Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ยังไม่สาย!อายุ 51 ก็ลงทุนได้!ถอดบทเรียน Anne Scheiber ทำตามได้เลย
โดย : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์

ยังไม่สาย!อายุ 51 ก็ลงทุนได้!ถอดบทเรียน Anne Scheiber ทำตามได้เลย

2 ต.ค. 69
11:02 น.
แชร์

“อายุ 50 ปีแล้ว เริ่มต้นลงทุนตอนนี้ยังทันอยู่ไหม?” คำถามนี้อาจดังขึ้นในใจของใครหลายคนที่รู้สึกว่าบนเส้นทางสายความมั่งคั่ง ตนเองอาจจะออกสตาร์ทช้ากว่าคนอื่นและอาจจะสร้างไม่ทันแล้ว ทว่า ในโลกของการลงทุนจริง ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ แต่ก็ใช้ว่าเริ่มช้าแล้วจะล้มเหลวเสมอไป วันนี้ผมมีเรื่องเล่าระดับตำนานที่จะช่วยพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดกันเพียงแค่ว่าใครเริ่มก่อน แต่เปิดกว้างให้กับทุกคนที่มีแผนการและวินัยที่มั่นคงเสมอครับ

ย้อนกลับไปในโลกภาพจำของวอลล์สตรีต (Wall Street) ที่เต็มไปด้วยสุภาพบุรุษชุดสูทและการซื้อขายหุ้นความเร็วสูง มีผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งชื่อ Anne Scheiber เธอไม่ได้มีรายได้มหาศาล ไม่ได้ทำงานในสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ และไม่ได้เริ่มต้นลงทุนตั้งแต่ยังเยาว์วัย

เธอตัดสินใจก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นอย่างจริงจังเมื่อวัย 51 ปี ด้วยเงินออมก้อนแรกเพียง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 170,000 บาท) แต่เมื่อเวลาผ่านไป 50 ปี ในวันที่เธอจากไปอย่างสงบในวัย 101 ปี พอร์ตการลงทุนธรรมดาๆ นั้นกลับเติบโตทะยานสู่มูลค่ามหัศจรรย์ถึง 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 730 ล้านบาท)

สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าตัวเลขหลักร้อยล้าน คือ Scheiber ไม่เคยเก็งกำไร ไม่เคยจับจังหวะตลาด และไม่เคยวิ่งตามกระแสหุ้นร้อนแรงแม้แต่ครั้งเดียว

เธอใช้เพียงกลยุทธ์เรียบง่ายแต่นทรงพลังอย่าง “เลือกร้านค้าที่ดี-ถือยาว-นำปันผลกลับไปลงทุนต่อ (Reinvest)” แล้วปล่อยให้ ‘เวลา’ ทำหน้าที่สร้างผลตอบแทนทบต้นอย่างคุ้มค่า

และนี่คือ บทเรียนจากการถอดรหัสจากชีวิตของ Anne Scheiber ที่จะเป็นเข็มทิศส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนวัย 50+ มองเห็นโอกาสในวัยเกษียณได้อย่างมั่นใจ

เบื้องหลังชีวิตผู้ตรวจสอบบัญชี สู่จุดเปลี่ยนในวัย 51

ชีวิตการทำงานของ Scheiber ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เธอเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีให้กับกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) นานกว่าสองทศวรรษ เธอเผชิญกับการเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติทางเพศในยุคนั้น ทำให้ตลอดการรับราชการ เธอไม่เคยได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และมีรายได้ไม่เกิน 4,000 ดอลลาร์ต่อปี

เธอทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีให้กับ Internal Revenue Service หรือ IRS หน่วยงานจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯ นานกว่า 2 ทศวรรษ และเชื่อว่าตัวเองเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน โดยเฉพาะในฐานะผู้หญิง จนไม่ได้รับโอกาสก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

รายงานของ The Washington Post ระบุว่า แม้เธอจะมีปริญญาด้านกฎหมาย แต่ตลอดช่วงเวลาที่ทำงานกับ IRS เธอไม่เคยได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และมีรายได้ไม่เกินประมาณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

แต่ความได้เปรียบเดียวจากงานของเธอ คือการได้เปิดเอกสารภาษีและกองมรดก ซึ่งทำให้เธอสังเกตเห็นความลับสำคัญข้อหนึ่ง: “มหาเศรษฐีที่มั่งคั่งอย่างแท้จริงและยั่งยืน ส่วนใหญ่ล้วนถือครองหุ้นสามัญของบริษัทที่ดี”

ในปี 1944 เมื่อก้าวสู่วัยเกษียณอายุ 51 ปี เธอจึงรวบรวมเงินออมก้อนสุดท้าย 5,000 ดอลลาร์ก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้น เพื่อเขียนบทใหม่ของชีวิตที่ยาวนานถัดจากนั้นอีกครึ่งศตวรรษ

ความสำเร็จของ Scheiber ไม่ได้มาจากการค้นพบ ‘หุ้นมหัศจรรย์’ เพียงตัวเดียว แต่เกิดจากวิธีที่เธอลงทุนและจัดการกับเงินตลอดหลายสิบปีหลังจากนั้น

เริ่มช้า ไม่สำคัญเท่า 'ให้เวลาเงินทำงาน'

William Fay โบรกเกอร์ผู้ดูแลบัญชีของ Scheiber เล่าว่า เธอไม่เคยมองหากำไรฉายฉวย แต่โฟกัสที่การเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนอยู่ในพอร์ตของเธออย่างชัดเจน Scheiber ซื้อหุ้นแล้วมักถือไว้นาน แม้ราคาจะปรับตัวลงในช่วงสั้นๆ

ตัวอย่างหนึ่งคือหุ้น Schering-Plough หุ้นบริษัทบริษัทยา ที่เป็นหนึ่งในการลงทุนสำคัญของเธอ หุ้นตัวนี้เคยมีช่วงที่ราคาลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งในทศวรรษ 1970 แต่ Scheiber ยังคงถือหุ้นต่อ

ตัวอย่างเช่นในปี 1950 เธอซื้อ Schering-Plough ด้วยเงินราว 10,000 ดอลลาร์ ต่อมาเกิดวิกฤติราคาหุ้นตกไปกว่าครึ่งในทศวรรษ 1970 แต่เธอก็ไม่ตกใจขาย เมื่อเวลาผ่านไป การเติบโตและการแตกพาร์เปลี่ยนหุ้น 1,000 หุ้นนั้นให้กลายเป็น 128,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1995

นอกจากนี้ พอร์ตของเธอยังประกอบด้วยบริษัทอย่าง PepsiCo, Coca-Cola, Pfizer, Bristol-Myers และ Chrysler

เธอเลือกบริษัทเหล่านั้นโดยไม่เสียเวลาคาดเดาทิศทางตลาดรายเดือน เพราะเธอรู้ดีว่า “หากให้เวลากับสินทรัพย์ที่ดีมากพอ พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำงานแทนเราอย่างเต็มที่”

สำหรับคนที่เริ่มลงทุนช้า บทเรียนนี้ยิ่งสำคัญ เพราะเมื่อระยะเวลาสะสมเงินเหลือน้อยลง ทุกปีที่เงินได้ทำงานย่อมมีความหมาย การเริ่มต้นให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ จึงช่วยเพิ่มเวลาให้เงินมีโอกาสเติบโตและทบต้นได้มากขึ้น

นำผลตอบแทนกลับไปทบต้น (Snowball Effect)

อีกหนึ่งพฤติกรรมสำคัญของ Scheiber คือการไม่รีบนำเงินออกจากพอร์ต แม้มูลค่าการลงทุนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แทนที่จะดึงเงินปันผลออกมาใช้จ่าย Scheiber ดำรงชีวิตด้วยเงินบำนาญและสวัสดิการสังคมอย่างมัธยัสถ์ แล้วนำเงินปันผลและดอกเบี้ยทั้งหมดไปอัดฉีดกลับเข้าพอร์ตลงทุนต่อ (Reinvest)

นั่นหมายความว่า ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดทำงานหลังจากได้รับมา แต่ถูกนำกลับไปสร้างผลตอบแทนรอบใหม่อีกครั้ง

ช่วงปลายชีวิต Scheiber เริ่มนำเงินปันผลบางส่วนไปลงทุนใน Municipal Bonds หรือพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำและมีข้อได้เปรียบด้านภาษีในสหรัฐฯ

กระแสเงินสดจากปันผลที่ทบต้นไปเรื่อยๆ ทำให้ในช่วงปลายชีวิต พอร์ตของเธอสามารถสร้างเงินปันผลและดอกเบี้ยได้สูงถึง 800,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 30 ล้านบาท) เปรียบเหมือนก้อนสโนว์บอลที่ยิ่งหมุนลงจากภูเขาก้อนยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

นี่คือพลังของการทบต้นที่หลายคนมองข้าม เพราะเงินไม่ได้เติบโตจากเงินต้นเพียงอย่างเดียว แต่ ผลตอบแทนที่นำกลับไปลงทุนต่อก็สามารถสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้อีก

ไม่จับจังหวะตลาด แต่อยู่ในตลาดให้นานพอ

ตลอดระยะเวลาประมาณ 50 ปีที่ Scheiber ลงทุน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ปรับตัวขึ้นเป็นเส้นตรง

ตลอด 50 ปีของการเดินทาง Scheiber ผ่านทั้งสงครามโลก ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อรุนแรง และเหตุการณ์ Black Monday ในปี 1987 แต่เธอไม่เคยเสียเวลาไปกับการคาดเดาจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุด

Scheiber เลือกอีกวิธีหนึ่ง คือ อยู่ในตลาดให้นานพอ

William Fay เล่าว่า Scheiber เชื่อมั่นในบริษัทที่เธอลงทุน และไม่ได้สนใจมากนักว่าตลาดในช่วงเวลาหนึ่งกำลังขึ้นหรือลง

เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อเทียบกับการลงทุนในปัจจุบัน เพราะเรามีข้อมูลมากกว่า Scheiber หลายเท่า ทั้งกราฟแบบ Real-time บทวิเคราะห์ ข่าวตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถซื้อขายสินทรัพย์ได้ภายในไม่กี่วินาที

ในยุคปัจจุบันที่เรามีข้อมูลเรียลไทม์และกราฟเทคนิคมากมาย เราอาจรับรู้ข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่บ่อยครั้งกลับทำให้อดทนรอได้น้อยลง หลักคิดของ Scheiber จึงเตือนสติว่า “ความอดทนและวินัยยั่งยืนกว่าการพยายามเอาชนะจังหวะตลาด”

สำหรับนักลงทุนระยะยาว การพยายามหาจังหวะซื้อขายที่ดีที่สุดทุกครั้ง อาจไม่สำคัญเท่ากับการมีแผนที่เหมาะสม และลงทุนต่อเนื่องผ่านช่วงเวลาที่ตลาดทั้งดีและไม่ดี

ปรับแผนตามเงื่อนไขชีวิต ไม่เร่งความเสี่ยงเกินตัว

Scheiber ไม่ได้เริ่มลงทุนตั้งแต่ช่วงวัย 20-30 ปีแต่เริ่มจริงจังในวัย 51 ปี

หากมองเพียงอายุ อาจรู้สึกว่าเธอเริ่มต้นช้า แต่จากปี 1944 จนถึงปี 1995 เงินของเธอยังมีเวลาทำงานมากกว่า 50 ปี

นี่คือรายละเอียดสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเรื่องของ Scheiber ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนที่เริ่มลงทุนตอนอายุ 50 จะสามารถเปลี่ยนเงินหลักพันดอลลาร์ให้กลายเป็นหลายสิบล้านดอลลาร์ได้เหมือนเธอ

แต่สิ่งที่เรื่องนี้แสดงให้เห็นคือ การเริ่มช้า ไม่ได้แปลว่าไม่ควรเริ่ม

หัวใจสำคัญสำหรับนักลงทุนวัย 50+ คือการเข้าใจว่า "การเริ่มช้าไม่ได้แปลว่าต้องเสี่ยงมากขึ้น" บางคนพยายามไล่หาการลงทุนที่สัญญาผลตอบแทนสูงลิบเพื่อชดเชยเวลา แต่นั่นมักนำไปสู่ความสูญเสีย

การวางแผนในวัยนี้จึงต้องยึดหลัก เป้าหมายเงินกองทุน ระยะเวลาที่เหลือ กระแสเงินสดสม่ำเสมอ และระดับความเสี่ยงที่รับได้ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินออมจะเติบโตอย่างปลอดภัยในกรอบเวลาที่มีอยู่

ตัวอย่างเช่น เงินที่เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณในอีก 10 ปี ย่อมมีเงื่อนไขแตกต่างจากเงินอีกก้อนที่ยังไม่มีแผนใช้ในอีก 20–30 ปี

ดังนั้น คำตอบของคำถามว่า “อายุ 50 เริ่มลงทุนยังทันไหม?” คือยังเริ่มได้ แต่ควรลงทุนให้เหมาะกับเวลาที่เหลือ ไม่ใช่เพิ่มความเสี่ยงเพียงเพราะรู้สึกว่าตัวเองเริ่มช้า

วินัยสร้างมั่งคั่ง: การออม + การลงทุน + เวลา

อีกด้านหนึ่งที่ช่วยให้ Scheiber มีเงินสำหรับลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง คือเธอใช้ชีวิตอย่างประหยัดมาก

มีรายงานว่าเธอเดินไปทำงานเพื่อประหยัดค่าโดยสาร และ Ben Clark ทนายของเธอเคยประเมินว่า Scheiber อาจออมเงินได้ถึงประมาณ 80% ของรายได้

Scheiber อาจใช้ชีวิตประหยัดอย่างสุดขั้วจนสามารถออมเงินได้ถึง 80% ของรายได้ แต่สำหรับคนทั่วไป สิ่งที่เราดึงมาปรับใช้ได้คือสูตรแห่งความสำเร็จ “ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้ นำส่วนต่างไปสร้างสินทรัพย์ และสร้างวินัยในการสะสมอย่างต่อเนื่อง”

เพราะต่อให้เลือกสินทรัพย์ได้ดีเพียงใด หากไม่มีเงินเหลือสำหรับลงทุน หรือหยุดลงทุนทุกครั้งที่ตลาดผันผวน การสร้างพอร์ตในระยะยาวก็ทำได้ยากขึ้น

Scheiber จึงไม่ได้สร้างเงิน 22 ล้านดอลลาร์จากการเลือกหุ้นที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมกันของ การออม + การลงทุน + การนำผลตอบแทนกลับมาลงทุน + วินัย + เวลา

ทางเลือกยุคใหม่: ลงทุนระยะยาวสไตล์ VI โดยไม่ต้องเลือกหุ้นเอง

เรื่องของ Anne Scheiber มักถูกเล่าด้วยประโยคสะดุดตาว่า เธอเป็นนักลงทุนที่ ‘เอาชนะ Warren Buffett’

ประโยคดังกล่าวมาจาก Ben Clark ทนายของเธอที่กล่าวหลัง Scheiber เสียชีวิตในปี 1995 ว่า หากคิดว่า Warren Buffett เก่งเรื่องการลงทุน Scheiber ก็ทำได้อย่างน่าทึ่งไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบผลตอบแทนของทั้งสองคนโดยตรงอาจไม่เหมาะนัก เพราะช่วงเวลาลงทุน เงินที่เติมเข้าพอร์ต การถอนเงิน ความเสี่ยง และวิธีวัดผลของทั้งคู่แตกต่างกัน

บทเรียนที่น่าสนใจกว่าจึงไม่ใช่ ทำอย่างไรให้ชนะ Warren Buffett แต่คือ ทำไมคนที่ไม่ได้มีรายได้สูง เริ่มต้นด้วยเงินไม่มาก และเริ่มลงทุนจริงจังในวัย 51 ปี จึงสามารถสร้างพอร์ตขนาดใหญ่ได้

หากเพิ่งเริ่มลงทุนตอนอายุ 50 สิ่งแรกที่ควรทำจึงไม่ใช่การตามหาหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่คือ กำหนดก่อนว่าเงินก้อนนี้ลงทุนเพื่ออะไร ต้องใช้เมื่อไร และสามารถรับความผันผวนได้มากแค่ไหน

จากนั้นจึงเลือกสินทรัพย์และสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับเป้าหมาย พร้อมแบ่งเงินลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และกระจายความเสี่ยงเพื่อไม่ให้อนาคตของพอร์ตขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป

หลักคิดจาก Scheiber จึงสรุปได้ง่ายๆ คือ เริ่มให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ลงทุนตามเป้าหมาย กระจายความเสี่ยง ลงทุนต่อเนื่อง และให้เวลากับเงิน

สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำตามเธอ คือการเลือกหุ้นรายตัวทุกตัวด้วยตัวเอง

เริ่มลงทุนระยะยาวแบบไม่ต้องเลือกหุ้นเอง

ในอดีต Scheiber ต้องใช้เวลาทั้งหมดในการแกะงบการเงินและเข้าประชุมผู้ถือหุ้นด้วยตนเอง แต่ในยุคปัจจุบัน นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีช่วยให้เราสร้างพอร์ตการลงทุนระยะยาวที่กระจายความเสี่ยงทั่วโลก ทั้งใน ETF หรือสินทรัพย์หลากหลายอุตสาหกรรมได้โดยไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์หุ้นรายตัวด้วยตนเอง

สำหรับคนที่ไม่มีเวลาติดตามหุ้นรายบริษัท การกระจายเงินไปยังหุ้นจำนวนมาก หลายประเทศ หลายอุตสาหกรรม รวมถึงสินทรัพย์ประเภทอื่น เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดการพึ่งพาผลลัพธ์จากบริษัทหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง

เป้าหมายจึงไม่ใช่การตามหา 'หุ้นปาฏิหาริย์' แต่เป็นการสร้างพอร์ตที่มีโครงสร้างแข็งแรง เหมาะกับเป้าหมายชีวิตเกษียณ และพร้อมจะเติบโตเคียงข้างเราไปอีก 10, 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า

บทส่งท้าย: มรดกแห่งการให้และคุณค่าที่ยั่งยืน

เรื่องราวของ Anne Scheiber ไม่ได้จบลงเพียงแค่ตัวเลขความมั่งคั่งในบัญชี ก่อนจากไป เธอได้มอบทรัพย์สินเกือบทั้งหมด 22 ล้านดอลลาร์ให้แก่ Yeshiva University เพื่อจัดตั้งกองทุนทุนการศึกษา Anne Scheiber Scholarship Fund มอบโอกาสให้แก่นักศึกษาหญิงที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในสายวิทยาศาสตร์และแพทย์ศาสตร์

Yeshiva University ยืนยันว่าเงินจากกองมรดกของเธอถูกนำมาตั้ง Anne Scheiber Scholarship Fund ในปี 1995 เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาหญิงที่มีผลการเรียนดีและขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเฉพาะในสายวิทยาศาสตร์และการแพทย์

หลายสิบปีหลังจากเธอเสียชีวิต ชื่อของ Anne Scheiber จึงยังคงอยู่​ ผ่านชื่อทุนการศึกษาที่มหาวิทยาลัยยังใช้ชื่อของเธอมาจนปัจจุบัน

เงินเริ่มต้นเพียง 5,000 ดอลลาร์ของหญิงวัย 51 ปี ไม่เพียงแต่เติบโตสร้างความมั่นคงให้ชีวิตเธอ แต่วันนี้ยังคงทำหน้าที่ส่งต่อโอกาสและเปลี่ยนชีวิตของผู้คนอีกมากมายอย่างไม่สิ้นสุด

ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์

ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด

แชร์
ยังไม่สาย!อายุ 51 ก็ลงทุนได้!ถอดบทเรียน Anne Scheiber ทำตามได้เลย