
“อยากเกษียณอย่างมีความสุขต้องมีเงินเท่าไหร่” คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียว เพราะภาพการเกษียณอย่างมีความสุขสำราญของแต่ละคนต่างกัน คนหนึ่งอาจอยากใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่บ้าน ขณะที่อีกคนอยากเดินทางท่องเที่ยว บางคนยังอยากทำงานต่อ แต่บางคนอยากเกษียณจริง ๆ ขอใช้เวลาอยู่กับคนที่รักมากขึ้น ไม่อยากทำงานหาเงินอีกแล้ว
จิ๋ม-สุวภา เจริญยิ่ง ที่ปรึกษาสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ตอบคำถามนี้ในงานสัมมนา “โหนเกษียณ EP.2 Retire Rich 2026 : เกษียณมั่งคั่ง แบบตัวมัม & ตัวป๋า” จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเริ่มจากบอกว่า สมัยก่อนถ้านึกถึงการเกษียณสำราญคนก็จะพูดถึงความรวย กล่าวคือ ต้อง ‘รวย’ จึงจะเกษียณได้อย่างมีความสุขสำราญ
อย่างไรก็ตาม สุวภาบอกว่า นิยามคำว่า ‘รวย’ สำหรับตัวเธอต่างจากคนอื่น เพราะ “ไม่ได้วัดที่ตัวเงิน แต่วัดว่าชีวิตวันนี้ดีกว่าเมื่อวาน” อย่างเช่น มีเวลามากขึ้น ได้อยู่กับคนที่รัก และมีสิทธิ์เลือกว่าจะทำงานต่อหรือไม่ทำ แต่แน่นอนว่าเธอไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของ ‘เงิน’ เพราะการจะเลือกใช้ชีวิตแบบที่อยากใช้ได้นั้นต้องมีเงินมากพอ
“คนที่พูดว่าเงินไม่สำคัญน่ะรวยทุกคน” สุวภากล่าว ก่อนจะพาไปดูว่า หากอยากมีชีวิตหลังเกษียณที่เลือกได้จริง ต้องเริ่มวางแผนการเงินอย่างไร ต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่ และถ้าใกล้เกษียณแล้วแต่เงินยังไม่มากพอจะสร้างกระแสเงินสดสำหรับใช้ชีวิต จะมีทางเลือกอะไรบ้าง รวมถึงเรื่องที่มักถูกมองข้ามอย่างสุขภาพ การรับมือความเสี่ยง และการปกป้องเงินที่สะสมมาทั้งชีวิต
สุวภาบอกว่า เหตุผลที่การวางแผนการเงินเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเกษียณสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอายุขัยของคนในปัจจุบันยาวขึ้น เธอยกตัวอย่างว่า ในสมัยที่เธอยังเด็ก อายุเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 58 ปี แต่วันนี้ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 75 ปีสำหรับผู้ชาย และ 80 ปีสำหรับผู้หญิง
สำหรับคนที่อยากคำนวณตัวเลขเงินที่ต้องเตรียม สุวภาแนะนำว่า เว็บไซต์สมาคมนักวางแผนการเงินมีสูตรคำนวณให้ โดยดูจากว่าแต่ละคนต้องการใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ และคาดว่าจะมีอายุถึงเท่าไหร่ สามารถเข้าไปกรอกตัวเลขและคำนวณเงินที่ต้องเก็บได้เลย
สุวภาชวนมองชีวิตหลังเกษียณผ่านคำว่า lifespan (ช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่) และ healthspan หรือช่วงเวลาที่เรายังมีสุขภาพดีพอที่จะใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเราต้องพยายามทำให้ lifespan กับ healthspan ใกล้เคียงกัน และเรื่องที่ต้องมีควบคู่กัน คือ wealth span หรือเงินที่ต้องเตรียมไว้ให้เพียงพอกับช่วงชีวิตที่ยาวขึ้น โดยใช้เครื่องมือทางการเงินและการลงทุนเข้ามาช่วย
“สิ่งที่ต้องกังวลมากที่สุด คือ healthspan เมื่ออายุ 80 ปี เรายังตักข้าวกินเองได้ไหม ยังเดินไปไหนมาไหนได้ไหม ยังดูแลตัวเองได้หรือเปล่า หรือต้องนอนอยู่กับที่ตั้งแต่อายุ 60 ปี”
นอกจากนั้น สุวภายังแนะให้คิดเรื่อง love span ด้วยว่า เราได้ให้เวลากับคนที่เรารักจริงหรือเปล่า ได้อยู่ท่ามกลางคนที่เรารักจริงหรือไม่ เพราะเรื่องความสัมพันธ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหลังเกษียณเช่นกัน
ขณะเดียวกัน สุวภาบอกว่า เรื่องคนรักและคนในครอบครัว นอกจากเรื่องการดูแลความสัมพันธ์แล้วต้องวางแผนการดูแลกันด้วย หากมีใครคนหนึ่งสุขภาพไม่ดีจนอีกฝ่ายต้องกลายเป็นผู้ดูแลจะทำอย่างไร เรื่องเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิตเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในตัวช่วยที่เธอพูดถึง คือ ประกันชีวิต
เมื่อพูดถึงการเตรียมเงินเกษียณ สุวภาย้ำว่า คำตอบว่าแต่ละคนต้องมีเงินเท่าไหร่อาจไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ต้องรีบเก็บ
เธอยก ‘กฎของตัวเลข 72’ (The Rule of 72) มาคำนวณอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่า หากนำ 72 ไปหารด้วยอัตราผลตอบแทนต่อปี จะได้ระยะเวลาโดยประมาณที่เงินจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
หากผลตอบแทนอยู่ที่ 10% ต่อปี 72 หาร 10 เท่ากับ 7.2 หมายความว่า เงิน 1 ล้านบาทจะกลายเป็น 2 ล้านบาทในเวลาประมาณ 7.2 ปี
ถ้าผลตอบแทนอยู่ที่ 20% ระยะเวลาจะลดลงเหลือประมาณ 3.6 ปี ขณะที่เงิน 1 ล้านบาท หากฝากธนาคารและได้ดอกเบี้ย 1% ต่อปี จะใช้เวลาประมาณ 72 ปีกว่าจะเพิ่มเป็น 2 ล้านบาท
แน่นอนว่าในโลกการลงทุน ผลตอบแทนไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเส้นตรงและตลาดมีทั้งช่วงขึ้นและลง แต่สิ่งที่สุวภาต้องการชี้ให้เห็น คือ เวลาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่งคั่ง ยิ่งเริ่มเร็ว เงินก็ยิ่งมีเวลาเติบโตมากขึ้น
“นี่คือเหตุผลที่เราต้องวางแผนการเงินเพื่อชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งเป้าหมายผลตอบแทนไม่ได้ท้าทายเกินไป 7-10% หลายสินทรัพย์ให้ได้ อย่างการซื้อ RMF เพื่อลดหย่อนภาษี ถ้าฐานเงินเดือนของคุณคือจ่ายภาษี 15% ก็ได้ไปแล้ว 15% ยิ่งภาษีเยอะยิ่งได้คืนมาก”
สุวภายกตัวอย่างการลงทุนใน RMF ว่า หากลงทุนเดือนละ 10,000 บาท เงินต้นรวม 3 ล้านบาท ใช้เวลา 25 ปี หากได้ผลตอบแทนเฉลี่ยตามสมมติฐาน เงินอาจเติบโตเป็น 9 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 300%
เธอยังยกตัวอย่างตลาดหุ้นไทยเพื่อให้เห็นภาพของการลงทุนระยะยาว โดยกล่าวถึงหุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ว่า นับตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยเริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 จนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นปูนซิเมนต์ไทยเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 3,000% แต่ระหว่างทางมีทั้งขึ้นและลง
สำหรับคนที่ไม่ต้องการรับความผันผวนโดยตรง สุวภามองว่า กองทุนต่าง ๆ สามารถทำหน้าที่เป็น ‘เบาะรองนั่ง” ได้ โดยยกตัวอย่าง RMF รวมถึงเครื่องมือในอดีตอย่าง LTF และ SSF
หลายคนอาจจะคิดหนักว่า ใกล้ถึงวัยเกษียณแล้วแต่ยังไม่มีเงินก้อนที่จะลงทุนสร้างกระแสเงินสด (cash flow) หลังเกษียณ
แต่สุวภาแนะนำว่าอย่ามองข้ามเงิน ๆ น้อย ๆ ที่ได้รับในแต่ละเดือน และให้มองหาว่ามีเงินส่วนไหนที่จะนำไปลงทุนได้บ้าง
เธอแนะนำว่า อันดับแรก เมื่อเกษียณให้ออกจากประกันสังคมทันที เพื่อรับเงินสองส่วน หนึ่งคือ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากรัฐบาล ซึ่งอายุหลัก 60 ได้รับเดือนละ 600 บาท และสองคือ เงินบำนาญประกันสังคมที่ได้รับตามเกณฑ์
“แม้ว่าจะต้องทำงานหาเงินต่อ ก็ไม่ต้องส่งประกันสังคมต่อ” สุวภาแนะ เพราะเมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาที่ต้องส่งเพิ่มกับจำนวนเงินบำนาญที่ได้เพิ่มขึ้น เธอมองว่า “มันไม่คุ้ม” ควรลาออกแล้วนำเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้จากประกันสังคมมาเป็นเงินลงทุนจะดีกว่า
ขณะเดียวกัน เธอบอกว่า เงินจาก RMF ประกันที่ครบกำหนด และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่สะสมมาตลอดช่วงการทำงาน เมื่อรวมกันแล้วก็น่าจะเป็นเงินจำนวนมากพอสมควรที่จะใช้เป็นเงินก้อนสำหรับนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนต่อไป โดยแนะว่า หากใครมีความรู้และความสามารถในการดูแลการลงทุนด้วยตัวเอง แนะนำให้นำเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมาบริหารเองต่อ แต่หากยังไม่สามารถดูแลเองได้ ก็ฝากไว้กับกองทุนก่อนได้
แล้วควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์อะไร ?
สุวภาแนะนำแนวทางที่ค่อนข้างชัดเจนว่า สำหรับเงินในกองทุนบางประเภทที่ตั้งใจลงทุนระยะยาว สามารถเลือกกองทุนรวมหุ้น 100% ได้เลย โดยเธอยกตัวอย่างกองทุนที่ลงทุนตาม SET50 หรือ SET100 ซึ่งมีการคัดเลือกหุ้นมาให้แล้ว
เธอบอกว่า สิ่งสำคัญกว่าการเลือกสินทรัพย์ คือ ต้องติดตามการลงทุน เพราะสิ่งที่นักลงทุนมักพลาดคือ ลงทุนไปแล้วไม่ได้ติดตาม กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งก็อาจเกิดความเสียหายไปแล้ว
ขณะเดียวกัน การลงทุนไม่ควรทำให้ตัวเองรู้สึกไม่สบายใจจนเกินไป หากสินทรัพย์ใดทำให้กังวล ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนในสัดส่วนมาก แบ่งเงินให้เหมาะกับระดับความสบายใจของตัวเองได้
อย่างน้อยเมื่อมีธีมการลงทุนที่กำลังมา ก็ยังมีเงินบางส่วนอยู่ในตลาดและสามารถ catch up ได้ แต่ถ้าไม่สบายใจจริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืน เพราะยังมีสินทรัพย์และทางเลือกอื่นให้เลือกอีกมาก
โดยส่วนตัวสุวภา ซึ่งมีประสบการณ์ในตลาดประมาณ 40 ปี เธอบอกว่า เธอชอบการลงทุนผ่านกองทุนที่สุด แม้จะเคยอยู่ในสายหลักทรัพย์และเทรดหุ้นด้วยก็ตาม
สำหรับสไตล์การเลือกกองทุน สุวภาชอบลงทุนตาม ‘ธีม’ ที่สนใจและมองว่าเป็นธีมที่มีอนาคต
เธอยกเคสจริงมาเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่คนพูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์เยอะ ตัวเธอมองไปที่ธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่เป็น Green Energy ซึ่งเป็นธุรกิจที่สนับสนุนดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่อีกธีมที่สนใจคือ Waste Management ซึ่งมองว่ามีอนาคต เพราะเรื่องความยั่งยืนเป็นประเด็นที่ทุกคนต้องเจอ ส่วนอีกธีมที่กำลังจับตา คือ Humanoid แต่ก็ยังระมัดระวัง
สำหรับคนที่ยังทำงานอยู่ สุวภาแนะการจัดสรรเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่า อาจให้น้ำหนักหุ้น 10% และตราสารหนี้ 90% เพื่อให้น้ำหนักของพอร์ตอยู่ทางฝั่งตราสารหนี้
แต่ถ้าเป็น RMF, SSF หรือกองทุนลดหย่อนภาษี รวมถึง Sustainable Fund เธอแนะนำให้เลือกกองทุนที่ลงทุนในหุ้น 100% เพื่อให้ภาพรวมของพอร์ตมีความบาลานซ์
สุวภายังยกตัวเลขผลตอบแทนของตลาดหุ้นโดยรวมว่า หากรวมเงินปันผล ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ประมาณ 12-15% พร้อมย้อนกลับไปที่กฎ 72 ว่า หากใช้ตัวเลขผลตอบแทน 12% เงินจะเพิ่มเป็นสองเท่าในเวลาประมาณ 6 ปี
อีกคำแนะนำ คือ อย่าปิดตัวเองอยู่กับตลาดไทย “ในการลงทุน เราต้องเปิดโลกกว้างบ้าง”
สุวภาชี้ว่า หุ้นสหรัฐฯ มีน้ำหนักประมาณ 40% ในดัชนีหุ้นโลก ดังนั้นแม้จะไม่ชอบสหรัฐฯ หรือไม่ชอบโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยังควรมีหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในพอร์ต
หากไม่ชอบหุ้นทุกตัว ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกตัว เธอยกตัวอย่างหุ้นกลุ่มที่เรียกว่า ‘เจ็ดนางฟ้า’ และบอกว่าหากไม่ได้ชอบทุกบริษัท ก็เลือกเฉพาะบางบริษัทได้ โดยชี้ว่า Google กับ Microsoft เป็นสองบริษัทที่ธุรกิจมีความแน่นอนสูง และสิ่งที่ดีสำหรับนักลงทุนไทย คือ ปัจจุบันมี DR ให้เลือกลงทุน และสามารถเริ่มต้นด้วยเงินไม่มาก
นอกจากนั้น สุวภาแนะนำด้วยว่า ให้ทยอยซื้อเมื่อราคาลดลงแต่พื้นฐานของธุรกิจไม่ได้เปลี่ยน หรือจะใช้วิธี DCA ทุกเดือนก็ได้ เพื่อไม่ต้องกังวลกับจังหวะตลาดมากเกินไป
ภาพหนึ่งในสังคมที่สุวภาหยิบขึ้นมาพูดถึง คือ แหล่งเงินที่คนไทยใช้ดำรงชีวิตหลังเกษียณ
เธอระบุว่า คนเกษียณประมาณ 50% อยู่ได้ด้วยเงินจากลูก หรือมีลูกคอยสนับสนุนพ่อแม่ อีกประมาณ 20% กว่า ๆ ใช้เงินเงินบำนาญหรือระบบราชการ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งประมาณ 30% ใช้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่คนที่ใช้เงินจากการลงทุนที่ตั้งใจเตรียมไว้สำหรับการเกษียณโดยตรง ณ วันนี้ มีเพียงประมาณ 1% เท่านั้น ซึ่งน้อยมาก ๆ
นอกจากการสร้างเงินแล้ว สุวภาย้ำถึงเรื่อง wealth protection หรือการป้องกันความมั่งคั่ง
“เรื่องเงินเฟ้อไม่น่ากลัวเท่ากับค่ารักษาพยาบาล” เธอบอกให้คนวางแผนเกษียณตระหนัก
สุวภาไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องซื้อประกันทุกประเภท แต่แนะนำให้คิดถึงความเสี่ยงที่หากเกิดขึ้นแล้วเรา “รับมือไม่ไหว” ความเสี่ยงเหล่านั้นควรหาวิธีป้องกัน โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงของชีวิต ซึ่งเธอมองว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด
ประกันในปัจจุบันสามารถออกแบบเพื่อรับมือกับความเสี่ยงได้หลายรูปแบบ เช่น หากเสียชีวิต คนข้างหลังได้รับเงิน หรือหากยังมีภาระผ่อนบ้านหรือรถอยู่ การทำประกันพ่วงกับภาระเหล่านั้นก็สามารถช่วยให้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ประกันเข้ามาช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายแทนคนข้างหลัง
การป้องกันความเสี่ยงยังรวมถึงเรื่องที่หลายคนอาจไม่อยากคิดอย่างพินัยกรรม การสั่งเสีย และการวางแผนว่าใครจะเป็นคนดูแลเราในวันที่เราไม่สามารถดูแลตัวเองได้
สุวภาชวนคิดว่า เราควรเป็นคนที่มีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่ใกล้ใคร และอยากให้ใครเป็นคนดูแล
แม้แต่เรื่องการรักษาพยาบาลก็สามารถวางแผนไว้ล่วงหน้าได้ เช่น การตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยถ้ามีประกันก็ต้องรู้ว่าจะใช้สิทธิหรือประกันที่มีอยู่เข้ามาช่วยค่าตรวจสุขภาพอย่างไร
นอกจากนั้น สุวภายกตัวอย่างประกันแบบตลอดชีพ ว่าเป็นเครื่องมือช่วยให้ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินก้อนเป้าหมายเองทั้งหมดเพื่อส่งต่อให้คนข้างหลัง เพราะสามารถใช้การประกันเข้ามาบริหารความเสี่ยงได้
สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มลงทุนหรือเลือกประกันอย่างไร สุวภาแนะนำให้เริ่มจากการพูดคุยกับคนใกล้ตัวว่าใช้บริการใคร แล้วนำข้อมูลมาศึกษาและเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง
แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เธอย้ำ คือ หลังจากฟังและมีความรู้ความเข้าใจแล้ว ได้ลงมือทำจริงหรือยัง
วิธีคิดการเลือกสินทรัพย์ที่สุวภาหยิบมาเล่าคือ แนวทางการเลือกหุ้นของ ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) นักลงทุนชื่อดังที่มักซื้อหุ้นจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว
กินโค้กก็ซื้อโค้ก กินแมคโดนัลด์ก็ซื้อแมคโดนัลด์ เดินเข้าไปใช้บริการธนาคารไหน ก็สามารถใช้สิ่งที่ตัวเองกิน-ใช้ในชีวิตประจำวันเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจธุรกิจ
สุวภาจึงนำหลักคิดนี้มาอธิบายกับคนที่ถามว่าควรซื้อหุ้นธนาคารอะไรว่า หากตัวเองมีบัญชีอยู่กับธนาคารไหน ก็เริ่มจากการศึกษาธนาคารนั้นก่อน
นอกจากนั้น เธอแนะว่ายุคนี้ยังมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือช่วยหาข้อมูล สามารถใช้ถามเรื่องแนวโน้มราคาและเทรนด์ของหุ้นได้ หากพบว่าราคาอยู่ในขาลงก็อาจนำมาพิจารณาเป็นจังหวะลงทุน แต่หากยังไม่แน่ใจก็สามารถแบ่งเงินซื้อเป็นส่วน ๆ ได้
หลังจากพูดถึงเงินลงทุน กองทุน หุ้น ประกัน และการจัดการความเสี่ยงมาทั้งหมด สุวภาทิ้งท้ายด้วยเรื่องที่อาจเป็นเป้าหมายของการวางแผนทั้งหมด นั่นคือ ‘การใช้ชีวิต’
เธอเล่าประสบการณ์สมัยทำงานที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งเคยเห็นคู่สามีภรรยาสูงวัยชาวเยอรมนีมาพักที่โรงแรมเป็นเดือน เมื่อถามว่าทั้งคู่ต้องเป็นมหาเศรษฐีหรือเจ้าของกิจการอะไรสักอย่างแน่ ๆ กลับได้รับคำตอบว่า เป็นครู
เธอเล่าวว่า สิ่งที่ทั้งสองทำคือเก็บเงินเพื่อเดินทางรอบโลก และเมื่อเดินทางไปประเทศไหนก็เลือกพักโรงแรมอันดับหนึ่ง ซึ่งพวกเขาทำได้เพราะมีการวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้า มีเงินลงทุนและเครื่องมือทางการเงินที่สร้างเงินสำหรับใช้ท่องเที่ยวในแต่ละปี
และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้สุวภาสนใจเรื่องการวางแผนการเงิน
สุวภามองว่า นี่คือภาพหนึ่งของการวางแผนการเงินที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการมีเงินพอใช้ แต่คือการทำให้เงินพาเราไปใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ
เธอบอกว่า เมื่อเรามีความรักให้คนรอบตัวและดูแลคนอื่นมามากพอแล้ว เมื่อมี cash flow และมีแผนรองรับชีวิตหลังเกษียณ สิ่งที่ควรทำคือ กลับมารักตัวเอง ทำสิ่งที่ตัวเองมีความสุข ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากใช้ และให้ของขวัญกับตัวเองเพื่อตอบแทนการทำงานหนักมาตลอด
“This is life เรามีชีวิตแค่ชาตินี้ ใช้มันให้เต็มที่ ถือว่าวัยเกษียณเป็นวันที่ปลดปล่อยคุณจากภาระ ต้อง enjoy กับมัน” สุวภาบอกทิ้งท้าย