด 15 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของฟิลิปปินส์ราว 90% มาจากการสะสมทุน สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังพึ่งพาการลงทุนเป็นหลักมากกว่าการยกระดับผลิตภาพ
ดังนั้น การก้าวสู่ประเทศรายได้สูงจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนฐานการผลิตเดิมให้เป็นระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและผลิตภาพมากขึ้น
ในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน สิงคโปร์และบรูไนก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงแล้ว ส่วนไทยและอินโดนีเซียเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางก่อนเวียดนามและสมาชิกอาเซียนอีกหลายประเทศ แต่กลับเผชิญภาวะการเติบโตชะงักงันจากความล่าช้าในการยกระดับอุตสาหกรรม
ไทยเลื่อนขึ้นเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบนตั้งแต่ปี 2554 แต่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ ความล่าช้าในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ประกอบกับประชากรที่สูงวัยเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอลงจนต่ำที่สุดในภูมิภาค
อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญการเติบโตที่ชะลอลงเช่นกัน ภาคการผลิตยังไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่ แม้จะจ้างแรงงานจำนวนมาก รัฐบาลพยายามสร้างอุตสาหกรรมถลุงและแปรรูปแร่ด้วยการห้ามส่งออกแร่ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการ เช่น นิกเกิล แต่จนถึงขณะนี้ยังมีความคืบหน้าจำกัด
อีกหนึ่งข้อจำกัดของอินโดนีเซียคือแรงงานจำนวนมากมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า ทำให้การพัฒนาการศึกษาสายอาชีพยังเป็นโจทย์สำคัญต่อการยกระดับภาคอุตสาหกรรมและผลิตภาพแรงงาน
ในทางกลับกัน มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบนมาตั้งแต่ปี 2539 และเคยเผชิญการเติบโตซบเซาเป็นเวลานาน เริ่มกลับเข้าสู่เส้นทางการเติบโตด้วยการเปิดรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ประเทศกำลังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการบรรจุชิปขั้นสูง พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการออกแบบและพัฒนาชิปภายในประเทศ
การส่งออกอุปกรณ์ไฟฟ้าและเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซียที่เพิ่มขึ้นช่วยเร่งการขยายตัวของ GDP สู่ระดับ 6% ในไตรมาส 2 และทำให้ประเทศมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2573 ตอกย้ำว่าเส้นทางออกจากกับดักรายได้ปานกลางไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายฐานการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการยกระดับเทคโนโลยี บุคลากร และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศไปพร้อมกัน
อ้างอิง: World Semiconductor Trade Statistics, Bits&Chips, National Statistics Office of Vietnam, World Bank, VnEconomy, Vietnam Investment Review, The Elec, Reuters, Viettel Group, Saigon Giai Phong, FPT Corporation, Vietnam Government News, Quyết định 1018/QĐ-TTg, World Bank, World Bank Philippines Economic Update, Philippine News Agency, DEPDev, SEIPI, Philippine Statistics Authority, U.S. Embassy in the Philippines, BCDA, BusinessMirror, Philippine Daily Inquirer, Department of Finance, Philstar, The Manila Times