
ญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ยืนหนึ่งด้านประชากรที่มีอายุยืนที่สุดในโลก แต่ความสำเร็จด้านอายุขัยกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล หลังยอดผู้สูงอายุที่อายุ 100 ปีขึ้นไปพุ่งทะลุหลักแสนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งตามมาด้วยค่าใช้จ่ายด้านบำนาญ สาธารณสุข และการดูแลผู้สูงอายุที่บานปลาย
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “คนอายุยืน” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความท้าทายของการเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ซึ่งประเทศไทยเองก็กำลังเดินเส้นทางเดียวกัน
Spotlight จะพาไปดูกันว่า แล้วรัฐบาลญี่ปุ่นมีวิธีจัดการแก้ไขปัญหานี้อย่างไรบ้าง
เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นชี้ว่า จำนวนผู้ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมียอดรวมทั้งสิ้น 107,677 คน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วใน 10 ปีที่ผ่านมา จากเดิมในปี 2541 ที่มีเพียง 10,000 คน
ถ้าถามว่า ตัวเลขจำนวนนี้เยอะขนาดไหน องค์การสหประชาชาติได้มีการประมาณประชากรที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปทั่วโลกไว้ที่ราว 672,000 คน ซึ่งญี่ปุ่นมีสัดส่วนเป็น 1 ใน 6 จากทั่วโลกไปแล้ว ทำให้ญี่ปุ่นจึงขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรกลุ่มนี้มากที่สุดในโลก
รายงานครั้งนี้เป็นการสะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านสาธารณสุข และการแพทย์ รวมถึงอาหารการกินที่ดีต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง จนทำให้กลายเป็น ‘ผู้นำระดับโลกด้านอายุขัย’
อีกหนึ่งภาพที่เห็นได้ชัดคือ ผู้หญิงญี่ปุ่นมีแนวโน้มอายุยืนกว่าผู้ชาย โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 88% ของประชากรอายุ 100 ปีขึ้นไปทั้งหมด
เหตุผลที่ถูกเชื่อมโยงคือ เพราะในอดีตผู้หญิงมีอัตราการสูบบุหรี่ การดื่มสุราหนัก และการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรงต่ำกว่าเพศอื่น ซึ่งปัจจุบันบุคคลที่มีอายุมากที่สุดในญี่ปุ่นก็คือ หญิงวัย 114 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองเกียวโต
แม้การมีประชากรอายุยืนจะเป็นความสำเร็จด้านสาธารณสุข แต่ในอีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันทางการคลังที่เพิ่มขึ้นตามมา
ปัจจุบันประชากรราว 1 ใน 3 ของประเทศ หรือประมาณ 40 ล้านคน ได้รับเงินบำนาญจากรัฐบาล ในขณะที่จำนวนประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นฐานสำคัญของการจ่ายภาษีกลับกำลังลดลง ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นสำหรับเงินบำนาญ การบริการสาธารณสุข และการดูแลผู้สูงอายุเป็นจำนวนมหาศาล และรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็กำลังต้องการงบประมาณสำหรับด้านอื่น ๆ เช่น งานด้านการป้องกันประเทศ และยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน
สำหรับปีงบประมาณถัดไป กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นได้ยื่นขออนุมัติงบประมาณราว 33.7 ล้านล้านเยน (ราว 7.41 ล้านล้านบาท) สำหรับเงินบำนาญและการรักษาพยาบาล คิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของงบประมาณที่ทุกกระทรวงเสนอรวมกัน ซึ่งอยู่ที่ 143 ล้านล้านเยน (ราว 30.77 ล้านล้านบาท)
ภาพของผู้สูงอายุในญี่ปุ่นไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเลขสถิติ และเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
รายงานของกระทรวงสาธารณสุขสะท้อนว่า ผู้มีอายุ 100 ปีขึ้นไปจำนวนไม่น้อยยังคงใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน บางคนยังสนุกกับงานอดิเรกอย่างการร้องคาราโอเกะ และเล่นกราวด์กอล์ฟ ขณะที่บางคนยังทำหน้าที่ถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อส่งต่อความทรงจำให้คนรุ่นหลัง
บางคนยังคงทำงานต่อทั้งในภาคเกษตร และภาคธุรกิจ เช่น ฟูกูโกะ อิชิอิ พนักงานหญิงที่มีอายุครบ 100 ปีในเดือนกันยายนที่ผ่านมา จนสถานีโทรทัศน์ TV Asahi ยกย่องให้เธอเป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่มีอายุมากที่สุดในโลก
ภาพเหล่านี้จึงสะท้อนอีกด้านของสังคมสูงวัยว่า การมีอายุยืนไม่ได้หมายถึงการเป็น “ภาระ” เพียงอย่างเดียว แต่ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งยังสามารถทำงาน ใช้ชีวิต และส่งต่อประสบการณ์ให้กับสังคมได้
โจทย์หนักสำหรับประเทศญี่ปุ่นอีกอย่างคือ อัตราการเกิดของเด็กที่ลดลง
จำนวนเด็กแรกเกิดในญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเจริญพันธุ์ของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2568 ลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 10 ซึ่งแตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2490 โดยตัวเลขเด็กแรกเกิดในปี ค.ศ. 2568 มีจำนวนรวมราว 671,000 คน ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตมีสูงถึงประมาณ 1.59 ล้านคน
นอกจากนี้ ยังเกิดคำถามเกี่ยวกับผู้ที่จะมาทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุด้วยที่จะต้องใช้จำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยรัฐบาลคาดว่า ต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขราว 2.4 ล้านคนในการดูแลผู้สูงอายุในปี ค.ศ. 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2024 มากว่า 2 ล้านคน
เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน รัฐบาลญี่ปุ่นได้เริ่มเปิดรับแรงงานต่างชาติเข้ามาช่วยเติมเต็มภาคการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น
จำนวนแรงงานต่างชาติภายใต้โครงการวีซ่าแรงงานทักษะเฉพาะในภาคการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นแตะประมาณ 66,000 คนในปี 2568 และรัฐบาลมีแผนเปิดรับเพิ่มสูงสุดถึง 160,700 คน ภายใต้กรอบการทำงานดังกล่าว และโครงการแรงงานต่างชาติรูปแบบใหม่
โจทย์ของญี่ปุ่นจึงไม่ใช่เพียง “คนแก่เยอะขึ้น” แต่เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายสวัสดิการเพิ่ม คนวัยทำงานลด และขาดแคลนแรงงานดูแล
เรื่องของญี่ปุ่นอาจดูเหมือนเป็นปัญหาของประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นภาพอนาคตที่ประเทศไทยควรจับตา
เพราะประเทศไทยเองกำลังเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัวเช่นกัน ทั้งอัตราการเกิดที่ลดลง จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และกำลังแรงงานที่มีแนวโน้มหดตัว
ดังนั้นอาจถึงเวลาที่รัฐบาลเองก็ต้องใส่ใจด้านนี้มากขึ้น เพราะถ้าคนไทยอายุยืนขึ้น ใครจะเป็นคนดูแล และสังคมไทยจะเตรียมพร้อมรับมือกับต้นทุนของการมีอายุยืนได้มากน้อยแค่ไหน