Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เงินเฟ้อส.ค.เพิ่ม 2.53% น้ำมัน-อาหารยังแพง ระวังเอลนีโญทำของสดราคาพุ่ง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เงินเฟ้อส.ค.เพิ่ม 2.53% น้ำมัน-อาหารยังแพง ระวังเอลนีโญทำของสดราคาพุ่ง

7 ก.ย. 69
14:13 น.
แชร์

กระทรวงพาณิชย์แถลงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 โดยนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 102.67 เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ 101.14 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นร้อยละ 2.53

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในต่างประเทศที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงมีอยู่มาก รวมถึงปัจจัยเพิ่มเติมจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งล้วนส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น 

ขณะเดียวกันราคาอาหารสำเร็จรูปก็ปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้างด้วยอัตราที่ค่อนข้างสูง แต่ขณะนี้เริ่มชะลอตัวลงและมีแนวโน้มที่จะทรงตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการปรับตัวขึ้นของราคาอาหารสด ได้แก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ประกอบกับสภาพอากาศที่มีความแปรปรวน

ราคาสินค้ารายหมวด: ตัวขับเคลื่อนเงินเฟ้อเดือนสิงหาคม

เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2568 หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้นร้อยละ 2.99 ตามการสูงขึ้นของราคาสินค้ากลุ่มข้าวราดแกง ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ แตงกวา ต้นหอม และส้มเขียวหวาน ขณะที่สินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ ข้าวสารเหนียว กะหล่ำปลี ขิง และกระเทียม 

ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้นร้อยละ 2.23 จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ คือ น้ำมันเชื้อเพลิงและค่าโดยสารสาธารณะ รวมถึงค่าเช่าบ้าน ขณะที่สินค้าที่ราคาลดลง ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าห้องพักโรงแรม น้ำยาล้างห้องน้ำ สบู่ถูตัว และแชมพู

โดยสรุป สินค้าและบริการที่นำมาคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปมีทั้งสิ้น 464 รายการ เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2568 พบว่ามีสินค้าราคาสูงขึ้น 310 รายการ สินค้าราคาไม่เปลี่ยนแปลง 31 รายการ และสินค้าราคาลดลง 123 รายการ

เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2569 สูงขึ้นร้อยละ 0.56 ซึ่งเป็นผลมาจากหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้นร้อยละ 0.78 จากราคาสินค้าบางประเภท เช่น ข้าวราดแกง ข้าวสารเจ้า เนื้อสุกร และไก่สด ในขณะที่สินค้าราคาปรับลดลง ได้แก่ กะหล่ำปลี ผักคะน้า น้ำมันพืช และซีอิ๊ว 

สำหรับหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้นร้อยละ 0.43 จากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเช่าบ้าน และค่าจ้างเหมาค่าซ่อมแซมบ้าน ในขณะที่สินค้าราคาปรับลดลง ได้แก่ ค่าโดยสารเครื่องบิน น้ำมันหล่อลื่น และผลิตภัณฑ์ซักผ้า

โดยสรุป จากสินค้าบริการที่นำมาคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปทั้งสิ้น 464 รายการ เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2569 มีสินค้าราคาสูงขึ้น 226 รายการ สินค้าราคาไม่เปลี่ยนแปลง 129 รายการ และสินค้าราคาลดลง 119 รายการ

เงินเฟ้อพื้นฐาน ภาพรวมเฉลี่ย 8 เดือน เงินเฟ้อรายภูมิภาค และเปรียบเทียบต่างประเทศ

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย 8 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงขึ้นร้อยละ 1.37

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นการหักปัจจัยภายนอกกลุ่มอาหารสดและพลังงานออก เดือนสิงหาคม 2569 เท่ากับ 102.97 เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมปีที่แล้วซึ่งเท่ากับ 101.51 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้นร้อยละ 1.44 และเมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2569 สูงขึ้นร้อยละ 0.2 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเฉลี่ย 8 เดือนของปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้นร้อยละ 0.94

เมื่อพิจารณาดัชนีราคาผู้บริโภคแยกรายภูมิภาค พบว่าเงินเฟ้อสูงขึ้นในทุกภาค โดยภาคใต้สูงสุดที่ร้อยละ 2.85 รองลงมาเป็นภาคกลางที่ร้อยละ 2.81 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 2.43 กรุงเทพฯและปริมณฑลสูงขึ้นร้อยละ 2.38 และภาคเหนือสูงขึ้นร้อยละ 2.21 

สำหรับราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในทุกภาค ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ กับข้าวสำเร็จรูป ค่าเช่าบ้าน และรถยนต์ ส่วนสินค้าที่ปรับตัวลดลงในทุกภูมิภาค ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าจ้างเหมาซ่อมแซมบ้าน น้ำหอม สบู่ถูตัว แชมพู และค่าที่พักแรม

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยใช้ข้อมูลเดือนล่าสุดที่มีคือเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก ไทยอยู่อันดับที่ 31 จาก 135 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และอยู่อันดับที่ 3 ของอาเซียนจาก 8 ประเทศที่ประกาศตัวเลข 

ประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าไทยมี 2 ประเทศ ได้แก่ ติมอร์-เลสเต ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 0.5 และมาเลเซียซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 1.8 ส่วนประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าไทยมี 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ที่ร้อยละ 2.2 อินโดนีเซียที่ร้อยละ 2.88 เวียดนามที่ร้อยละ 4.45 ฟิลิปปินส์ที่ร้อยละ 6.2 และ สปป.ลาว ที่ร้อยละ 7.6

แนวโน้มไตรมาส 4 และปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม: น้ำมัน อาหารจานเดียว และเอลนีโญ

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกันยายน 2569 กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะยังคงมีแรงส่งให้เป็นอัตราบวกอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสนับสนุนเงินเฟ้อทั่วไปที่คาดการณ์ไว้มี 4 ประการ ได้แก่ 

  • ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ยังทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 
  • ราคาอาหารสำเร็จรูปที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้าง แต่ขณะนี้เริ่มทรงตัวแม้จะยังคงมีผลอยู่
  • ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง 
  • ราคาผักสด ผลไม้สด ไข่ไก่ และไข่สด ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามสภาพอากาศที่เกิดขึ้น

ในทางกลับกัน ปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงมี 2 ประการ คือ 

  • ค่ากระแสไฟฟ้ารอบเดือนกันยายน-ธันวาคม ปรับลดลงเหลือหน่วยละ 3.86 บาท ซึ่งต่ำกว่ารอบก่อนหน้าที่อยู่ที่หน่วยละ 3.95 บาท
  • ราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นแชมพูหรือสบู่ ที่มีการปรับตัวลดลงจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง 

จากปัจจัยดังกล่าวในภาพรวม กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.5-2.5 โดยมีค่ากลางประมาณร้อยละ 2

ในช่วงถาม-ตอบ ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่า CPI เดือนนี้ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่ลดลง จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้แนวโน้มจากนี้ไปเป็นขาขึ้นหรือไม่ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าตอบว่ามีโอกาส โดยชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งทางตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ทำให้มีแนวโน้มที่ค่าน้ำมันจะทรงตัวหรือสูงกว่านี้ และเมื่อเทียบกราฟราคาน้ำมันช่วงเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคมของปีที่แล้วกับปีนี้ จะเห็นว่าเทรนด์ของปีที่แล้วลงค่อนข้างต่ำ ขณะที่ปีนี้เทรนด์สูงหรือทรงตัวขึ้น 

แนวโน้มเหล่านี้หมายความว่าอัตราเงินเฟ้อจากนี้ถึงปลายปีคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 กว่า โดยประเมินว่าไตรมาสที่ 3 จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.37 และไตรมาสที่ 4 หากความขัดแย้งยังคงมีอยู่ อาจอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.7 แต่ยังไงก็ตามยังคงอยู่ใกล้กรอบร้อยละ 1.5-2.5

เมื่อถูกถามถึงการติดตามความเสี่ยงของกลุ่มสินค้าที่อาจมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี ผู้อำนวยการฯ ระบุว่ามี 2 ปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม คือ การส่งผ่านต้นทุนราคาสินค้า และเรื่องภูมิอากาศจากเอลนีโญ สำหรับการส่งผ่านราคาสินค้าที่ผ่านมา หลัก ๆ เป็นเรื่องของอาหารจานเดียว โดยจากการติดตามราคาอาหารจานเดียว 1,544 รายการทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม 2569 พบว่ารายการที่ปรับราคาขึ้นมีอยู่ต่อเนื่อง โดยบางรายการปรับขึ้นจากราคา 40 กว่าบาทไปเป็น 50 บาทก็มี 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจำนวนรายการอาหารจานเดียว (จากการวัด 7 เมนู ครอบคลุมทั้งสิ้น 1,544 รายการทั่วประเทศ) ที่มีการปรับราคาขึ้น พบว่าเทรนด์ของจำนวนรายการที่ราคาขึ้นเริ่มลดลง ซึ่งหมายความว่าการส่งผ่านต้นทุนไปสู่อาหารจานเดียวเริ่มลดลง กล่าวคือยังคงปรับขึ้นแต่ชะลอตัวลงมากและเริ่มทรงตัว โดยอาหารจานเดียวมีสัดส่วนในเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 15 กว่า ดังนั้นการส่งผ่านต้นทุนในส่วนนี้จึงไม่ได้กระทบเงินเฟ้อมากนัก ขณะที่สิ่งที่กระทบเงินเฟ้อมากกว่าคือเรื่องราคาน้ำมัน

ส่วนปัจจัยเอลนีโญ ผู้อำนวยการฯ ระบุว่าจากการประเมินสถานการณ์เอลนีโญที่ผ่านมา 3 ครั้ง คือ ปี 2558 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 14 เดือน ปี 2561 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 7 เดือน และปี 2565 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 9 เดือน โดยปัจจุบันประเมินว่าเอลนีโญกำลังแรง (สตรองเอลนีโญ) จะเกิดขึ้นประมาณเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมกราคม 

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจาก past performance หรือผลการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าในช่วงเอลนีโญ 3 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าการขึ้นลงของราคาสินค้าแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านอกจากปัจจัยภูมิอากาศแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่กระทบต่อการขึ้นหรือลงของเงินเฟ้อในแต่ละสินค้าด้วย 

สินค้าที่ถูกยกตัวอย่างว่ามีศักยภาพที่จะได้รับผลกระทบหากเกิดเอลนีโญและภูมิอากาศมีปัญหา คือกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศอย่างที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว (ผักสด ผลไม้สด ไข่ไก่ และไข่สด) แต่ก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน เนื่องจากจากประวัติศาสตร์ 3 ครั้งที่ผ่านมาไม่ใช่ทุกรายการที่ราคาจะปรับขึ้น ทั้งนี้ ผู้อำนวยการฯ เน้นย้ำว่าในช่วงปลายปี ปัจจัยที่จะมีผลกระทบหลักคือเรื่องน้ำมันและเอลนีโญ

เมื่อถูกถามถึงสมมติฐานของตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อไตรมาส 4 ที่ร้อยละ 2.70 ผู้อำนวยการฯ อธิบายว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจาก 2 ส่วนตามที่อธิบายไปแล้ว คือหากเทียบกราฟของปีที่แล้ว หัวของราคาน้ำมันตกลง แต่ปีนี้ความขัดแย้งเพิ่มขึ้น หัวของราคาน้ำมันจึงเริ่มผงกขึ้น ดังนั้นตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยของ 3 เดือนสุดท้าย หรือไตรมาส 4 ที่ร้อยละ 2.7 จึงหมายความว่าแนวโน้มมองว่าเงินเฟ้อจะขึ้นจากต้นทุนพลังงาน เนื่องจากความขัดแย้งยังไม่สงบ และหากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อก็มีสิทธิ์เพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

สำหรับสถานการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผู้อำนวยการฯ ระบุว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง โดยอยู่ที่ระดับ 49.5 ซึ่งเป็นการปรับตัวลงจากกราฟที่ผ่านมา โดยหลักการคือมาตรการของภาครัฐที่ตอนนี้เริ่มซาลง ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้เพิ่มขึ้นมี 2 ปัจจัย คือ การใช้จ่ายของภาครัฐ (Government Spending) เมื่องบประมาณได้รับการอนุมัติ และสอง มาตรการอื่น ๆ ของภาครัฐที่จะตามมา โดยเมื่อพิจารณาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในปัจจุบัน หลัก ๆ คือเรื่องเศรษฐกิจไทย รองลงมาเป็นเรื่องน้ำมัน และเศรษฐกิจโลกที่มีผลบ้าง 

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการฯ ระบุว่าเคยมีช่วงหนึ่งที่ดัชนีความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับที่ดี คือช่วงที่ตัวเลขอยู่ที่ 51.1 ซึ่งเป็นช่วงที่ความกังวลเรื่องน้ำมันมีมาก แต่ความกังวลด้านเศรษฐกิจน้อยลง อันเป็นผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในขณะนั้น

เมื่อถูกถามว่าโครงการไทยช่วยไทยที่กำลังจะสิ้นสุดลง จะส่งผลกดเงินเฟ้อหรือทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นหรือลดลง ผู้อำนวยการฯ ตอบว่าสิ่งที่สำคัญของโครงการนี้คือการกระตุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส่วนผลกระทบต่อเงินเฟ้อในขณะนี้ไม่มาก และหากมีก็ไม่เยอะ เนื่องจากเหตุผลหลักคือการส่งผ่านต้นทุนได้ขึ้นมาเยอะในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบและทำให้มีการซื้อมากขึ้น จึงไม่ได้ส่งผลกระทบมากต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้น

ส่วนคำถามที่ว่าโครงการไทยเที่ยวไทยจะมีผลต่อความเชื่อมั่นและเงินเฟ้อหรือไม่ ผู้อำนวยการฯ ชี้ว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะมีผลบ้าง แต่จะไม่เท่ากับมาตรการอื่น ๆ ที่ผ่านมา ขณะที่ผลกระทบต่อเงินเฟ้อนั้น ภาคที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง โดยจะเห็นว่าขณะนี้ภาคใต้มีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัสและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวก็มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ในความเห็นของผู้อำนวยการฯ ที่ผ่านมามาตรการเหล่านี้ไม่ได้กระตุ้นให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากนัก หากมีผลก็เพียงเล็กน้อย

เมื่อถูกถามต่อว่าเหตุใดในเดือนสิงหาคมที่ระบุว่าโครงการไทยช่วยไทยมีผลกระตุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่ตัวเลขความเชื่อมั่นกลับตกลง จึงหมายความว่าไม่จำเป็นต้องต่อโครงการในเฟส 3 ใช่หรือไม่ ผู้อำนวยการฯ อธิบายว่ามองเป็น 2 ประเด็น คือ 

  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้นมีผลแน่นอนแต่เป็นผลในระยะสั้น
  • ในระยะยาว โครงการไทยช่วยไทยพลัสทุกครั้งหากพิจารณาการอัดฉีดเงิน (Inject) เข้าไปในระบบและเข้าสู่กระเป๋าเงินของประชาชนเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย (Spending) นั้นจะเห็นผลในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะตามมาด้วยความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น การส่งออกที่ดีขึ้น และการลงทุนที่ดีขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ในระยะยาวจะช่วยกระตุ้นให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสูงขึ้น แต่จะไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว


แชร์
เงินเฟ้อส.ค.เพิ่ม 2.53% น้ำมัน-อาหารยังแพง ระวังเอลนีโญทำของสดราคาพุ่ง