Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ลงทุนอย่างไรดี เมื่อ Dot Plot ชี้ปีนี้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งแน่
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ลงทุนอย่างไรดี เมื่อ Dot Plot ชี้ปีนี้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งแน่

17 ก.ย. 69
12:37 น.
แชร์

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นอีกครั้ง โดยมีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่อัตรา 3.75-4.00% ในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายน 2026 นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัวได้แข็งแกร่ง

จุดที่ตลาดจับตาไม่ใช่การขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่เป็นสัญญาณจาก dot plot ที่ชี้ว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2026 โดยค่ากลางของประมาณการอัตราดอกเบี้ยปลายปีอยู่ที่ 4.1% จากเดิมในการประมาณการเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 3.8% ขณะที่ประมาณการปี 2027 ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% จาก 3.6% บ่งชี้แนวโน้มว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า

ด้านเศรษฐกิจ Fed ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026 และ 2027 เป็น 2.3% และ 2.4% ตามลำดับ พร้อมปรับลดคาดการณ์อัตราการว่างงานลงมาอยู่ที่ 4.1% ตลอดช่วงประมาณการ ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ปี 2026 ถูกปรับขึ้นเป็น 3.4% จาก 3.3% ในรอบก่อน และยังสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ของ Fed

เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed ส่งสัญญาณในทิศทางเข้มงวด โดยระบุว่า เงินเฟ้อยัง “สูงเกินไปและอยู่ในระดับสูงมานานเกินไป” ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อในช่วงฤดูร้อนยังไม่แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มพื้นฐานปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน การจ้างงานใหม่ กำไรของบริษัทจดทะเบียน และการลงทุนภาคเอกชนยังมีทิศทางที่ดี ทำให้ Fed หันมาให้น้ำหนักกับเป้าหมายด้านเสถียรภาพราคามากขึ้น

วอร์ชยังย้ำว่า Fed ไม่สามารถจัดการกับราคาน้ำมันหรือราคาสินค้าแต่ละรายการโดยตรงได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือป้องกันไม่ให้แรงกดดันจากฝั่งอุปทานลุกลามไปสู่เงินเฟ้อในวงกว้างผ่านผลกระทบรอบสอง และนับจากการประชุมเดือนกรกฎาคม มี 3 ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่เร่งตัวขึ้น การชะลอลงของเงินเฟ้อที่ยังไม่เร็วพอ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มแรงกดดันต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ

ปฏิกิริยาของตลาดหลังทราบผลการประชุมสะท้อนว่า นักลงทุนกำลังเปลี่ยนจากการประเมินว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ไปเป็นคำถามว่า “จะขึ้นอีกเร็วแค่ไหน” โดยหลังทราบผลการประชุม หุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง ดัชนี Dow Jones ลดลง 1.21% และ S&P 500 ลดลง 0.45% ขณะที่ Nasdaq ลดลง 0.01% ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.5% และทองคำลดลง 1.8% ส่วนตลาดพันธบัตรมีความผันผวน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปีเพิ่มจาก 4.67% เป็น 4.74% ขณะที่อายุ 10 ปีเพิ่มจาก 5.00% เป็น 5.02%

เมื่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed กลับมาเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยง และ dot plot ส่งสัญญาณว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ แล้วนักลงทุนควรวางเงินในสินทรัพย์ต่าง ๆ อย่างไร

หุ้นสหรัฐฯ ยังลงทุนได้ แต่เน้นทยอยสะสมเมื่อย่อตัว

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ บทวิเคราะห์ของ BlackRock Investment Institute เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ประเมินโดยพิจารณาแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed แล้ว ยังคงมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง แม้ระดับดอกเบี้ยจะสูงขึ้น โดยยังให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ และธีม AI พร้อมกลับมาให้น้ำหนักหุ้นตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้น ขณะที่มองว่าการเติบโตของกำไรยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนตลาด

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะแรงกดดันจากราคาพลังงาน เงินเฟ้อที่อาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และความท้าทายด้านนโยบายของ Fed ขณะที่การเพิ่มขึ้นของ term premium และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น

ด้าน InnovestX Investment Strategy & Research ที่ประเมินโดยพิจารณาแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed แล้ว แนะนำกลยุทธ์ buy on dip สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยอ้างอิงสถิติหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกว่า จุดเข้าซื้อที่ดีมักเกิดขึ้นในช่วง 1-3 เดือนหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก มากกว่าการเข้าซื้อทันทีในวันแรก ทั้งนี้ InnovestX แนะนำให้ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว และใช้จังหวะตลาดปรับฐานเป็นโอกาสทยอยสะสม มากกว่าการเข้าซื้อทั้งหมดในคราวเดียว

สำหรับกลุ่มหุ้นที่มีมุมมองแตกต่างกัน InnovestX แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดย Technology และ Energy เป็นกลุ่มที่แนะนำให้ทยอยสะสม ขณะที่ Utilities เป็นกลุ่มที่ใช้ลดความผันผวนระหว่างทาง ส่วน Financials และ Consumer Staples เป็นกลุ่มที่แนะนำให้ชะลอการลงทุนตามมุมมองเชิงจังหวะ

ตลาดเกิดใหม่กลับมาเป็นอีกทางเลือกของพอร์ต

BlackRock Investment Institute กลับมาให้น้ำหนัก Overweight ในหุ้นตลาดเกิดใหม่ โดยมองว่าการที่อัตราดอกเบี้ยโลกสูงขึ้นทำให้เกณฑ์ในการรับความเสี่ยงสูงขึ้น แต่ยังมองว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดเกิดใหม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอในบางส่วน

ข้อมูลของ BlackRock ระบุว่า consensus คาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้นของ MSCI Emerging Markets ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าที่มากกว่า 34% เทียบกับประมาณ 20% สำหรับ MSCI USA ขณะที่หุ้นตลาดเกิดใหม่ซื้อขายที่ Forward P/E ประมาณ 10 เท่า เทียบกับเกือบ 20 เท่าสำหรับหุ้นสหรัฐฯ

ในมุมของธีมการลงทุน BlackRock เชื่อมโยงตลาดเกิดใหม่เข้ากับการลงทุนด้าน AI โดยเกาหลีใต้และไต้หวันมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ และฮาร์ดแวร์ ขณะที่ละตินอเมริกา รวมถึงบราซิล มีความเชื่อมโยงกับทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการขยายตัวของ AI อย่างไรก็ตาม BlackRock ระบุว่า นักลงทุนควรเลือกลงทุนอย่างยืดหยุ่น เนื่องจากแหล่งที่มาของผลกำไรจาก AI อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

บอนด์ยังผันผวน เน้น Duration 3-5 ปี

สำหรับตราสารหนี้ การที่ dot plot ส่งสัญญาณว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม ทำให้ตลาดตราสารหนี้ยังมีโอกาสเผชิญความผันผวนในระยะสั้น

InnovestX แนะนำให้เน้นตราสารหนี้ที่มี duration 3-5 ปี เพื่อรับ carry yield ที่อยู่ในระดับน่าสนใจ ขณะเดียวกันจำกัดความเสี่ยงจาก duration ในช่วงที่ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังสูง และหลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำหนักใน long duration bond จนกว่าจะเห็นสัญญาณว่าตลาดหยุด price in การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม

ด้าน บลจ.กสิกรไทยระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดนี้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาสินทรัพย์ไปมากแล้ว และหากเงินเฟ้อเริ่มชะลอลง ความกังวลต่อการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจลดลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดตราสารหนี้โลกมีโอกาสฟื้นตัว ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือข้อมูลเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายนและทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจของ Fed ในการประชุมเดือนธันวาคม

สำหรับผู้ลงทุนใหม่ที่สามารถรับความผันผวนของตลาดตราสารหนี้ได้ บลจ.กสิกรไทยแนะนำให้ทยอยลงทุนใน กองทุนตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก อย่างเช่น K-GDBOND โดยอาจแบ่งเงินบางส่วนไว้ใน กองทุนที่มี duration สั้น เช่น K-SF, K-SFPLUS หรือ K-GSF เพื่อช่วยลดความผันผวนระหว่างทาง และรอทยอยเพิ่มสัดส่วนในกองทุนที่มี duration ยาวขึ้นเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม เพื่อรับประโยชน์จาก yield ที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน

ส่วนผู้ลงทุนเดิมที่มีการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ทั่วโลกอยู่แล้ว สามารถถือลงทุนต่อหรือทยอยเพิ่มการลงทุนได้ โดยระดับ starting yield เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกำหนดผลตอบแทนในอนาคต และยังมีโอกาสรับประโยชน์จากราคาตราสารหนี้ที่อาจฟื้นตัว หากความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ลดลง

ทองคำรอจังหวะซื้อ ไม่ไล่ราคา

สำหรับทองคำ InnovestX แนะนำให้ผู้ที่ถือทองคำอยู่แล้วคงน้ำหนักเดิม และยังไม่แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักในช่วงที่ real yield ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันโดยตรงต่อราคาทองคำ แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนทองคำในทางตรงข้ามก็ตาม

ด้าน InterGOLD ระบุในบทวิเคราะห์ราคาทองคำ วันที่ 17 กันยายนว่า ราคาทองคำได้ซึมซับผลการขึ้นดอกเบี้ยและท่าทีของ Fed ไปเกือบหมดแล้ว แม้ดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรยังเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ แต่การที่ราคายังทรงตัวเหนือแนวรับ 4,270 ดอลลาร์ สะท้อนว่าแรงซื้อยังคงอยู่ กลยุทธ์ระยะสั้นจึงแนะนำให้รอสัญญาณยืนยันจากการปิดแท่งรายวัน

สำหรับจุดพิจารณาเข้าซื้อ InterGOLD มองแนวรับสำคัญที่ 4,270 ดอลลาร์ หรือประมาณ 67,600 บาท โดยหากราคาปิดสิ้นวันสามารถยืนเหนือ 4,300 ดอลลาร์ หรือประมาณ 68,000 บาทได้อย่างมั่นคง จะเป็นสัญญาณยืนยันแรงซื้อกลับมา และแนะนำเปิดสถานะซื้อสะสม ขณะที่หากราคาปิดต่ำกว่า 4,270 ดอลลาร์ ให้ชะลอการลงทุนและติดตามทิศทางในสัปดาห์ถัดไป

ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,360 ดอลลาร์ หรือประมาณ 68,500 บาท ซึ่ง InterGOLD มองว่าเป็นระดับที่ต้องจับตา หากราคาสามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวขึ้นไปได้ในสัปดาห์หน้า จะเป็นสัญญาณบวกทางเทคนิคที่อาจเปิดทางให้ราคาทองคำเข้าสู่รอบการฟื้นตัว โดยยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการไล่ซื้อระหว่างวัน และรอความชัดเจนจากการปิดแท่งรายวันเหนือ 4,300 ดอลลาร์เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนหลังการประชุม Fed

ขณะที่บทวิเคราะห์แนวโน้มตลาดและการลงทุนของฮั่วเซ่งเฮงในวันที่ 17 กันยายน มองแนวรับราคาทองคำโลกไว้ที่ 4,230 และ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวต้านที่ 4,325 และ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยแนะนำทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาลงทดสอบแนวรับ 4,230 ดอลลาร์ แต่หากราคาหลุด 4,200 ดอลลาร์ลงไป แนะนำขายตัดขาดทุน ส่วนบริเวณแนวต้าน 4,325 และ 4,350 ดอลลาร์ แนะนำใช้เป็นจังหวะขายทำกำไร

สำหรับราคาทองคำแท่ง 96.5% ฮั่วเซ่งเฮงประเมินแนวรับไว้ที่ 67,200 และ 66,900 บาท และแนวต้านที่ 68,150 และ 68,400 บาท โดยแนะนำทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาลงทดสอบแนวรับ 67,200 บาท แต่หากราคาปรับขึ้นบริเวณ 68,150 และ 68,400 บาท สามารถใช้เป็นจังหวะขายทำกำไร และหากราคาหลุดแนวรับ 66,900 บาทลงไป แนะนำขายตัดขาดทุน

.

อ้างอิง : CNBC, Bloomberg, BlackRock บล.บัวหลวง, บล.กสิกรไทย, InnovestX, InterGOLD, ฮั่วเซ่งเฮง

แชร์
ลงทุนอย่างไรดี เมื่อ Dot Plot ชี้ปีนี้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งแน่