
เงินเฟ้อไทยเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้น 2.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและอาหารยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อค่าครองชีพ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือ Headline CPI อยู่ที่ 102.67 เพิ่มขึ้นจาก 100.14 ในเดือนสิงหาคม 2568 ขณะที่เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2569 ดัชนีเพิ่มขึ้น 0.56% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 1.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แรงกดดันด้านราคามาจากน้ำมันเชื้อเพลิงในต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และปฏิบัติการทางทหาร ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับขึ้นเป็นวงกว้าง แม้การขึ้นราคาเริ่มชะลอลงและมีแนวโน้มทรงตัว
ส่วนอาหารสดบางประเภท เช่น ไก่สด ผักสด และผลไม้สด มีราคาสูงขึ้น โดยมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสและสภาพอากาศแปรปรวนเป็นปัจจัยประกอบ
สำหรับช่วงที่เหลือของปี กระทรวงพาณิชย์คาดว่าเงินเฟ้อจะยังเป็นบวก โดยต้องติดตามราคาพลังงาน การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า และผลกระทบจากเอลนีโญที่อาจทำให้อาหารบางประเภทแพงขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงฯ ยังคงกรอบคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2569 ไว้ที่ 1.5-2.5% ค่ากลาง 2% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาอยู่ที่ 49.5 ตามแรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐที่เริ่มอ่อนลง โดยการใช้จ่ายภาครัฐและมาตรการเพิ่มเติมจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป
เมื่อแยกตามหมวดสินค้าและบริการ พบว่าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีราคาสูงขึ้น 2.99% จากเดือนสิงหาคมปีก่อน โดยสินค้าที่ปรับขึ้น ได้แก่ ข้าวราดแกง ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ แตงกวา ต้นหอม และส้มเขียวหวาน ขณะที่สินค้าบางรายการยังมีราคาลดลง ได้แก่ ข้าวสารเหนียว กะหล่ำปลี ขิง และกระเทียม
ส่วนหมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 2.23% โดยมีราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะ และค่าเช่าบ้านเป็นรายการสำคัญที่ปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าและบริการที่ราคาลดลงและช่วยลดแรงกดดันต่อดัชนี เช่น ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าห้องพักโรงแรม น้ำยาล้างห้องน้ำ สบู่ถูตัว และแชมพู
จากสินค้าและบริการทั้งหมด 464 รายการที่ใช้คำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป มีรายการที่ราคาสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 310 รายการ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 31 รายการ และราคาลดลง 123 รายการ โดยการปรับขึ้นครอบคลุมทั้งอาหาร พลังงาน ค่าเดินทาง และค่าเช่าที่อยู่อาศัย
หากเปลี่ยนมาเปรียบเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2569 หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 0.78% จากการปรับขึ้นของข้าวราดแกง ข้าวสารเจ้า เนื้อสุกร และไก่สด ขณะที่กะหล่ำปลี ผักคะน้า น้ำมันพืช และซีอิ๊วมีราคาลดลง การเคลื่อนไหวของราคาอาหารจึงมีทั้งรายการที่เพิ่มขึ้นและลดลง แต่โดยรวมราคาของหมวดนี้ยังสูงกว่าเดือนก่อน
ด้านหมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 0.43% จากเดือนกรกฎาคม โดยมีน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเช่าบ้าน และค่าจ้างเหมาซ่อมแซมบ้านเป็นรายการที่ราคาสูงขึ้น ส่วนค่าโดยสารเครื่องบิน น้ำมันหล่อลื่น และผลิตภัณฑ์ซักผ้ามีราคาลดลง ทั้งสองหมวดส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.56% จากเดือนก่อน
สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน หรือ Core CPI ซึ่งไม่รวมอาหารสดและพลังงาน อยู่ที่ 102.97 เพิ่มขึ้นจาก 101.51 ในเดือนสิงหาคม 2568 คิดเป็นอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 1.44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.20% จากเดือนกรกฎาคม 2569 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 0.94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568
เมื่อพิจารณารายภูมิภาค ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในทุกพื้นที่ โดยภาคใต้มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดที่ 2.85% รองลงมาคือภาคกลาง 2.81% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.43% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 2.38% และภาคเหนือ 2.21%
สินค้าและบริการที่ราคาสูงขึ้นในทุกภูมิภาค ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ กับข้าวสำเร็จรูป ค่าเช่าบ้าน และรถยนต์ ส่วนรายการที่ราคาลดลงในทุกภูมิภาค ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าจ้างเหมาซ่อมแซมบ้าน น้ำหอม สบู่ถูตัว แชมพู และค่าพักค้างแรม โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับการเปรียบเทียบกับต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ใช้ข้อมูลล่าสุดที่มีในขณะแถลง คือข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นอันดับที่ 31 จาก 135 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนจาก 8 ประเทศที่มีข้อมูล
ประเทศในอาเซียนที่มีเงินเฟ้อต่ำกว่าไทยในเดือนดังกล่าวมี 2 ประเทศ ได้แก่ ติมอร์เลสเตที่ 0.5% และมาเลเซียที่ 1.8% ส่วนอีก 5 ประเทศมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าไทย ได้แก่ สิงคโปร์ 2.2% อินโดนีเซีย 2.88% เวียดนาม 4.45% ฟิลิปปินส์ 6.2% และ สปป.ลาว 7.6% ทั้งนี้ การจัดอันดับดังกล่าวเป็นข้อมูลเดือนกรกฎาคม แยกจากตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือนสิงหาคมที่เพิ่งประกาศ
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกันยายน 2569 กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะยังคงมีแรงส่งให้เป็นอัตราบวกอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสนับสนุนเงินเฟ้อทั่วไปที่คาดการณ์ไว้มี 4 ประการ ได้แก่
ในทางกลับกัน ปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงมี 2 ประการ คือ
จากปัจจัยดังกล่าวในภาพรวม กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.5-2.5 โดยมีค่ากลางประมาณร้อยละ 2
ในช่วงถาม-ตอบ ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่า CPI เดือนนี้ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่ลดลง จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้แนวโน้มจากนี้ไปเป็นขาขึ้นหรือไม่ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าตอบว่ามีโอกาส โดยชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งทางตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ทำให้มีแนวโน้มที่ค่าน้ำมันจะทรงตัวหรือสูงกว่านี้ และเมื่อเทียบกราฟราคาน้ำมันช่วงเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคมของปีที่แล้วกับปีนี้ จะเห็นว่าเทรนด์ของปีที่แล้วลงค่อนข้างต่ำ ขณะที่ปีนี้เทรนด์สูงหรือทรงตัวขึ้น
แนวโน้มเหล่านี้หมายความว่าอัตราเงินเฟ้อจากนี้ถึงปลายปีคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 กว่า โดยประเมินว่าไตรมาสที่ 3 จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.37 และไตรมาสที่ 4 หากความขัดแย้งยังคงมีอยู่ อาจอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.7 แต่ยังไงก็ตามยังคงอยู่ใกล้กรอบร้อยละ 1.5-2.5
เมื่อถูกถามถึงการติดตามความเสี่ยงของกลุ่มสินค้าที่อาจมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี ผู้อำนวยการฯ ระบุว่ามี 2 ปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม คือ การส่งผ่านต้นทุนราคาสินค้า และเรื่องภูมิอากาศจากเอลนีโญ สำหรับการส่งผ่านราคาสินค้าที่ผ่านมา หลัก ๆ เป็นเรื่องของอาหารจานเดียว โดยจากการติดตามราคาอาหารจานเดียว 1,544 รายการทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม 2569 พบว่ารายการที่ปรับราคาขึ้นมีอยู่ต่อเนื่อง โดยบางรายการปรับขึ้นจากราคา 40 กว่าบาทไปเป็น 50 บาทก็มี
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจำนวนรายการอาหารจานเดียว (จากการวัด 7 เมนู ครอบคลุมทั้งสิ้น 1,544 รายการทั่วประเทศ) ที่มีการปรับราคาขึ้น พบว่าเทรนด์ของจำนวนรายการที่ราคาขึ้นเริ่มลดลง ซึ่งหมายความว่าการส่งผ่านต้นทุนไปสู่อาหารจานเดียวเริ่มลดลง กล่าวคือยังคงปรับขึ้นแต่ชะลอตัวลงมากและเริ่มทรงตัว โดยอาหารจานเดียวมีสัดส่วนในเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 15 กว่า ดังนั้นการส่งผ่านต้นทุนในส่วนนี้จึงไม่ได้กระทบเงินเฟ้อมากนัก ขณะที่สิ่งที่กระทบเงินเฟ้อมากกว่าคือเรื่องราคาน้ำมัน
ส่วนปัจจัยเอลนีโญ ผู้อำนวยการฯ ระบุว่าจากการประเมินสถานการณ์เอลนีโญที่ผ่านมา 3 ครั้ง คือ ปี 2558 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 14 เดือน ปี 2561 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 7 เดือน และปี 2565 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 9 เดือน โดยปัจจุบันประเมินว่าเอลนีโญกำลังแรง (สตรองเอลนีโญ) จะเกิดขึ้นประมาณเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมกราคม
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจาก past performance หรือผลการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าในช่วงเอลนีโญ 3 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าการขึ้นลงของราคาสินค้าแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านอกจากปัจจัยภูมิอากาศแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่กระทบต่อการขึ้นหรือลงของเงินเฟ้อในแต่ละสินค้าด้วย
สินค้าที่ถูกยกตัวอย่างว่ามีศักยภาพที่จะได้รับผลกระทบหากเกิดเอลนีโญและภูมิอากาศมีปัญหา คือกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศอย่างที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว (ผักสด ผลไม้สด ไข่ไก่ และไข่สด) แต่ก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน เนื่องจากจากประวัติศาสตร์ 3 ครั้งที่ผ่านมาไม่ใช่ทุกรายการที่ราคาจะปรับขึ้น ทั้งนี้ ผู้อำนวยการฯ เน้นย้ำว่าในช่วงปลายปี ปัจจัยที่จะมีผลกระทบหลักคือเรื่องน้ำมันและเอลนีโญ
เมื่อถูกถามถึงสมมติฐานของตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อไตรมาส 4 ที่ร้อยละ 2.70 ผู้อำนวยการฯ อธิบายว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจาก 2 ส่วนตามที่อธิบายไปแล้ว คือหากเทียบกราฟของปีที่แล้ว หัวของราคาน้ำมันตกลง แต่ปีนี้ความขัดแย้งเพิ่มขึ้น หัวของราคาน้ำมันจึงเริ่มผงกขึ้น ดังนั้นตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยของ 3 เดือนสุดท้าย หรือไตรมาส 4 ที่ร้อยละ 2.7 จึงหมายความว่าแนวโน้มมองว่าเงินเฟ้อจะขึ้นจากต้นทุนพลังงาน เนื่องจากความขัดแย้งยังไม่สงบ และหากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อก็มีสิทธิ์เพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี
สำหรับสถานการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผู้อำนวยการฯ ระบุว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง โดยอยู่ที่ระดับ 49.5 ซึ่งเป็นการปรับตัวลงจากกราฟที่ผ่านมา และเป็นผลจากมาตรการของภาครัฐที่ตอนนี้เริ่มซาลง
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้เพิ่มขึ้นมี 2 ปัจจัย คือ การใช้จ่ายของภาครัฐ (Government Spending) เมื่องบประมาณได้รับการอนุมัติ และสอง มาตรการอื่น ๆ ของภาครัฐที่จะตามมา โดยเมื่อพิจารณาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในปัจจุบัน หลัก ๆ คือเรื่องเศรษฐกิจไทย รองลงมาเป็นเรื่องน้ำมัน และเศรษฐกิจโลกที่มีผลบ้าง
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการฯ ระบุว่าเคยมีช่วงหนึ่งที่ดัชนีความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับที่ดี คือช่วงที่ตัวเลขอยู่ที่ 51.1 ซึ่งเป็นช่วงที่ความกังวลเรื่องน้ำมันมีมาก แต่ความกังวลด้านเศรษฐกิจน้อยลง อันเป็นผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในขณะนั้น
เมื่อถูกถามว่าโครงการไทยช่วยไทยที่กำลังจะสิ้นสุดลง จะส่งผลกดเงินเฟ้อหรือทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นหรือลดลง ผู้อำนวยการฯ ตอบว่าสิ่งที่สำคัญของโครงการนี้คือการกระตุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส่วนผลกระทบต่อเงินเฟ้อในขณะนี้ไม่มาก และหากมีก็ไม่เยอะ เนื่องจากเหตุผลหลักคือการส่งผ่านต้นทุนได้ขึ้นมาเยอะในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบและทำให้มีการซื้อมากขึ้น จึงไม่ได้ส่งผลกระทบมากต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้น
ส่วนคำถามที่ว่าโครงการไทยเที่ยวไทยจะมีผลต่อความเชื่อมั่นและเงินเฟ้อหรือไม่ ผู้อำนวยการฯ ชี้ว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะมีผลบ้าง แต่จะไม่เท่ากับมาตรการอื่น ๆ ที่ผ่านมา ขณะที่ผลกระทบต่อเงินเฟ้อนั้น ภาคที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง โดยจะเห็นว่าขณะนี้ภาคใต้มีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัสและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวก็มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ในความเห็นของผู้อำนวยการฯ ที่ผ่านมามาตรการเหล่านี้ไม่ได้กระตุ้นให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากนัก หากมีผลก็เพียงเล็กน้อย
เมื่อถูกถามต่อว่าเหตุใดในเดือนสิงหาคมที่ระบุว่าโครงการไทยช่วยไทยมีผลกระตุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่ตัวเลขความเชื่อมั่นกลับตกลง จึงหมายความว่าไม่จำเป็นต้องต่อโครงการในเฟส 3 ใช่หรือไม่ ผู้อำนวยการฯ อธิบายว่ามองเป็น 2 ประเด็น คือ