
ราคาทองคำโลกเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับฐาน หลังพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใกล้ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนสิงหาคม ก่อนแรงส่งของแนวโน้มขาขึ้นจะชะลอลงในช่วงปลายเดือน ท่ามกลางแรงกดดันจากทิศทางอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Bond Yield
ความผันผวนดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเข้าสู่เดือนกันยายน ซึ่งสถิติย้อนหลังสะท้อนว่าเป็นหนึ่งในช่วงที่ราคาทองคำมักเผชิญแรงขายและให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ หรือที่ตลาดเรียกว่า “September Effect”
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ตามฤดูกาลนี้ไม่ได้หมายความว่าแนวโน้มขาขึ้นของทองคำจะสิ้นสุดลง แต่อาจเป็นเพียงช่วงของการขายทำกำไรและพักฐาน ก่อนที่ตลาดจะกลับมาประเมินปัจจัยพื้นฐานรอบใหม่
แม้ภาพระยะสั้นยังเต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่ปัจจัยสนับสนุนทองคำในระยะกลางถึงยาวยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ระดับหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง และแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก จึงทำให้การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในเดือนกันยายนต้องจับตาว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของแนวโน้ม หรือเป็นเพียงช่วงพักตัวของรอบขาขึ้น
“September Effect” เป็นปรากฏการณ์ตามฤดูกาลที่ตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาดหุ้น มักให้ผลตอบแทนอ่อนแอในเดือนกันยายน ขณะที่ข้อมูลย้อนหลังของราคาทองคำก็สะท้อนลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเดือนกันยายนเป็นหนึ่งในเดือนที่ทองคำมักเผชิญแรงขายและให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ ก่อนมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงเดือนถัดไป
อย่างไรก็ตาม สถิติในอดีตไม่สามารถรับประกันทิศทางราคาในอนาคตได้ เนื่องจากราคาทองคำยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินในแต่ละช่วงเวลา “September Effect” จึงควรถูกใช้เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยประกอบการประเมินจังหวะตลาด มากกว่าจะนำมาตัดสินว่ารอบขาขึ้นของทองคำได้สิ้นสุดลงแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง สถิติดังกล่าวอาจสะท้อนว่าเดือนกันยายนเป็นช่วงที่นักลงทุนขายทำกำไรหลังราคาปรับขึ้นมาแรง ส่งผลให้ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น ก่อนที่ตลาดจะกำหนดทิศทางครั้งใหม่จากข้อมูลเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และความเสี่ยงเชิงมหภาคในช่วงปลายปี
แรงกดดันต่อราคาทองคำเริ่มชัดเจนขึ้นหลังเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจประจำปีที่เมืองแจ็กสันโฮลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม โดยระบุว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% และเฟดยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคา
แม้วอร์ชไม่ได้ให้สัญญาณล่วงหน้าอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไป แต่ท่าทีดังกล่าวทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC วันที่ 15-16 กันยายน ส่งผลให้ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น และกดดันราคาทองคำผ่านต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำที่เพิ่มขึ้น
การประชุมครั้งนี้ยังเป็นรอบที่เฟดจะเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจและ Dot Plot ชุดใหม่ ตลาดจึงต้องติดตามทั้งมุมมองของกรรมการเฟด ทิศทางเงินเฟ้อ และข้อมูลตลาดแรงงาน หากข้อมูลเศรษฐกิจยังสะท้อนแรงกดดันด้านราคา และเฟดส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินในระดับเข้มงวด ค่าเงินดอลลาร์และ Bond Yield ก็มีโอกาสทรงตัวในระดับสูง และสร้างแรงกดดันต่อทองคำต่อไป
นอกจากนี้ ตลาดพันธบัตรยังเผชิญความผันผวนจากความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะและภาระการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลัง ซึ่งอาจทำให้ทิศทาง Bond Yield เคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นตลอดเดือนกันยายน
แม้ปัจจัยด้านการเงินจะกดดันทองคำในระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นแรงสนับสนุนในระยะกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งยังส่งผลต่อราคาพลังงานและเพิ่มความเสี่ยงที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะยืดเยื้อ
ระดับหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูงและแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยพยุงราคาในระยะยาว ทำให้การอ่อนตัวของทองคำในเดือนกันยายนยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าปัจจัยสนับสนุนของแนวโน้มขาขึ้นได้หมดลงแล้ว
อีกตัวแปรที่ต้องติดตามคือกระแสการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและ AI หากความเชื่อมั่นต่อหุ้นเติบโตสูงเริ่มลดลง หรือเกิดแรงขายในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง เงินทุนบางส่วนอาจไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ และช่วยลดแรงกดดันจากดอลลาร์และ Bond Yield ได้บางส่วน
ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์ว่า ราคาทองคำอาจยังเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และ Bond Yield ในเดือนกันยายน แต่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าปัจจัยพื้นฐานระยะกลางถึงยาวได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การปรับตัวลงจึงอาจเป็นเพียงช่วงพักฐาน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มหลัก
ในทางเทคนิค ราคาทองคำกลับเข้าสู่ช่วงปรับฐาน หลังหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน หรือ SMA200 อีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคม จากที่เคยปรับขึ้นทะลุเส้นดังกล่าวได้ในช่วงกลางเดือน สะท้อนว่าราคายังมีโอกาสอ่อนตัวต่อในระยะสั้น
แนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,200-4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำแท่งประมาณ 66,500-66,800 บาทต่อบาททองคำ หากราคาสามารถยืนเหนือบริเวณดังกล่าวได้ อาจมีโอกาสเห็นแรงซื้อกลับและการฟื้นตัวในระยะถัดไป ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ประมาณ 4,530 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคากลับขึ้นผ่านระดับนี้ได้อีกครั้ง จะเป็นสัญญาณช่วยยืนยันว่าโมเมนตัมขาขึ้นเริ่มกลับมา
ทิศทางทองคำในช่วงต่อจากนี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “September Effect” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาทั้งผลประชุม FOMC ทิศทาง Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ และโครงสร้างทางเทคนิคควบคู่กัน หากแนวรับสำคัญยังรักษาไว้ได้ และแรงหนุนจากภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะ และการซื้อทองคำของธนาคารกลางยังดำเนินต่อไป การปรับฐานในเดือนกันยายนก็อาจเป็นเพียงช่วงพักตัวของแนวโน้มใหญ่ มากกว่าจะเป็นสัญญาณสิ้นสุดของรอบขาขึ้น