
Article Stories by SET Zooom in ชวนตั้งคำถามว่าถ้าวันนี้มีเงินสักก้อน เป็นจังหวะที่ควรนำไปลงทุนหรือไม่ เพราะหลายคนอาจมองว่าด้วยสถานการณ์ยังไม่ไว้วางใจ ขอเก็บเงินไว้กับก่อนก่อนดีกว่า
สำหรับผู้ที่กำลังถือเงินสดอยู่ในมือ เพิ่งได้รับเงินปันผล หรือมีเงินก้อนใหม่เข้ามา คำถามที่มักผุดขึ้นมาเสมอคือ ท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และความผันผวนของตลาด เราควรรอให้ สถานการณ์ชัดเจนกว่านี้ก่อน หรือควรเริ่มนำเงินเข้าลงทุนตั้งแต่ตอนนี้เลย
คำถามนี้ยิ่งใกล้ตัวนักลงทุนไทยมากขึ้น เมื่อดัชนีหุ้นไทย (SET Index) เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 1,600 จุด หลังปรับตัวขึ้นมาพอสมควรจากต้นปี หลายคนจึงเริ่มกังวลว่าหากเข้าซื้อตอนนี้อาจเป็นการซื้อในราคาที่แพงเกินไป ในขณะเดียวกัน หากยังถือเงินสดรอต่อไป ก็กลัวว่าจะพลาดโอกาสหากตลาดปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง เพราะตัวเลขผลตอบแทนของ SET Index ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาก็อยู่ในระดับที่สูงพอสมควร จึงไม่แปลกที่จะเกิด คำถามคลาสสิกอย่าง “ควรซื้อตอนนี้ หรือควรรอ”
เอมี อาร์นอตต์ (Amy Arnott), CFA นักกลยุทธ์พอร์ตของ Morningstar ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า คำถามที่นักลงทุน ควรถามไม่ใช่ “พรุ่งนี้ตลาดจะขึ้นหรือลง” แต่ควรเป็นคำถามที่ว่า “เงินก้อนนี้จะต้องใช้เมื่อไร” เพราะคำตอบของคน ที่ต้องใช้เงินดาวน์บ้านในอีก 2 ปีข้างหน้า ย่อมแตกต่างไปจากคำตอบของผู้ที่กำลังลงทุนเพื่อวัยเกษียณในอีก 20 ปี ข้างหน้า
เอมีอธิบายว่า เหตุผลสำคัญที่หลายคนอยากรอคือความกลัวว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเป็นความกังวลที่มี เหตุผลรองรับ โดยงานศึกษาของ Morningstar ที่สำรวจช่วงเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ 8 ช่วงที่ผ่านมา พบว่า หุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ให้ผลตอบแทนติดลบถึง 5 ใน 8 ช่วง และในช่วงเศรษฐกิจถดถอยที่เกี่ยวข้องกับวิกฤต การเงินโลก หุ้นกลุ่มนี้ขาดทุนเฉลี่ยแบบทบต้นสูงถึงประมาณ 24% ต่อปี ทั้งนี้ ตัวเลข 24% ดังกล่าววัดเฉพาะ ในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยอย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงอัตราการลดลงสูงสุด (Max Drawdown) จากจุดสูงสุด ถึงจุดต่ำสุดของตลาด ซึ่งในความเป็นจริงอาจรุนแรงกว่าตัวเลขนี้
แต่ปัญหาสำคัญคือ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าอย่างแน่ชัดว่าเศรษฐกิจจะถดถอยจริงหรือไม่ จะเริ่มต้นเมื่อใด และราคา สินทรัพย์ในตลาดได้สะท้อนข่าวร้ายเหล่านี้ไปล่วงหน้าแล้วมากน้อยเพียงใด เพราะโดยธรรมชาติ ตลาดหุ้นมัก เคลื่อนไหวตาม “ความคาดหวังต่ออนาคต” มากกว่าจะรอให้ตัวเลขเศรษฐกิจจริงออกมายืนยันก่อนเสมอไป
เอมียกตัวอย่างว่า ช่วงปลายปี 2018 มีเสียงคาดการณ์จำนวนมากว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงในปี 2019 แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดขึ้นตามที่คาด และในช่วงปี 2022-2023 นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยก็มองว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้ เกิดขึ้นตามกรอบเวลาที่หลายคนคาดการณ์ไว้ บทเรียนสำคัญคือ การรอให้ทุกอย่างดูดีพร้อมก่อนลงทุน อาจหมายถึง การรอจนกระทั่งราคาสินทรัพย์ฟื้นตัวขึ้นไปแล้วก็เป็นได้
ข้อมูลของ Morningstar ยังชี้ให้เห็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ หากนักลงทุนพลาดโอกาสลงทุนในเพียง 10 วัน ที่ตลาดให้ผลตอบแทนดีที่สุดในรอบระยะเวลาหนึ่ง จะส่งผลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีลดลงประมาณ 2.4% จุดที่ต้องระวังคือ วันที่ตลาดให้ผลตอบแทนดีที่สุดเหล่านี้มักไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า และมักเกิดขึ้นใกล้เคียง กับช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรงที่สุดด้วยซ้ำ
แม้แต่ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพที่พยายามเพิ่มสัดส่วนหุ้นก่อนตลาดขาขึ้น และลดสัดส่วนหุ้นก่อนตลาดขาลง ก็ยังทำได้ยากอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลของ Morningstar ในช่วงระยะเวลา 20 ปี พบว่ากองทุนประเภท Tactical Allocation ซึ่งเน้นปรับสัดส่วนสินทรัพย์ตามจังหวะตลาด ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงประมาณ 5% ต่อปี ขณะที่พอร์ตพื้นฐานที่ถือหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% พร้อมปรับสมดุลพอร์ตปีละครั้งเท่านั้น กลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าที่ประมาณ 7.8% ต่อปี
เอมีจึงสรุปว่า ข้อคิดนี้ไม่ได้แปลว่าต้อง “ทุ่มซื้อหุ้นทั้งหมดทันทีโดยไม่สนใจราคา” แต่หมายความว่า หากเงินก้อนนี้ เป็นเงินระยะยาว และเรามีพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมอยู่แล้ว การปล่อยให้เงินทั้งหมดนอนรอ “จังหวะที่สมบูรณ์แบบ” มักไม่ใช่กลยุทธ์ที่ได้เปรียบในระยะยาว
ข้อมูลจาก Vanguard บริษัทจัดการสินทรัพย์และกองทุนรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งศึกษาข้อมูลจาก หลายตลาดในช่วงปี 1976-2022 พบว่า การลงทุนเงินก้อนทันที (Lump Sum) “ชนะ” กลยุทธ์การทยอยลงทุน เป็นงวด ๆ (DCA) ในประมาณสองในสามของช่วงเวลาที่ศึกษา เหตุผลหลักคือ ในระยะยาวตลาดมีแนวโน้มให้ ผลตอบแทนเป็นบวกบ่อยกว่าติดลบ เงินที่ยังรอถืออยู่นอกตลาดจึงเสียโอกาสรับผลตอบแทนไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม Vanguard ก็ยืนยันเช่นกันว่าการทยอยลงทุนแบบ DCA ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ผิด เพราะมีประโยชน์ในเชิง พฤติกรรมการลงทุน หากการนำเงินก้อนใหญ่เข้าลงทุนทั้งหมดในวันเดียวทำให้เรากังวลจนรับความผันผวนไม่ไหว หรือมีความเสี่ยงที่จะแตกตื่นขายทิ้งเมื่อราคาปรับลดลง การแบ่งซื้อเป็นงวด ๆ ก็อาจช่วยให้เราทำตามแผนการลงทุน ได้จริงมากกว่า เพียงแต่ไม่ควรยืดระยะเวลาออกไปนานเกินความจำเป็น สำหรับเงินก้อนที่พร้อมลงทุนแล้ว
Vanguard เสนอแนะว่าผู้ที่กังวลความเสี่ยงมาก อาจแบ่งเงินออกเป็น 3 งวดในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน แทนที่จะลากยาวออกไปเป็นปี นอกจากนี้ยังควรแยกความแตกต่างระหว่าง DCA สองรูปแบบให้ชัดเจน
ก่อนตัดสินใจนำเงินใหม่เข้าลงทุน ควรตรวจสอบตัวเองใน 3 ประเด็นต่อไปนี้ให้ครบถ้วน
สรุป
คำถามที่ว่า “ตอนนี้เป็นเวลาที่แย่สำหรับการนำเงินใหม่เข้าลงทุนหรือไม่” จึงไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่มีหลักคิดร่วมที่พอนำไปปรับใช้ได้ นั่นคือ เงินที่ต้องใช้ในระยะสั้นควรเน้นการรักษาเงินต้นเป็นหลัก เงินที่มี เป้าหมายระยะยาวควรได้รับโอกาสอยู่ในตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างผลตอบแทนตามเวลา และไม่ว่าจะเลือกลงทุน แบบใด พอร์ตโดยรวมก็ต้องมีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมเสมอ อย่ารอวันที่ไม่มีข่าวร้ายเลย เพราะวันเช่นนั้น อาจไม่มีอยู่จริง
สิ่งที่ควรทำคือ เริ่มต้นจากเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง กันเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอ แบ่งเงินตามระยะเวลา ที่ต้องใช้ กำหนดสัดส่วนพอร์ตให้ชัดเจน แล้วจึงเลือกว่าจะลงทุนทันทีหรือทยอยลงทุน เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าการ พยายามหาจังหวะเข้าซื้อที่สมบูรณ์แบบคือ การมีแผนการลงทุนที่เราสามารถทำตามได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในวันที่ ตลาดปรับตัวขึ้นและวันที่ตลาดปรับตัวลง
ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in
กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว