
ในฐานะผู้นำรุ่นที่ 3 ของเกาหลีเหนือ คิม จองอึน สืบทอดการปกครองประเทศต่อจากผู้เป็นพ่อ คิม จองอิลตั้งแต่ปี 2011 ผ่านมา 15 ปี เราพบเห็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างรุ่นพ่อและรุ่นลูก โดยเฉพาะในแง่ของความเข้มข้นในการดำเนินนโยบาย “นิวเคลียร์”
เราพบเห็นทะเยอทะยานกว่าพ่ออย่างคิม จองอิลค่อนข้างชัด แต่มีจุดสำคัญประการหนึ่งคือ คิม จองอิลอาจจะเป็นคนวางรากฐาน ส่วนคิม จองอึนเป็นคนเร่งเครื่องและทำให้มันกลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของรัฐ
ในสมัยของคิม จองอิล นิวเคลียร์ยังถูกใช้เป็นทั้ง “อาวุธป้องกันตัว” และ “ไพ่ต่อรองทางการทูต” ด้วย เห็นได้จากการที่เกาหลีเหนือเคยยอมตกลงจำกัดหรือหยุดกิจกรรมนิวเคลียร์บางส่วน เพื่อแลกกับความช่วยเหลือและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น Agreed Framework ปี 1994 และข้อตกลงต่าง ๆ ในเวลาต่อมา
แต่เมื่อมาถึงยุคคิม จองอึน แนวคิดเปลี่ยนไป เพราะเขาไม่ได้มองนิวเคลียร์เป็นแค่ “ไพ่บนโต๊ะเจรจา” อีกต่อไป แต่พยายามทำให้มันเป็น เสาหลักถาวรของความมั่นคงและอัตลักษณ์ของประเทศ ถึงขั้นประกาศสถานะรัฐนิวเคลียร์และเดินหน้าพัฒนาอาวุธอย่างต่อเนื่อง
Spotlight ชวนวิเคราะห์ความทะเยอทะยานของคิม จองอึน ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ และปัญหาของประชาชน ซึ่งดูเหมือนว่า จะไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ท่านผู้นำจะนำไปพิจารณาก่อนวางนโยบายนิวเคลียร์
หากพิจารณาจากการทดลองนิวเคลียร์ ก็คงจะตอบได้ว่า นิวเคลียร์ในยุคคิม จองอึนมีความสำคัญอย่างมาก เพราะในยุคคิม จองอิลเป็นผู้นำ เกาหลีเหนือทดลองนิวเคลียร์ 2 ครั้ง ในปี 2006 และ 2009 ขณะที่ คิม จองอึนเป็นผู้นำในอีก 4 ครั้งถัดมา คือ 2013, 2016 สองครั้ง และ 2017 ซึ่งครั้งหลังสุดมีขนาดการระเบิดสูงกว่าการทดสอบก่อนหน้ามาก
นอกจากนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศเข้าประจำการเรือพิฆาต คัง กอน (Kang Kon) ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพเรือเกาหลีเหนือที่เมืองท่าวอนซานทางชายฝั่งตะวันออกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 กันยายน 2569) ในพิธีที่มีคิม จองอึน และคิม จูแอ ลูกสาววัยรุ่นของเขาเข้าร่วม
เรือ คัง กอน และเรือพิฆาต ชเว ฮยอน (Choe Hyon) ซึ่งเข้าประจำการเมื่อเดือนมิถุนายน ต่างเป็นเรือพิฆาตขนาด 5,000 ตัน ที่ติดตั้งขีปนาวุธซึ่งสามารถรองรับศักยภาพด้านนิวเคลียร์ ทำให้ทั้งสองลำกลายเป็น เรือรบที่ทันสมัยที่สุดของเกาหลีเหนือ
ในการกล่าวสุนทรพจน์ระหว่างพิธี คิม จองอึน ระบุว่า การนำเรือพิฆาตทั้งสองลำเข้าประจำการติดต่อกันได้สร้างความหวาดกลัวให้กับฝ่ายศัตรู เนื่องจากการติดอาวุธนิวเคลียร์ให้กับกองทัพเรือเกาหลีเหนือทำให้ประเทศสามารถใช้ศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ได้อย่างหลากหลายและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
คิมกล่าวว่า ความกังวลของฝ่ายศัตรูจะเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมเรียกร้องให้เกาหลีเหนือสร้าง ระบบยับยั้งทางนิวเคลียร์ที่ทรงพลังและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถนำระบบอาวุธนิวเคลียร์ที่หลากหลายมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับขีดความสามารถทางทหารสำหรับการป้องกันและยับยั้งภัยคุกคามทางทะเล
KCNA ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเรือคัง กอนติดตั้งระบบอาวุธใดบ้าง แต่ระบุว่าเรือลำนี้มีระบบต่าง ๆ เช่นเดียวกับเรือชเว ฮยอน
รายงานก่อนหน้านี้ของ KCNA ระบุว่า เรือพิฆาตชั้นชเว ฮยอนสามารถติดตั้งอาวุธได้หลากหลายประเภท รวมถึงขีปนาวุธที่นักวิเคราะห์เชื่อว่าสามารถ ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้
คิมยังระบุด้วยว่า เขาจะเผยให้เห็น ก้าวใหม่ของการเสริมกำลังทางเรือของเกาหลีเหนือภายในอีก 8 เดือน แม้ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
นอกจากนี้ เขายังเปิดเผยว่าเกาหลีเหนือกำลังเดินหน้าก่อสร้างฐานทัพเรือบริเวณชายฝั่งตะวันออก พร้อมมีแผนจัดตั้งหน่วยเรือใหม่ ๆ และพัฒนาเรือรบหลายประเภท
ขณะที่ในวันจันทร์ (7 กันยายน 2569) สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นมีกำหนดเริ่มการซ้อมรบร่วม Freedom Edge เป็นเวลา 5 วัน ในน่านน้ำนอกชายฝั่งเกาะเชจู ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้
กองทัพเกาหลีใต้ระบุเมื่อไม่นานมานี้ว่า การซ้อมรบดังกล่าวมีลักษณะ เชิงป้องกัน และมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือกล่าวหาว่า สหรัฐฯ แสดงท่าทีเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนืออย่างชัดเจนมากขึ้น โดยยกตัวอย่างการซ้อมรบ Freedom Edge รวมถึงคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ระบุว่าสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นต่อเป้าหมายในการ ปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือโดยสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม กองทัพสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ยุติการซ้อมรบประจำปี Ulchi Freedom Shield เร็วกว่ากำหนดเดิมถึง 6 วัน หลังทรัมป์กล่าวว่าเขาสั่งให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ “ลดขนาดการซ้อมรบลงอย่างมาก”
ทรัมป์ให้เหตุผลว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคิม จองอึน ขณะที่เกาหลีเหนือมองว่าการซ้อมรบดังกล่าวเป็น การซ้อมเพื่อเตรียมการบุกเกาหลีเหนือ
อย่างไรก็ตาม คิม โยจอง น้องสาวของคิม จองอึน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความพยายามเข้าหาของทรัมป์ โดยกล่าวว่า การลดระยะเวลาการซ้อมรบเพียงอย่างเดียวไม่ได้เปลี่ยนแปลง “ลักษณะที่ยั่วยุและก้าวร้าว” ของการซ้อมรบ
หลังจากนั้น เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ประมาณ 10 ลูกลงสู่ทะเล ซึ่งดูเหมือนเป็นการตอบสนองตามคำเตือนก่อนหน้านี้ว่า จะตอบโต้การซ้อมรบของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้
ก่อนหน้านี้ คิม จองอึน เคยกล่าวว่า เขาอาจกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา หากสหรัฐฯ ยกเลิกสิ่งที่เขาเรียกว่า “นโยบายเป็นปฏิปักษ์” ต่อเกาหลีเหนือ และยอมรับสถานะของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งนั่นตอกย้ำว่า คิม จองอึนทะเยอทะยานในนิวเคลียร์เพียงใด
การเจรจาระหว่างคิมกับทรัมป์ในอดีตล้มเหลวในปี 2019 หลังทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ว่า เกาหลีเหนือควรได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากเพียงใด เพื่อแลกกับการดำเนินการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในระดับจำกัด
แต่ในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญมองว่า คิม จองอึนอาจมีอำนาจต่อรองมากกว่าในอดีต เนื่องจากโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมีความก้าวหน้ามากขึ้น ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของเปียงยางกับทั้ง รัสเซียและจีน ก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เศรษฐกิจเกาหลีเหนือกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปิดพรมแดนในช่วงโควิด-19 โดยข้อมูลจาก Korea Development Institute หรือ KDI ระบุว่า ในช่วงปี 2025 ต่อเนื่องถึงปี 2026 ภาคการผลิต อุตสาหกรรม และเกษตรกรรมของเกาหลีเหนือเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าทุ่มทรัพยากรเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจที่รัฐให้ความสำคัญ รวมถึงโครงการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
อีกปัจจัยสำคัญคือการกลับมาของการค้ากับจีน ซึ่งฟื้นตัวขึ้นจนเข้าใกล้ระดับก่อนช่วงมาตรการคว่ำบาตร ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซียก็แน่นแฟ้นขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมและการทหาร ทำให้เกาหลีเหนือมีช่องทางทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศเพิ่มขึ้น และลดการพึ่งพาช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว
แต่แม้เศรษฐกิจในระดับรัฐจะดูดีขึ้น ภาพที่เกิดขึ้นกับประชาชนกลับไม่ได้เป็นบวกทั้งหมด เพราะค่าเงินวอนเกาหลีเหนือยังอ่อนค่าลง ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนถูกกดดัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังเพิ่มการควบคุมตลาดและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชน ทำให้ผลประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ได้กระจายลงสู่ภาคครัวเรือนอย่างเต็มที่
ดังนั้น ภาพเศรษฐกิจเกาหลีเหนือในปี 2026 จึงเป็นการฟื้นตัวที่มีทั้งด้านบวกและด้านเปราะบาง กล่าวคือ ภาคเศรษฐกิจที่รัฐควบคุมกำลังขยายตัว การค้ากับจีนและความร่วมมือกับรัสเซียช่วยเพิ่มแรงส่งให้เศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาค่าเงิน เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ คำถามต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจเกาหลีเหนือจะฟื้นตัวได้หรือไม่ แต่คือการฟื้นตัวนั้นจะสามารถส่งต่อไปถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนได้มากแค่ไหน
https://www.cfr.org/articles/north-korean-nuclear-negotiations?utm_source=chatgpt.com