
สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง และส่งผลทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 โดยปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงเช้าวันพุธที่ 9 ก.ย. หลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียระลอกใหม่ ขณะที่สงครามระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานยังคงขยายวงและส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาค
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าเพิ่มขึ้น 1.57 ดอลลาร์ หรือ 1.6% แตะระดับ 99.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 00.01 น. GMT หรือ 07.01 น. ที่ผ่านมาตามเวลาเช้าในประเทศไทย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 94.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.60 ดอลลาร์ หรือ 1.72%
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นแล้วราว 25% นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม หลังความหวังที่จะบรรลุข้อตกลงยุติสงครามอย่างถาวรซึ่งดำเนินมานาน 6 เดือนเริ่มเลือนหาย ขณะที่สถานการณ์สู้รบกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ของอิหร่าน ระบุว่า ได้โจมตีเรือพิฆาตของสหรัฐฯ 2 ลำ และสิ่งที่อิหร่านระบุว่า เป็นฐานทัพสหรัฐฯ ในเมืองอัลอัซรัก ประเทศจอร์แดน ด้วยขีปนาวุธบอลลิสติก เพื่อตอบโต้การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านโดยสหรัฐฯ
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นกังวลคือสงครามเริ่มขยายออกไปจากอิหร่านอีกครั้ง คล้ายกับช่วงต้นของวิกฤตความไม่สงบครั้งนี้ โดยกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านโจมตี 4 เมืองทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 70 คน และเกิดเพลิงไหม้ลุกลามในสถานที่ติดตั้งด้านพลังงานหลายแห่ง
ขณะเดียวกัน กองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านหลายลำที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC เพื่อตอบโต้ความพยายามของอิหร่านในการโจมตีเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งของสหรัฐฯ หลังจากหยุดปฏิบัติการไป 2 วัน
สื่ออิหร่านรายงานว่าเกิดการโจมตีหลายครั้ง โดยสำนักข่าว Tasnim ระบุว่า ขีปนาวุธของสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านลำหนึ่ง ห่างจากเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่านประมาณ 6 กิโลเมตร ขณะที่สถานีโทรทัศน์ของรัฐรายงานว่า สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำใกล้น่านน้ำเมืองจัสก์ บริเวณอ่าวโอมาน
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านขู่ว่าจะโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในท่าเรือของคูเวตและบาห์เรนเพื่อตอบโต้ พร้อมเตือนให้ลูกเรือในพื้นที่ดังกล่าวอพยพออกจากเรือ ตามแถลงการณ์ที่สื่อของรัฐอิหร่านเผยแพร่
ในซาอุดีอาระเบีย กลุ่มฮูตีซึ่งควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยเมนที่มีประชากรอาศัยอยู่ รวมถึงกรุงซานา ระบุว่าได้เปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่เข้าไปในดินแดนซาอุดีอาระเบีย โดยใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานทัพอากาศซาอุดีอาระเบียในเมืองคามิส มูชัยต์ ทางตอนใต้ รวมถึงโจมตีทรัพย์สินและโครงสร้างด้านน้ำมันของบริษัทน้ำมันแห่งชาติซาอุดีอาระเบียในเมืองอับฮา นาจราน และญาซาน
ภาพถ่ายดาวเทียมของ NASA แสดงให้เห็นกลุ่มควันสีดำหนาทึบปกคลุมเหนือโรงกลั่นน้ำมันในเมืองญาซาน และพบกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากศูนย์กระจายน้ำมันในเมืองอับฮา
ทางการซาอุดีอาระเบียยืนยันว่าเกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่ดังกล่าว และระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 73 คน โดยในจำนวนนี้มีทั้งผู้หญิงและเด็ก จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บที่สูงเช่นนี้สะท้อนว่า การโจมตีครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในการโจมตีซาอุดีอาระเบียครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดสงครามกับอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีภาพจากพื้นที่เกิดเหตุของเมืองต่าง ๆ ในซาอุดีอาระเบียที่สามารถยืนยันได้อย่างอิสระ และไม่สามารถติดต่อพยานในพื้นที่ได้ เนื่องจากซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่สื่อมวลชนถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
สงครามที่ขยายวงในอ่าวเปอร์เซียกำลังกลายเป็นการวัดกำลังระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยทั้งสองฝ่ายต่างหวังว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือของอีกฝ่ายจะบีบให้อีกฝ่ายยอมถอย
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ที่เกี่ยวข้องกับภาคการบินของอิหร่านเมื่อวันอังคาร โดยระบุว่ามีเป้าหมายเพื่อทำให้สายการบินของอิหร่านไม่สามารถดำเนินงานได้
ขณะเดียวกัน วอชิงตันกำลังพยายามเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกด้วยการนำทางเรือให้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ใช้มาตรการปิดกั้นการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน
ด้านเตหะรานประกาศมาตรการใหม่เพื่อปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าจะเปิดเผยรายละเอียดของ “เขตห้ามเดินเรือ” ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่แนวเขตของการปิดล้อมโดยสหรัฐฯ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเข้าไปจนถึงบริเวณอ่าวเปอร์เซีย
สหรัฐฯ ยิงโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้การยิงโจมตีเรือรบสหรัฐฯ ของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านระบุว่าได้ใช้ขีปนาวุธบอลลิสติกชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านยังอ้างว่าสามารถยึดยานใต้น้ำของสหรัฐฯ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยกับ Reuters เมื่อวันอังคารว่า โดรนทางทหารใต้น้ำของสหรัฐฯ เกิดขัดข้องมากกว่า 1 วันก่อนหน้านั้น และยืนยันว่าโดรนดังกล่าวไม่มีอุปกรณ์โซนาร์หรือเรดาร์ที่เป็นข้อมูลลับติดตั้งอยู่
แม้การโจมตีของสหรัฐฯ จะทำให้กองกำลังตามแบบของอิหร่านอ่อนแอลงและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่อิหร่านยังคงมีขีปนาวุธและโดรนที่สามารถโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค รวมถึงโจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
การสู้รบครั้งนี้ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงที่ผลิตจากการกลั่นทั่วโลก ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการเมืองของพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสในเดือนพฤศจิกายน