Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ตอนนี้เป็นเวลาที่แย่หรือไม่ สำหรับการนำเงินใหม่เข้าลงทุน?
โดย : SET Zooom in

ตอนนี้เป็นเวลาที่แย่หรือไม่ สำหรับการนำเงินใหม่เข้าลงทุน?

26 ก.ย. 69
23:37 น.
แชร์

Article Stories by SET Zooom in ชวนตั้งคำถามว่าถ้าวันนี้มีเงินสักก้อน เป็นจังหวะที่ควรนำไปลงทุนหรือไม่ เพราะหลายคนอาจมองว่าด้วยสถานการณ์ยังไม่ไว้วางใจ ขอเก็บเงินไว้กับก่อนก่อนดีกว่า

สำหรับผู้ที่กำลังถือเงินสดอยู่ในมือ เพิ่งได้รับเงินปันผล หรือมีเงินก้อนใหม่เข้ามา คำถามที่มักผุดขึ้นมาเสมอคือ ท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และความผันผวนของตลาด เราควรรอให้ สถานการณ์ชัดเจนกว่านี้ก่อน หรือควรเริ่มนำเงินเข้าลงทุนตั้งแต่ตอนนี้เลย

คำถามนี้ยิ่งใกล้ตัวนักลงทุนไทยมากขึ้น เมื่อดัชนีหุ้นไทย (SET Index) เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 1,600 จุด หลังปรับตัวขึ้นมาพอสมควรจากต้นปี หลายคนจึงเริ่มกังวลว่าหากเข้าซื้อตอนนี้อาจเป็นการซื้อในราคาที่แพงเกินไป ในขณะเดียวกัน หากยังถือเงินสดรอต่อไป ก็กลัวว่าจะพลาดโอกาสหากตลาดปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง เพราะตัวเลขผลตอบแทนของ SET Index ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาก็อยู่ในระดับที่สูงพอสมควร จึงไม่แปลกที่จะเกิด คำถามคลาสสิกอย่าง “ควรซื้อตอนนี้ หรือควรรอ”

คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ “พรุ่งนี้ตลาดจะขึ้นหรือลง”

เอมี อาร์นอตต์ (Amy Arnott), CFA นักกลยุทธ์พอร์ตของ Morningstar ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า คำถามที่นักลงทุน ควรถามไม่ใช่ “พรุ่งนี้ตลาดจะขึ้นหรือลง” แต่ควรเป็นคำถามที่ว่า “เงินก้อนนี้จะต้องใช้เมื่อไร” เพราะคำตอบของคน ที่ต้องใช้เงินดาวน์บ้านในอีก 2 ปีข้างหน้า ย่อมแตกต่างไปจากคำตอบของผู้ที่กำลังลงทุนเพื่อวัยเกษียณในอีก 20 ปี ข้างหน้า

เอมีอธิบายว่า เหตุผลสำคัญที่หลายคนอยากรอคือความกลัวว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเป็นความกังวลที่มี เหตุผลรองรับ โดยงานศึกษาของ Morningstar ที่สำรวจช่วงเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ 8 ช่วงที่ผ่านมา พบว่า หุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ให้ผลตอบแทนติดลบถึง 5 ใน 8 ช่วง และในช่วงเศรษฐกิจถดถอยที่เกี่ยวข้องกับวิกฤต การเงินโลก หุ้นกลุ่มนี้ขาดทุนเฉลี่ยแบบทบต้นสูงถึงประมาณ 24% ต่อปี ทั้งนี้ ตัวเลข 24% ดังกล่าววัดเฉพาะ ในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยอย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงอัตราการลดลงสูงสุด (Max Drawdown) จากจุดสูงสุด ถึงจุดต่ำสุดของตลาด ซึ่งในความเป็นจริงอาจรุนแรงกว่าตัวเลขนี้

แต่ปัญหาสำคัญคือ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าอย่างแน่ชัดว่าเศรษฐกิจจะถดถอยจริงหรือไม่ จะเริ่มต้นเมื่อใด และราคา สินทรัพย์ในตลาดได้สะท้อนข่าวร้ายเหล่านี้ไปล่วงหน้าแล้วมากน้อยเพียงใด เพราะโดยธรรมชาติ ตลาดหุ้นมัก เคลื่อนไหวตาม “ความคาดหวังต่ออนาคต” มากกว่าจะรอให้ตัวเลขเศรษฐกิจจริงออกมายืนยันก่อนเสมอไป

 เอมียกตัวอย่างว่า ช่วงปลายปี 2018 มีเสียงคาดการณ์จำนวนมากว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงในปี 2019 แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดขึ้นตามที่คาด และในช่วงปี 2022-2023 นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยก็มองว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้ เกิดขึ้นตามกรอบเวลาที่หลายคนคาดการณ์ไว้ บทเรียนสำคัญคือ การรอให้ทุกอย่างดูดีพร้อมก่อนลงทุน อาจหมายถึง การรอจนกระทั่งราคาสินทรัพย์ฟื้นตัวขึ้นไปแล้วก็เป็นได้

 ข้อมูลของ Morningstar ยังชี้ให้เห็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ หากนักลงทุนพลาดโอกาสลงทุนในเพียง 10 วัน ที่ตลาดให้ผลตอบแทนดีที่สุดในรอบระยะเวลาหนึ่ง จะส่งผลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีลดลงประมาณ 2.4% จุดที่ต้องระวังคือ วันที่ตลาดให้ผลตอบแทนดีที่สุดเหล่านี้มักไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า และมักเกิดขึ้นใกล้เคียง กับช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรงที่สุดด้วยซ้ำ

 แม้แต่ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพที่พยายามเพิ่มสัดส่วนหุ้นก่อนตลาดขาขึ้น และลดสัดส่วนหุ้นก่อนตลาดขาลง ก็ยังทำได้ยากอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลของ Morningstar ในช่วงระยะเวลา 20 ปี พบว่ากองทุนประเภท Tactical Allocation ซึ่งเน้นปรับสัดส่วนสินทรัพย์ตามจังหวะตลาด ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงประมาณ 5% ต่อปี ขณะที่พอร์ตพื้นฐานที่ถือหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% พร้อมปรับสมดุลพอร์ตปีละครั้งเท่านั้น กลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าที่ประมาณ 7.8% ต่อปี

 เอมีจึงสรุปว่า ข้อคิดนี้ไม่ได้แปลว่าต้อง “ทุ่มซื้อหุ้นทั้งหมดทันทีโดยไม่สนใจราคา” แต่หมายความว่า หากเงินก้อนนี้ เป็นเงินระยะยาว และเรามีพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมอยู่แล้ว การปล่อยให้เงินทั้งหมดนอนรอ “จังหวะที่สมบูรณ์แบบ” มักไม่ใช่กลยุทธ์ที่ได้เปรียบในระยะยาว

ข้อมูลจาก Vanguard บริษัทจัดการสินทรัพย์และกองทุนรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งศึกษาข้อมูลจาก หลายตลาดในช่วงปี 1976-2022 พบว่า การลงทุนเงินก้อนทันที (Lump Sum) “ชนะ” กลยุทธ์การทยอยลงทุน เป็นงวด ๆ (DCA) ในประมาณสองในสามของช่วงเวลาที่ศึกษา เหตุผลหลักคือ ในระยะยาวตลาดมีแนวโน้มให้ ผลตอบแทนเป็นบวกบ่อยกว่าติดลบ เงินที่ยังรอถืออยู่นอกตลาดจึงเสียโอกาสรับผลตอบแทนไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม Vanguard ก็ยืนยันเช่นกันว่าการทยอยลงทุนแบบ DCA ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ผิด เพราะมีประโยชน์ในเชิง พฤติกรรมการลงทุน หากการนำเงินก้อนใหญ่เข้าลงทุนทั้งหมดในวันเดียวทำให้เรากังวลจนรับความผันผวนไม่ไหว หรือมีความเสี่ยงที่จะแตกตื่นขายทิ้งเมื่อราคาปรับลดลง การแบ่งซื้อเป็นงวด ๆ ก็อาจช่วยให้เราทำตามแผนการลงทุน ได้จริงมากกว่า เพียงแต่ไม่ควรยืดระยะเวลาออกไปนานเกินความจำเป็น สำหรับเงินก้อนที่พร้อมลงทุนแล้ว

 Vanguard เสนอแนะว่าผู้ที่กังวลความเสี่ยงมาก อาจแบ่งเงินออกเป็น 3 งวดในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน แทนที่จะลากยาวออกไปเป็นปี นอกจากนี้ยังควรแยกความแตกต่างระหว่าง DCA สองรูปแบบให้ชัดเจน

  • แบบแรก คือมีเงินก้อนอยู่แล้ว แต่เลือกทยอยนำเงินเข้าตลาดทีละส่วน เพื่อลดความกังวลเรื่องจังหวะเข้าซื้อ
  • แบบที่สอง คือการลงทุนเป็นประจำทุกเดือนทันทีที่ได้รับเงินเดือน ซึ่งไม่ใช่การพยายามจับจังหวะตลาดแต่อย่างใด แต่เป็นวินัยการลงทุนสม่ำเสมอที่ควรทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง

3 คำถามที่ควรตอบให้ได้ ก่อนนำเงินใหม่เข้าตลาด

ก่อนตัดสินใจนำเงินใหม่เข้าลงทุน ควรตรวจสอบตัวเองใน 3 ประเด็นต่อไปนี้ให้ครบถ้วน

  • มีเงินสำรองฉุกเฉินแล้วหรือยัง ทุกคนควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นและ ภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน โดยควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัยและถอนใช้ได้ง่าย ไม่ใช่นำเงินก้อนนี้ไปเสี่ยงในหุ้น ทั้งหมด
  • เงินนี้จะใช้เมื่อไร หากเป็นเงินที่จะใช้ซื้อรถ ดาวน์บ้าน จ่ายค่าเล่าเรียน หรือมีแผนใช้ภายในประมาณ 5 ปี ควรเน้นสินทรัพย์ที่ผันผวนน้อยและมีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝาก กองทุนรวมตลาดเงิน หรือพันธบัตรและ ตราสารหนี้คุณภาพดี มากกว่าการลงทุนในหุ้น ส่วนเงินที่มีเป้าหมายระยะยาวสามารถรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุนได้
  • พอร์ตกระจายความเสี่ยงหรือไม่ อย่าตีความคำว่า “ลงทุนระยะยาว” ว่าหมายถึงการทุ่มซื้อหุ้นตัวเดียวหรือ ธีมการลงทุนเดียวทั้งหมด ควรกระจายความเสี่ยงทั้งในแง่ประเภทสินทรัพย์ (หุ้น ตราสารหนี้) ประเทศ และกลุ่มอุตสาหกรรม เพราะไม่มีสินทรัพย์ประเภทใดที่จะเป็นผู้ชนะได้ตลอดเวลา

สรุป

คำถามที่ว่า “ตอนนี้เป็นเวลาที่แย่สำหรับการนำเงินใหม่เข้าลงทุนหรือไม่” จึงไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่มีหลักคิดร่วมที่พอนำไปปรับใช้ได้ นั่นคือ เงินที่ต้องใช้ในระยะสั้นควรเน้นการรักษาเงินต้นเป็นหลัก เงินที่มี เป้าหมายระยะยาวควรได้รับโอกาสอยู่ในตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างผลตอบแทนตามเวลา และไม่ว่าจะเลือกลงทุน แบบใด พอร์ตโดยรวมก็ต้องมีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมเสมอ อย่ารอวันที่ไม่มีข่าวร้ายเลย เพราะวันเช่นนั้น อาจไม่มีอยู่จริง

สิ่งที่ควรทำคือ เริ่มต้นจากเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง กันเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอ แบ่งเงินตามระยะเวลา ที่ต้องใช้ กำหนดสัดส่วนพอร์ตให้ชัดเจน แล้วจึงเลือกว่าจะลงทุนทันทีหรือทยอยลงทุน เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าการ พยายามหาจังหวะเข้าซื้อที่สมบูรณ์แบบคือ การมีแผนการลงทุนที่เราสามารถทำตามได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในวันที่ ตลาดปรับตัวขึ้นและวันที่ตลาดปรับตัวลง

ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in

กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว

แชร์
ตอนนี้เป็นเวลาที่แย่หรือไม่ สำหรับการนำเงินใหม่เข้าลงทุน?