Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
หุ้นชิป-AI เอเชียถูกเทขายหนัก หลังบอนด์ยีลด์พุ่ง ตลาดลดเสี่ยง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

หุ้นชิป-AI เอเชียถูกเทขายหนัก หลังบอนด์ยีลด์พุ่ง ตลาดลดเสี่ยง

19 ส.ค. 69
13:04 น.
แชร์

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ด้วยแรงขายหนัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ หลังตลาดทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือบอนด์ยีลด์ (bond yield) ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงในรอบหลายปี ขณะที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ในบางช่วงของการซื้อขาย ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ร่วงแล้ว 5.89% ขณะที่ Kosdaq ลดลงแล้ว 3.62% ด้าน Nikkei 225 ของญี่ปุ่นลดลง 1.04% และ Topix ลดลง 1.01% ส่วน S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียลดลง 0.50% ขณะที่ MSCI Asia Pacific Index ลดลงราว 2%

แรงเทขายในหลายตลาดเกิดขึ้นหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันในวันที่ 18 สิงหาคม โดยดัชนี Dow Jones ลดลง 116 จุด หรือ 0.2% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.7% และ Nasdaq Composite ลดลง 1.3% ขณะที่ตลาดจับตาระดับผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันและความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐฯ

บอนด์ยีลด์พุ่ง กดดันหุ้นเทค-ชิป

แรงกดดันสำคัญของตลาด คือ การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในหลายประเทศ โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ขึ้นไปแตะ 5.34% ในการซื้อขายวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี นับตั้งแต่ปี 2007 ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ 5.29% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.69% ลดลง 1 basis point หลังขยับขึ้นใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2025

ขณะเดียวกัน แรงกดดันในตลาดพันธบัตรเกิดขึ้นในหลายประเทศ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 30 ปีขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ส่วนพันธบัตรฝรั่งเศสอายุ 30 ปีแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008

การปรับขึ้นของยีลด์กดดันหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตลาดให้ความสำคัญกับการเติบโตในระยะยาว โดยนักลงทุนกังวลว่า ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจกระทบการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะที่เงินเฟ้อ การใช้จ่ายภาครัฐ และการออกพันธบัตรจำนวนมากยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ยีลด์อยู่ในระดับสูง

หุ้นชิป-AI เอเชียโดนเทขาย หลังราคาขึ้นแรง

แรงกดดันจากตลาดพันธบัตรส่งผลไปยังหุ้นเซมิคอนดักเตอร์มากกว่ากลุ่มอื่น ทั้งในสหรัฐฯ และในเอเชีย โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ของสหรัฐฯ ร่วง 5% ในการซื้อขายวันอังคารที่ 18 สิงหาคม เป็นการลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม MSCI Asia Pacific equities benchmark ลดลง 2% ขณะที่แรงเทขายรุนแรงขึ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยดัชนีหุ้นชิปในเอเชียลดลง 3.1%

หุ้นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ทั้ง Samsung Electronics และ SK Hynix ต่างร่วงมากกว่า 7% ขณะที่ Kioxia Holdings ของญี่ปุ่นลดลงมากถึง 11% และ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ลดลงเกือบ 2%

ราคาหุ้น SoftBank Group บริษัทญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ลงทุนใน OpenAI ลดลงมากถึง 8.4% หลังมีรายงานว่าเตรียมออกหุ้นกู้มูลค่า 1 ล้านล้านเยนสำหรับนักลงทุนรายย่อย โดยข่าวนี้ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลฐานะการเงินของบริษัท หลังมีภาระหนี้จำนวนมากเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้าน AI

จองอินยุน (Jung In Yun) ซีอีโอ Fibonacci Asset Management Global มองว่า แม้แนวโน้มการเติบโตระยะยาวของ AI ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนเต็มใจจ่ายพรีเมียมให้หุ้น growth น้อยลง ขณะเดียวกัน แรงขายยังสะท้อนการขายทำกำไร หลังหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นอย่างมากแล้วก่อนหน้านี้ โดยดัชนีหุ้นชิปเอเชียยังลดลง 19% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปฏิกิริยายังค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตร ซึ่งอดัม พาร์เกอร์ (Adam Parker) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Trivariate Research แสดงมุมมองในเรื่องนี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งเพียงพอ และกำไรกับกระแสเงินสดของบริษัทขนาดใหญ่ยังแข็งแกร่งพอที่จะรองรับแรงกดดันที่เกิดขึ้นได้

ราคาน้ำมันขึ้น เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ

อีกปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุน คือ ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์เพิ่มขึ้น 0.7% ไปอยู่ที่ 91.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (West Texas Intermediate) เพิ่มขึ้น 0.86% ไปอยู่ที่ 85.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันเบรนต์ปรับขึ้นเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน และเพิ่มขึ้น 4.5% ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ขณะที่สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังมีสัญญาณที่ขัดแย้งกัน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ ระบุว่า ไม่มีการเจรจากับอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซเปิดอยู่ ขณะที่อิหร่านระบุว่า ช่องแคบยังปิดอยู่

ทั้งนี้ โทโม คิโนชิตะ (Tomo Kinoshita) นักกลยุทธ์ตลาดโลกจาก Invesco Asset Management Japan กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน ประกอบกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ สร้างแรงกดดันต่อหุ้นและตลาดในวงกว้าง

ตลาดจับตารายงานประชุม Fed

นอกจากปัจจัยตลาดพันธบัตรและราคาน้ำมัน นักลงทุนยังรอติดตามรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในช่วงบ่ายของวันที่ 19 สิงหาคม ตามเวลาสหรัฐฯ โดยตลาดให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากการประชุมเดือนกรกฎาคมมีกรรมการถึง 3 รายที่ลงมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันภายในธนาคารกลาง

รายงานการประชุมจึงถูกจับตาว่าจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองของผู้กำหนดนโยบายต่อทิศทางเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และเศรษฐกิจหรือไม่ ขณะที่เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดการสื่อสารต่อสาธารณะลง ทำให้ตลาดให้ความสำคัญกับรายงานการประชุมมากขึ้น

จีนสวนทางตลาดโลก บอนด์ยีลด์ลด

ฝั่งตลาดพันธบัตรจีนเคลื่อนไหวสวนทางตลาดโลก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนระยะยาวยังลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความคาดหวังว่าธนาคารกลางและรัฐบาลจีนอาจใช้นโยบายผ่อนคลายเพิ่มเติม หลังข้อมูลเศรษฐกิจเดือนกรกฎาคมออกมาต่ำกว่าคาด ทั้งผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และการลงทุน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 30 ปีลดลงมาอยู่ที่ 2.15% ในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรอายุ 10 ปีและ 30 ปีลดลงมาอยู่ใกล้ 50 basis point ซึ่งเป็นระดับแคบที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น จนสะท้อนว่าตลาดคาดว่าเศรษฐกิจจีนอาจเผชิญภาวะอ่อนแอต่อเนื่อง

เรย์มอนด์ เฉิง (Raymond Cheng) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนประจำเอเชียเหนือของ Standard Chartered กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนยังไม่มีสัญญาณชัดเจนของการฟื้นตัวที่ขับเคลื่อนจากภายในประเทศ ทำให้ตลาดยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย แตกต่างจากหลายภูมิภาคหลักที่ตลาดเริ่มมองไปยังแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างยีลด์จีนที่ลดลงกับยีลด์ประเทศอื่นที่เพิ่มขึ้น ทำให้จีนต้องเผชิญแรงกดดันทั้งด้านเงินทุนไหลออกและค่าเงินหยวน ขณะที่การลดลงของยีลด์ในระยะยาวยังส่งผลต่อส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคาร ด้านตลาดยังจับตาการออกพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นในไตรมาส 3 ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และอาจชะลอการปรับขึ้นของราคาพันธบัตรจีน

อ้างอิง : CNBC, Bloomberg [1], Bloomberg [2], Bloomberg [3], Bloomberg [4]

แชร์
หุ้นชิป-AI เอเชียถูกเทขายหนัก หลังบอนด์ยีลด์พุ่ง ตลาดลดเสี่ยง