
การประชุมสุดยอด BRICS เริ่มขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยมี นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2 วัน ขณะที่ผู้นำสำคัญที่เข้าร่วม ได้แก่ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน, วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน
และสิ่งที่หลายคนจับตาคือ การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กลุ่ม BRICS ซึ่งมีสมาชิก 11 ประเทศ ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ทั้งสงครามในตะวันออกกลางและยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อพลังงานและการขนส่งทางทะเล มาตรการภาษีที่สร้างแรงกดดันต่อประเทศสมาชิก รวมถึงความเห็นที่แตกต่างกันภายในกลุ่มต่อแนวทางรับมือกับปัญหาเหล่านี้
ภายหลังการประชุม กลุ่มประเทศ BRICS มีมติเป็นเอกฉันท์รับรองแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นและลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการร่วมมือกัน เพื่อรักษาการไหลเวียนของการค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และพลังงานให้เป็นไปอย่างราบรื่น
ในแถลงการณ์ร่วม กลุ่ม BRICS ระบุว่า “มีความกังวลอย่างยิ่งต่อการยกระดับความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง” ในตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างถึงที่สุด และเตือนให้หลีกเลี่ยงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงสถานที่ปฏิบัติงานด้านนิวเคลียร์โดยเจตนา
BRICS ยังย้ำจุดยืนเกี่ยวกับปาเลสไตน์ โดยแสดง “การคัดค้านอย่างหนักแน่น” ต่อการบังคับให้ชาวปาเลสไตน์ต้องพลัดถิ่น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์หรือโครงสร้างประชากรของดินแดนที่ถูกยึดครอง
นอกจากนี้ กลุ่มยังเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงของอิสราเอลในฉนวนกาซา สนับสนุนการดำเนินงานของ UNRWA หรือสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานแห่งสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ และสนับสนุนให้ปาเลสไตน์ได้รับสถานะสมาชิกเต็มรูปแบบของสหประชาชาติ
แถลงการณ์ยังครอบคลุมประเด็นอื่น ๆ เช่น การขยายระบบชำระเงินข้ามพรมแดนที่ไม่พึ่งพาชาติตะวันตก ความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงการคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรและการขึ้นภาษีฝ่ายเดียว
การประชุมครั้งนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังเดินทางมาด้วยตนเอง โดยผู้นำจีนถึงกรุงนิวเดลีเมื่อวันเสาร์ นับเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกในรอบ 7 ปี ขณะที่สองมหาอำนาจเอเชียกำลังพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน
สีระบุว่า สงครามในตะวันออกกลางไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาคมโลก โดยสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานคำกล่าวของเขาว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางและภูมิภาคอ่าวยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และสงครามได้สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงให้แก่ประชาชนทั่วทั้งภูมิภาค
เขากล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าว “ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศ”
ก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ โมดีได้หารือกับปูติน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะที่การหารือกับเปเซชเคียนมุ่งเน้นไปที่เสรีภาพในการเดินเรือ รวมถึงความปลอดภัยของลูกเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
ผู้นำที่เข้าร่วมการประชุมยังประกอบด้วย ซีริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้, อับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี ประธานาธิบดีอียิปต์, อาบีย์ อาห์เหม็ด นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย และ ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย
ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่ง ชีค คาเลด บิน โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี เป็นตัวแทนเข้าร่วม ขณะที่บราซิล ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง ส่ง เมาโร วิเอรา รัฐมนตรีต่างประเทศ เข้าร่วมแทนประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา
BRICS ซึ่งย่อมาจากชื่อประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้ง ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 ในชื่อ BRIC โดย 4 ประเทศแรก เพื่อเป็นเวทีสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่ต้องการมีบทบาทมากขึ้นในสถาบันระหว่างประเทศซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติตะวันตก ก่อนจะขยายสมาชิกเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
การประชุมสุดยอดครั้งนี้ยังมีผู้นำและผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศสำคัญเข้าร่วมด้วย ทั้งผู้นำองค์การอนามัยโลก (WHO) ผู้นำองค์การการค้าโลก (WTO) และ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ
ระหว่างการประชุมแบบปิด อัล-ซีซี ประธานาธิบดีอียิปต์ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายรักษา “เสถียรภาพและเสรีภาพในการเดินเรือระหว่างประเทศ”
เขาระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลางและผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจโลก การค้า กระแสพลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่าง “ความมั่นคงและการพัฒนา”
อย่างไรก็ตาม BRICS ยังคงเผชิญกับความเห็นต่างภายในกลุ่ม โดยเฉพาะกรณีอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งแม้จะเป็นสมาชิก BRICS เหมือนกัน แต่กลับอยู่คนละฝ่ายในสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล
ในการประชุมสุดยอดเมื่อปีที่แล้ว กลุ่ม BRICS ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นเวลา 12 วัน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ผู้นำและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ BRICS เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับความขัดแย้งดังกล่าวได้
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิก BRICS ต่างคัดค้านมาตรการด้านภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นการบิดเบือนการค้าและไม่สอดคล้องกับกฎขององค์การการค้าโลก
สหรัฐฯ ได้เรียกเก็บภาษีสินค้าจากประเทศสมาชิก BRICS หลายประเทศด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน และบางกรณีเชื่อมโยงการยกเลิกภาษีกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศเป้าหมาย
ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวหาว่า BRICS เป็นกลุ่มที่ “ต่อต้านอเมริกา” และขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงกับประเทศที่เลือกเข้าข้างกลุ่ม