
ตลาดเงินตลาดทุนมีความเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายน 2026 หลังข้อมูลเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย
การคาดการณ์ดังกล่าวส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yield) สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่นักลงทุนเพิ่มสถานะ short ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว สะท้อนการเตรียมรับความเป็นไปได้ที่ราคาพันธบัตรในตลาดจะอ่อนตัวลงต่อ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ในวันที่ 15 กันยายน ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งราคาน้ำมัน bond yield และความกังวลว่าการลงทุนใน AI และดาต้าเซ็นเตอร์อาจร้อนแรงเกินไป
อย่างไรก็ตาม การขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้ปัจจัย (price-in) ไปมากแล้ว ดังนั้น ตลาดจึงแทบไม่ได้จับตาว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ แต่กำลังจับตาว่า เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed จะส่งสัญญาณทิศทางนโยบาย (forward guidance) อย่างไรต่อจากนี้ โดยเฉพาะสัญญาณที่จะให้คำตอบว่า การขึ้นครั้งนี้จะเป็นเพียงการปรับนโยบายเพื่อรับมือแรงกดดันเงินเฟ้อระยะสั้น หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง
ตลาดให้น้ำหนักมากกว่า 90% ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 25 basis points ในการประชุมครั้งนี้ โดยข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุความน่าจะเป็นมากกว่า 94% หลังชุดข้อมูลสำคัญทั้งการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ออกมาครบ
ปัจจัยสำคัญมาจากข้อมูลเงินเฟ้อเดือนสิงหาคม โดย Core CPI เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อนหน้า (MoM) สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 0.2% และเร่งขึ้นจาก 0.2% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ headline CPI เพิ่มขึ้น 0.4% MoM ตามคาด ส่งผลให้ CPI รายปีเพิ่มขึ้น 3.4% ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed ขณะที่ PPI เดือนสิงหาคมก็เร่งตัวขึ้นเช่นกัน
อีกแรงกดดันมาจากราคาน้ำมัน หลังการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง โดย WTI ขึ้นไปเหนือ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันกับ bond yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปีในช่วงหนึ่งเดือนล่าสุดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.96 ตามข้อมูลของ BMO Capital Markets
ทั้งนี้ แรงกดดันจากราคาพลังงานมีความสำคัญ เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสามารถส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ และเป็นแรงกดดันจากฝั่ง supply ซึ่งนโยบายการเงินจัดการได้ยากกว่าเงินเฟ้อจากฝั่ง demand
ความเชื่อมั่นว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยสะท้อนชัดเจนในตลาดพันธบัตร โดยนักลงทุนในตลาดพันธบัตรเพิ่มสถานะ short เพื่อเดิมพันว่าการเทขายพันธบัตรและการปรับขึ้นของ yield จะยังดำเนินต่อไป
ผลสำรวจลูกค้าตลาด Treasury ของ JPMorgan ระบุว่า ในช่วง 1 สัปดาห์นับถึงวันที่ 14 กันยายน ลูกค้าเพิ่มสถานะ short ถึง 10 จุดเปอร์เซ็นต์ (percentage point) จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่สัดส่วนสถานะ neutral ลดลง 8 จุดเปอร์เซ็นต์จากสัปดาห์ก่อนหน้า ส่งผลให้สถานะสุทธิ long อยู่ในระดับต่ำที่สุดในราว 4 เดือน
เดวิด บีเบอร์ (David Bieber) นักกลยุทธ์ของ Citi ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของฐาน short ขณะที่ Bank of America ระบุว่า positioning ยังคงเอนเอียงไปทาง bearish ก่อนการประชุม Fed โดยมีการเพิ่ม short ในหลายช่วงอายุพันธบัตร และยังมีหลักฐานน้อยว่าผู้ลงทุนจะเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวเมื่อราคาปรับตัวลง
ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขึ้นไปแตะ 5.041% ในวันที่ 15 กันยายน สูงสุดนับตั้งแต่กรกฎาคม 2007 ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นไปแตะ 5.401% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่มิถุนายน 2007 ส่วน yield อายุ 2 ปีขึ้นไปแตะ 4.688% สูงสุดนับตั้งแต่กรกฎาคม 2024
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ยังมีอีกประเด็นที่ตลาดจับตา คือความสัมพันธ์ระหว่างเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หลังทรัมป์ย้ำว่าต้องการให้สหรัฐฯ มีต้นทุนการกู้ยืมต่ำที่สุดในโลก
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ลดการโจมตี Fed ลงอย่างมากหลังแต่งตั้งวอร์ชขึ้นมาแทน เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) แต่ก็ยังเคยกล่าวว่า วอร์ชถูกเจ้าหน้าที่ Fed คนอื่นกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ย พร้อมกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นว่า “เล่นการเมืองมาก”
อย่างไรก็ตาม วอร์ชแสดงจุดยืนในสุนทรพจน์ช่วงปลายเดือนสิงหาคมว่า แรงกดดันด้านราคาพื้นฐานยังไม่ได้ปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ Fed ยังมีงานต้องทำ หากยังไม่ได้รับความเชื่อมั่นใหม่ว่าเงินเฟ้อกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมาย 2%
หลังจากนั้น ข้อมูลเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนสิงหาคมออกมาสูงกว่าคาด แม้ส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ของค่าบริการโทรศัพท์ไร้สาย ทำให้ตลาดมองว่า Fed ยากที่จะมองข้ามข้อมูลเงินเฟ้อดังกล่าว หลังเงินเฟ้อพลาดเป้าหมาย 2% มานานกว่า 5 ปี
แม้ตลาดจะให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ไปมากแล้ว แต่ปฏิกิริยาหลังการประชุมจะขึ้นอยู่กับ guidance ของ Fed ว่าจะส่งสัญญาณอย่างไร นักลงทุนต้องติดตามผลการประชุม Fed รวมถึง Dot Plot และถ้อยแถลง เพราะจะช่วยบอกว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นเพียงครั้งเดียว หรืออาจมีการขึ้นต่อจากเงินเฟ้อที่ถูกกดดันโดยราคาน้ำมัน
บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงวิเคราะห์ว่า หาก Fed มองว่าการขึ้นครั้งนี้เป็นการปรับนโยบายแบบจำกัดเพื่อรับมือ oil shock และเงินเฟ้อระยะสั้น โดยไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะต้องขึ้นต่อเนื่อง ตลาดหุ้นมีโอกาสคลายความกังวล ขณะที่ bond yield และเงินดอลลาร์อาจหยุดเร่งตัว (ชะลอการแข็งค่า) แต่หาก Fed ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อพื้นฐานยังสูงเกินไปและจำเป็นต้องเดินหน้า hiking cycle ต่ออีกหลายครั้ง ตลาดอาจกลับเข้าสู่โหมดปิดรับความเสี่ยง (risk-off) โดย bond yield สหรัฐฯ และเงินดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสปรับขึ้นต่อ ขณะที่หุ้น growth และหุ้นที่มี valuation สูงจะเผชิญแรงกดดันมากกว่า
ด้านทองคำ ราคาทองคำสปอตปรับขึ้น 0.8% มาอยู่ที่ 4,328.39 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 03.10 GMT วันที่ 16 กันยายน 2026 หลังจากร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 เดือนเมื่อวันจันทร์ ขณะที่ตลาดจับตาผลการประชุม Fed ซึ่งตลาดได้ price-in การขึ้นดอกเบี้ยไปมากแล้ว
แฟรงก์ วอลบาวม์ (Frank Walbaum) นักวิเคราะห์ตลาดจากแพลตฟอร์มซื้อขาย Naga.com วิเคราะห์ว่า หาก Fed ส่งสัญญาณใช้นโยบายเข้มงวด ทองคำอาจเผชิญแรงกดดัน แต่หากส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น อาจลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย และช่วยให้ราคาทองคำฟื้นตัวได้ โดยตลาดยังติดตามทิศทางราคาน้ำมันและสถานการณ์ในตะวันออกกลางด้วย
ขณะเดียวกัน Commerzbank ระบุว่า ราคาทองคำยังไม่ได้เผชิญแรงกดดันมากนัก และความแข็งแกร่งของทองคำอาจได้รับแรงหนุนจากความกังวลด้านการคลังที่ยังคงอยู่ ซึ่งสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความเสี่ยงทางการเมืองของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
หนึ่งคำถามสำคัญที่นักลงทุนอยากรู้ คือ หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของรอบ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะต้องรับแรงกระแทกแค่ไหน และใช้เวลาเท่าไรกว่าจะฟื้น
InnovestX Investment Strategy & Research รวบรวมสถิติจากการขึ้นดอกเบี้ย ‘ครั้งแรกของรอบ’ 5 ครั้งหลังสุด ได้แก่ปี 1997, 1999, 2004, 2015 และ 2022 พบว่า ดัชนี S&P 500 ปรับลงเฉลี่ย 3.5% ในช่วง 1 เดือนหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก และยังติดลบต่อเนื่องถึง 3 เดือน ก่อนพลิกเป็นบวกหลังผ่านไป 6 เดือน โดยที่ 12 เดือนให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 10.0% และมีค่ามัธยฐาน (median) อยู่ที่ +6.0%
อย่างไรก็ตาม InnovestX Investment Strategy & Research ระบุว่า เงื่อนไขเศรษฐกิจในรอบนี้แตกต่างจากอดีต โดย 4 ใน 5 รอบที่ศึกษาเกิดขึ้นขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวมากกว่า 4% ขณะที่ real GDP ของสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ปี 2026 ขยายตัว 2.1% YoY ซึ่งใกล้เคียงกับรอบปี 2015
รอบปี 2015 เป็นรอบที่ตลาดปรับตัวลงแรงที่สุด โดย S&P 500 ลดลง 9.3% ในช่วง 1 เดือน แต่สาเหตุในครั้งนั้นแตกต่างจากปัจจุบัน เพราะเกิดจาก growth scare ทั้งราคาน้ำมันที่ดิ่งลง ความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนและการลดค่าเงินหยวน รวมถึงภาคการผลิตสหรัฐฯ ที่หดตัว ขณะที่ bond yield ระยะยาวปรับลง
สำหรับรอบปัจจุบัน แรงกดดันมาจาก yield ที่ปรับขึ้นและเงินเฟ้อฝั่ง supply ดังนั้น InnovestX ระบุว่า ผลของปี 2015 ควรใช้เป็นกรอบความเสี่ยงด้านขนาดของการปรับฐาน มากกว่าการคาดหวังว่ากลุ่มอุตสาหกรรมจะเคลื่อนไหวซ้ำรอยเดิม
สำหรับคำแนะนำการลงทุนในภาวะที่ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงและตลาดหุ้นยังอยู่ใกล้จุดสูงสุด InnovestX แนะนำให้ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว และใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานเป็นโอกาสทยอยสะสมมากกว่าการเข้าซื้อทั้งหมดในคราวเดียว
ทั้งนี้ InnovestX ยังคงมุมมอง buy on dip ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยสถิติชี้ว่าจุดเข้าซื้อที่ดีมักอยู่ในช่วง 1-3 เดือนหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก
เมื่อแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม ข้อมูลของ InnovestX พบว่า กลุ่ม Energy เป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนส่วนเกินเป็นบวกอย่างสม่ำเสมอในทุกกรอบเวลาที่ศึกษา โดยรอบนี้ยังมีปัจจัยราคาน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ส่วน Technology ให้ผลตอบแทนด้อยกว่าตลาดตลอดช่วง 1-6 เดือนแรกหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก แต่กลับมานำตลาดที่ 12 เดือน และเป็นบวกเมื่อเทียบกับตลาด 4 ใน 5 ครั้ง
ด้านบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงในวันที่ 16 กันยายนระบุว่า หุ้น Technology และ AI ไม่ได้ประโยชน์จากการขึ้นดอกเบี้ยโดยตรง แต่หุ้นที่มีกำไรจริง กระแสเงินสดแข็งแรง และ earnings visibility สูง มีโอกาสรับแรงกดดันจาก valuation compression ได้ดีกว่าหุ้น growth ที่พึ่งพาความคาดหวังระยะไกล
ล่าสุดหุ้น AI บางตัวยังเคลื่อนไหวสวนตลาด โดย QCOM ปรับขึ้น 4% ขณะที่ AMD และ COHR เพิ่มขึ้นราว 2% หลังจากถูกขายในวันก่อนหน้า ซึ่งบัวหลวงมองว่า สะท้อนว่าเม็ดเงินไม่ได้ถอนออกจากตลาดทั้งหมด แต่กำลังเลือกถือหุ้นที่มี earnings visibility และ structural growth ชัดเจนมากขึ้น
อีกกลุ่มที่มีข้อมูลรองรับในช่วงตลาดปรับฐาน คือ Utilities โดย InnovestX พบว่า กลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนส่วนเกินเป็นบวก 4 ใน 5 ครั้งในช่วง 1-3 เดือนแรก จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตระหว่างช่วงตลาดปรับฐาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่ระยะ 12 เดือน ผลตอบแทนส่วนเกินของ Utilities ลดลงเหลือ +2.1% สะท้อนรูปแบบที่แตกต่างจาก Technology ซึ่งอ่อนแอในช่วงแรก แต่กลับมานำตลาดในระยะยาวกว่า
สำหรับกลุ่ม Financials ข้อมูลของ InnovestX พบว่า ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดในทุกกรอบเวลาที่ศึกษา ขณะที่กลุ่ม Consumer Staples มีผลตอบแทนส่วนเกินค่ามัธยฐาน -7.2% ที่ 12 เดือน และเป็นบวกเพียง 1 ใน 5 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม InnovestX ระบุว่า ต้องแยกระหว่างผลตอบแทนเชิงสถิติระยะสั้นกับพื้นฐานระยะกลาง โดย Financials ยังได้ประโยชน์จากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่กว้างขึ้นในภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน หากเศรษฐกิจและคุณภาพสินเชื่อยังแข็งแรง ดังนั้น การชะลอน้ำหนักจึงเป็นมุมมองเชิงจังหวะ (tactical) มากกว่าการเปลี่ยนมุมมองพื้นฐาน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงระบุว่า กลุ่ม Financials มีโอกาสได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูงผ่านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) หากเศรษฐกิจและคุณภาพสินเชื่อยังแข็งแรง ขณะที่กลุ่ม Insurers สามารถนำเงินกลับไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ yield สูงขึ้น ซึ่งช่วยหนุนรายได้จากการลงทุน
ด้านตราสารหนี้ InnovestX แนะนำให้ลงทุนในพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือ 3-5 ปี เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย (carry yield) ที่อยู่ในระดับน่าสนใจ พร้อมจำกัดความเสี่ยงจากอายุของตราสารหนี้ ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังผันผวนสูง และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้ระยะยาว จนกว่าจะเห็นสัญญาณว่า ตลาดหยุดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
ส่วนทองคำ InnovestX แนะนำให้ผู้ที่ถืออยู่แล้วคงน้ำหนักเดิม แต่ยังไม่แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักในช่วงที่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันโดยตรงต่อราคาทองคำ แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยหนุนในอีกด้านหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หาก Fed คงดอกเบี้ยสวนทางกับที่ตลาดคาด ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์มากที่สุด และในกรณีดังกล่าว InnovestX ระบุว่าควรพิจารณาเพิ่มน้ำหนัก
อ้างอิง : Bloomberg [1], Bloomberg [2], CNBC, Reuters, InnovestX