
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันการแข่งขันระหว่าง สหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสงครามการค้าและเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ได้ขยายเข้าสู่สมรภูมิใหม่ นั่นคือ “สงครามปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI” ซึ่งทั้งสองมหาอำนาจต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยี ขยายขีดความสามารถ และพยายามลดการพึ่งพาอีกฝ่าย
แต่ถ้าถาม วันนี้ใครกำลังเป็นฝ่ายนำในสงคราม AI? คำตอบอาจไม่ได้ชัดเจนอย่างที่คิด เพราะแม้สหรัฐฯ จะยังมีความได้เปรียบในหลายด้าน ทั้งบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศด้าน AI ขณะที่จีนก็เร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองอย่างรวดเร็ว พร้อมผลักดันการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ท่ามกลางมาตรการควบคุมการส่งออกและข้อจำกัดจากสหรัฐฯ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากฝั่งจีนจึงยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครสร้าง AI ได้เก่งกว่า แต่ยังเป็นการแข่งขันด้านอำนาจ เทคโนโลยี และความมั่นคงที่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ต้องการเปิดเผยจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองมากเกินไป
ล่าสุด บริษัท AI ชั้นนำของจีนปฏิเสธเข้าพบคณะผู้แทนจาก US-China Economic and Security Review Commission (USCC) ระหว่างการเยือนจีน โดยให้เหตุผลว่ากังวลว่าการพบปะดังกล่าวอาจทำให้บริษัทเสี่ยงถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชี Entity List ซึ่งจะจำกัดความสามารถในการทำธุรกิจกับบริษัทและบุคคลเป้าหมาย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ทั้งสองประเทศกำลังแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อรักษาความได้เปรียบด้าน AI และในอีกด้านหนึ่งก็พยายามเปิดช่องทางพูดคุยเพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันดังกล่าว
Randy Schriver ประธาน USCC เปิดเผยระหว่างการเสวนาที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins ว่า บริษัทจีนบางแห่งมองว่าคณะกรรมาธิการเป็นหน่วยงานที่มีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน และเกรงว่าหากเข้าพบอาจนำไปสู่การถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตร
คณะผู้แทน USCC เดินทางเยือน ปักกิ่ง หางโจว และเซี่ยงไฮ้ในเดือนกรกฎาคม ถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีของจีน
ระหว่างการเดินทาง คณะผู้แทนได้พบเจ้าหน้าที่รัฐบาล นักวิชาการ นักการทูต และตัวแทนภาคธุรกิจ แต่กลับไม่ได้พบกับบริษัท AI ของจีน แม้จะร้องขอเข้าพบบริษัทอย่าง Alibaba และ DeepSeek ในเมืองหางโจว
Chris Slevin สมาชิก USCC ซึ่งร่วมคณะเดินทาง กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจคือความแตกต่างระหว่าง ความมั่นใจของเจ้าหน้าที่จีนเกี่ยวกับศักยภาพด้าน AI กับความลังเลที่จะเปิดให้คณะผู้แทนสหรัฐฯ เข้าถึงบริษัทหรือห้องปฏิบัติการด้าน AI
Schriver กล่าวในทำนองว่า บางครั้ง “สิ่งที่เราไม่ได้รับอนุญาตให้เห็น” ก็สามารถบอกอะไรได้มากเช่นกัน
และนี่เองที่ทำให้คำถามเรื่อง จีนกำลังอยู่ตรงไหนในการแข่งขัน AI กับสหรัฐฯ กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เพราะแม้ในฝั่งสหรัฐฯ จุดแข็งสำคัญยังอยู่ที่บริษัทเทคโนโลยีและ AI ขนาดใหญ่ รวมถึงความสามารถด้านการวิจัย เงินทุน และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI
แต่จีนเลือกเดินอีกเส้นทางด้วยการผลักดัน การพึ่งพาตนเองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐฯ ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์และชิปประสิทธิภาพสูงที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI
แม้การแข่งขันจะร้อนแรง แต่ในระดับรัฐบาล ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งกลับกำลังพยายามเปิดช่องทางเจรจาเรื่อง AI ซึ่งสะท้อนความย้อนแย้งของการแข่งขันครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน
หลิว ฉาง โฆษกสถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า ในฐานะสองมหาอำนาจด้าน AI ของโลก จีนและสหรัฐฯ ควรเพิ่มความร่วมมือ และดำเนินการตามความเข้าใจร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศ
ด้าน Schriver ระบุว่า แม้จะมีความขัดแย้ง แต่เขายังคงมองว่าการรักษาช่องทางสื่อสารระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะเรื่อง AI เป็นสิ่งสำคัญ และมองการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้นในแง่ค่อนข้างมีความหวัง
ขณะนี้ สก๊อต เบสเซนส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดว่าจะนำคณะเจรจากับฝ่ายจีนในประเด็นธรรมาภิบาลด้าน AI ก่อนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในช่วงปลายเดือนนี้
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังเห็นต่างกันในเรื่องขอบเขตของการเจรจา โดยจีนต้องการพูดคุยในวงกว้าง ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการเน้นเรื่องความปลอดภัยของ AI
แต่ขณะที่สหรัฐฯ และจีนกำลังแข่งขันกันเพื่อชิงความเป็นผู้นำด้าน AI คำถามสำคัญที่ตามมาคือ แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสมรภูมินี้ และจะได้ประโยชน์จากการแข่งขันของสองมหาอำนาจมากน้อยแค่ไหน?
ปัจจุบัน ไทยอาจยังไม่ใช่ประเทศที่มีศักยภาพในการสร้าง AI ระดับเดียวกับบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ หรือจีน แต่ไทยกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอีกส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ AI นั่นคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ Data Center
บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดย Amazon Web Services หรือ AWS ประกาศลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในประเทศไทย ขณะที่ Google ประกาศลงทุนอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนา Data Center และ Cloud Region ในประเทศ
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ระหว่างปี 2567-2569 มีโครงการ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท และมีศักยภาพด้าน IT Load รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ โดยมีทั้งนักลงทุนจากไทย จีน สหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ เข้ามาลงทุน
การลงทุนเหล่านี้มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม AI เพราะเบื้องหลังการทำงานของ AI ไม่ได้มีเพียงตัวโมเดล แต่ต้องอาศัยทั้ง Data Center, ชิปประมวลผลหรือ GPU, Cloud, ไฟฟ้า และข้อมูลจำนวนมหาศาล
นั่นหมายความว่า แม้ไทยอาจยังไม่ได้เป็นผู้สร้างโมเดล AI ระดับโลก แต่ก็มีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาเป็น หนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐานและบริการ AI ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไทยจะได้อะไรจากการเป็นฐานโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้?
เพราะการมี Data Center ของบริษัทต่างชาติอยู่ในประเทศ ไม่ได้หมายความว่าไทยจะกลายเป็นผู้นำด้าน AI โดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องการใช้น้ำ ใช้ไฟปริมาณมหาศาลของศูนย์ข้อมูลเหล่านั้น จนนำไปสู่คำถามว่า คุ้มค่าหรือไม่
นอกจากนี้ สิ่งที่ไทยต้องพยายามให้เกิดขึ้นควบคู่กัน คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างบุคลากร AI การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และการสร้างบริษัทเทคโนโลยีของไทยเอง