
เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ซึ่งล้วนสร้างแรงกดดันต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงอยู่ที่การเปลี่ยนแรงกดดันเหล่านี้ให้เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ สร้างแหล่งการเติบโตใหม่ และเสริมความพร้อมของประเทศในการรับมือกับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “Thailand’s Offer to the World” ภายในงาน The Bangkok Business Summit 2026 ว่า ไทยพร้อมก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงฐานการผลิตหรือตลาดสำหรับจำหน่ายสินค้า โดยมุ่งเป็นหุ้นส่วนในการร่วมสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
การขับเคลื่อนบทบาทดังกล่าวจะอาศัยการต่อยอดจุดแข็งที่ไทยมีอยู่ ทั้งฐานอุตสาหกรรมเดิม แรงงานที่มีประสบการณ์ เครือข่ายซัพพลายเออร์ และความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน ตลอดจนความสามารถในการทำงานร่วมกับพันธมิตรจากทั้งตะวันออกและตะวันตก
ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “Unlocking the New Regional Growth Engine with Thailand’s New Horizon” ว่า ไทยมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็น “Trusted Connector” หรือประเทศผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ
อย่างไรก็ตาม ไทยจะสามารถแสดงบทบาทดังกล่าวได้อย่างเต็มศักยภาพ ก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงจุดแข็งของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนเข้าด้วยกัน ทั้งด้านห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และกำลังคน เพื่อรักษาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจควบคู่กับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ภูมิภาค
นายอนุทินระบุว่า การกำหนดทิศทางของประเทศไทยต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจโลกที่ไทยกำลังเผชิญ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่พร้อมกันใน 4 มิติ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไทยต้องเปลี่ยนแรงกดดันจากภายนอกให้เป็นโอกาสในการสร้างประเทศที่แข็งแกร่ง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และยืดหยุ่นต่อความผันผวนได้มากขึ้นอย่างไร
การเปลี่ยนแปลงมิติแรกคือภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้วและแยกส่วนมากขึ้น คำตอบของไทยไม่ควรเป็นการปิดประเทศหรือแยกตัวออกจากระบบเศรษฐกิจโลก เพราะความเข้มแข็งของไทยที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเกิดจากความสามารถในการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่หลากหลาย ไทยจึงต้องกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เสริมความแข็งแกร่งของอาเซียน และเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับเครือข่ายการผลิตระหว่างภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ดร.เอกนิติอธิบายเพิ่มเติมว่า ในอดีตการค้าและการลงทุนขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “ภูมิเศรษฐศาสตร์” ซึ่งประเด็นเชิงยุทธศาสตร์เข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีกำลังส่งผลต่อรูปแบบการค้า รัฐบาลแต่ละประเทศให้ความสำคัญมากขึ้นว่าสินค้าที่มีความสำคัญผลิตขึ้นที่ใด ขณะที่บริษัทต่าง ๆ เริ่มทบทวนห่วงโซ่อุปทานที่สร้างมานานหลายสิบปี
อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าโลกาภิวัตน์กำลังสิ้นสุดลง แต่สะท้อนว่าบริษัทต่าง ๆ กำลังมองหาประเทศที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพเพื่อรองรับการลงทุน ภูมิรัฐศาสตร์จึงอาจสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมเดิม ขณะเดียวกันก็อาจเปลี่ยนทิศทางของเงินลงทุนใหม่ให้ไหลเข้าสู่อาเซียน ซึ่งยังเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญสำหรับบริษัทต่างชาติที่กำลังมองหาโอกาสเติบโตและฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลก
มิติที่สองคือปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันระหว่างประเทศ และกลายเป็นแหล่งใหม่ของผลิตภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และอิทธิพลเชิงยุทธศาสตร์ การเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ กำลังประมวลผล ข้อมูล และบุคลากร จึงมีความสำคัญมากขึ้นต่อทั้งการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโรงงาน ยกระดับการให้บริการ และสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ แต่ในเวลาเดียวกันก็จะเปลี่ยนลักษณะของงานและทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการ โจทย์ของไทยจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการดึงดูดเงินลงทุนด้าน AI แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้แพร่กระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เพื่อให้แรงงาน ผู้ประกอบการ และภาคธุรกิจไทยได้รับประโยชน์ร่วมกัน
มิติที่สามคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน น้ำท่วมในพื้นที่หนึ่งอาจทำให้การผลิตในอีกพื้นที่หยุดชะงัก ขณะที่ภัยแล้งอาจกระทบทั้งปริมาณและราคาอาหาร นอกจากนี้ เมื่อบริษัทต่าง ๆ ต้องการลดรอยเท้าคาร์บอน การเข้าถึงพลังงานสะอาดที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน ทำให้นโยบายด้านภูมิอากาศแยกออกจากนโยบายเศรษฐกิจได้ยากขึ้น
มิติสุดท้ายคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และอีกหลายประเทศในภูมิภาคจะเผชิญเส้นทางเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างแรงกดดันต่อกำลังแรงงาน ผลิตภาพ และฐานะการคลังของภาครัฐ พร้อมกับเปลี่ยนแปลงประเภทของสินค้าและบริการที่สังคมจะต้องการในอนาคต
นายอนุทินระบุว่า ข้อเสนอของประเทศไทยต่อเศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่ที่ทำเลบนแผนที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความพร้อมเชิงลึกของระบบเศรษฐกิจ
บริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มสร้างทุกอย่างขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะสามารถเข้าสู่ระบบนิเวศทางธุรกิจที่มีทั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรม แรงงานที่มีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ในประเทศ เครือข่ายโลจิสติกส์และดิจิทัล ตลอดจนบริการทางการเงินที่พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจ
ไทยยังมีฐานอุตสาหกรรมและบริการที่แข็งแกร่งในหลายสาขา ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว นักลงทุนจึงสามารถนำแนวคิดใหม่เข้ามาต่อยอดในประเทศ พร้อมค้นหาพันธมิตรที่จำเป็นต่อการพัฒนาแนวคิดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด และขยายธุรกิจต่อไป
นอกจากความพร้อมภายในประเทศแล้ว ไทยยังสามารถทำหน้าที่เป็นฐานเชื่อมโยงสู่ภูมิภาค ด้วยตำแหน่งที่ตั้งใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ประกอบกับความเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอาเซียน บริษัทที่ตั้งฐานในไทยจึงสามารถให้บริการตลาดภายในประเทศ พร้อมเข้าถึงลูกค้า ซัพพลายเออร์ และเครือข่ายการผลิตในประเทศอื่น ๆ ทั่วภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม คุณค่าของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ แต่ยังมาจากประสบการณ์ยาวนานในการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งจากตะวันออกและตะวันตก ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น ความเปิดกว้างและความสามารถในการประสานความร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลายจึงกลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ
จุดแข็งอีกประการหนึ่งคือความสามารถในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมที่มักได้รับการพัฒนาแยกออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตขั้นสูงกับเทคโนโลยีดิจิทัล การเกษตรกับเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต ธุรกิจสุขภาพกับเวลเนส การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจอายุยืน ตลอดจนพลังงานสะอาดกับยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลรุ่นใหม่
ไทยจึงไม่ได้เริ่มต้นจากพื้นที่ว่างเปล่า แต่มีทั้งอุตสาหกรรม ภาคบริการ และเครือข่ายบุคลากรที่พร้อมเป็นรากฐานสำหรับการสร้างเศรษฐกิจยุคถัดไป จุดแข็งของไทยไม่ได้เกิดจากข้อได้เปรียบด้านใดด้านหนึ่ง หากเป็นการผสมผสานระหว่างฐานอุตสาหกรรม ความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ความสามารถในการประสานหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน และสภาพแวดล้อมที่รองรับบุคลากรจากทั่วโลก
นายอนุทินระบุว่า ไทยต้องการเป็นประเทศที่ผู้คนไม่เพียงเข้ามาสร้างธุรกิจ แต่ยังสามารถสร้างชีวิตและอยู่อาศัยได้ เนื่องจากการลงทุนระหว่างประเทศมีแนวโน้มเคลื่อนย้ายตามบุคลากร ขณะที่บุคลากรเองย่อมเลือกไปยังประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี
ไทยมีบริการด้านสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ภาคบริการที่เข้มแข็ง สังคมที่เปิดกว้าง และคุณภาพชีวิตที่เอื้อต่อการดึงดูดและรักษาบุคลากรจากทั่วโลก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่าจุดแข็งเหล่านี้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนได้ในระยะยาว
หน้าที่ของรัฐบาลจึงอยู่ที่การทำให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยง่ายขึ้นและสามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น ผ่านการกำหนดกฎระเบียบที่ชัดเจน การตัดสินใจที่รวดเร็ว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้ การส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานสะอาดและขีดความสามารถด้านดิจิทัล ตลอดจนการเตรียมกำลังแรงงานให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่
ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎระเบียบมากกว่า 7,000 ฉบับ ซึ่งอาจสร้างภาระแก่ประชาชนและภาคธุรกิจโดยไม่จำเป็น พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ ผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD
ในด้านเทคโนโลยี นายอนุทินระบุว่า ไทยไม่ควรตั้งเป้าหมายเพียงเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจากต่างประเทศ แต่การลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูงต้องนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถภายในประเทศ เทคโนโลยีควรช่วยเพิ่มศักยภาพของแรงงาน เสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม เพิ่มผลิตภาพ และเปิดทางให้ธุรกิจไทยสามารถสร้างนวัตกรรมและแข่งขันได้
ส่วนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ควรถูกมองเฉพาะในฐานะต้นทุนหรือความท้าทาย แต่ควรเป็นแหล่งลงทุนและการเติบโตใหม่ เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศควรมีบทบาทในการดึงทรัพยากรจากทั่วโลกเข้ามาพัฒนาพลังงานที่สะอาดขึ้น สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อความเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ พร้อมช่วยให้ชุมชนและภาคธุรกิจปรับตัว และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ประเทศไทยในระยะยาว
รัฐบาลยังต้องการให้เงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศหยั่งรากและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเข้ามาตั้งฐานการผลิต แต่ต้องมีส่วนช่วยพัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศ ฝึกอบรมบุคลากร เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นภายในประเทศ
สำหรับสังคมสูงวัย นายอนุทินเสนอว่า อายุที่ยืนยาวขึ้นไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น แต่ควรหมายถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยาวนานขึ้น ไทยสามารถพัฒนา “Longevity Economy” หรือเศรษฐกิจอายุยืน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีทักษะ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงกับสังคมได้ตลอดช่วงชีวิต ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในด้านสุขภาพ เวลเนส การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี
นายอนุทินย้ำกับนักลงทุนต่างชาติว่า ไทยพร้อมเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดจำหน่ายสินค้า แต่ต้องการเป็นหุ้นส่วนในการร่วมสร้างอุตสาหกรรมที่จะกำหนดอนาคต พร้อมเชิญชวนนักลงทุนจากทั่วโลกว่า “อย่าเพียงเข้ามาสร้างธุรกิจในประเทศไทย แต่จงสร้างอนาคตเศรษฐกิจใหม่ร่วมกับประเทศไทย”
ในเดือนตุลาคม 2569 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ นายอนุทินระบุว่า เมื่อผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมารวมตัวกัน ไทยไม่ควรทำหน้าที่เพียงประเทศเจ้าภาพ แต่ต้องมีข้อเสนอที่มีความหมายต่อโลก โดยนำเสนอภาพของประเทศที่เปิดกว้าง มั่นใจในศักยภาพของตนเอง และจริงจังกับการสนับสนุนให้การลงทุนที่มีคุณภาพประสบความสำเร็จ
ดร.เอกนิติระบุว่า ความเปิดกว้างเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของไทยและอาเซียนมาอย่างยาวนาน ไทยเติบโตผ่านการค้าและการลงทุน เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคที่สร้างฐานอุตสาหกรรมขึ้นด้วยการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของตนเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านและเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ AI สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร มีลักษณะร่วมกัน 3 ประการ ได้แก่ การเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของระบบเศรษฐกิจ การเคลื่อนตัวข้ามพรมแดนได้ง่าย และการเชื่อมโยงถึงกัน ความท้าทายของอาเซียนจึงอยู่ที่การรักษาความเปิดกว้างต่อเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงจากภายนอก
แม้แต่ละประเทศจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจภายในและเตรียมพร้อมรับแรงกระแทกของตนเอง แต่การดำเนินการโดยลำพังย่อมมีข้อจำกัด อาเซียนจึงไม่สามารถหันกลับไปสู่การปิดประเทศได้ เพราะการแยกตัวออกจากกันไม่ใช่หนทางสร้างความยืดหยุ่น ขณะที่ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศในภูมิภาค
ในบริบทนี้ ความหลากหลายของประเทศสมาชิกจึงเป็นข้อได้เปรียบของอาเซียน ไม่ใช่เพียงความแตกต่างด้านวัฒนธรรมหรือภาษา แต่ยังรวมถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ ฐานอุตสาหกรรม ทรัพยากร และระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน หากอาเซียนสามารถเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ความแตกต่างจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ทั้งภูมิภาค และสร้างศักยภาพที่ไม่มีประเทศสมาชิกใดสามารถสร้างขึ้นได้โดยลำพัง
ตัวอย่างหนึ่งคืออุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไทยใช้เวลาหลายสิบปีในการพัฒนาฐานการผลิตขึ้นมา แต่อุตสาหกรรมดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีและข้อจำกัดทางการค้า แม้ไทยไม่สามารถควบคุมได้ว่าประเทศอื่นจะปรับภาษีหรือออกข้อจำกัดใหม่เมื่อใด แต่ยังสามารถบริหารความเสี่ยงและลดการพึ่งพาประเทศหรือจุดใดจุดหนึ่งได้
ไทยมีฐานการผลิตยานยนต์ที่แข็งแกร่ง อินโดนีเซียมีทรัพยากรสำคัญสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ ขณะที่มาเลเซียมีประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่หนึ่งชุดจึงอาจเริ่มต้นจากวัตถุดิบในประเทศหนึ่ง ผลิตชิ้นส่วนในอีกประเทศหนึ่ง ก่อนนำไปประกอบเป็นยานยนต์ในอีกประเทศ โดยกระบวนการทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นภายในอาเซียน
โอกาสสำคัญจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงจุดแข็งของแต่ละประเทศให้กลายเป็นห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาค แทนที่จะมุ่งพิจารณาว่าประเทศใดจะได้รับประโยชน์มากที่สุด คำถามที่สำคัญกว่าคือ อาเซียนจะร่วมกันรักษาและดึงมูลค่าจากห่วงโซ่อุปทานให้อยู่ภายในภูมิภาคได้มากขึ้นเพียงใด
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังผลักดันให้ทุกประเทศต้องทบทวนระบบพลังงานของตนเอง ขณะเดียวกัน ไทยกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะการลงทุนใน AI และศูนย์ข้อมูล ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของภาคการผลิตขั้นสูงและการลงทุนด้านดิจิทัล
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่การปฏิรูประบบพลังงานภายในประเทศ แต่อีกส่วนหนึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid จะเปิดทางให้ประเทศสมาชิกสามารถส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดน จากพื้นที่ที่มีแหล่งพลังงานไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
ปัจจุบันเริ่มมีการซื้อขายไฟฟ้าที่เชื่อมโยงระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์แล้ว แต่ ดร.เอกนิติเห็นว่าอาเซียนควรขยายความร่วมมือดังกล่าวให้ครอบคลุมมากขึ้น เพราะตลาดไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกันจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ภาคอุตสาหกรรม และเปิดโอกาสให้ประเทศในภูมิภาคใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล AI เปิดโอกาสให้อาเซียนพัฒนาตลาดดิจิทัลระดับภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเริ่มเห็นตัวอย่างแล้วจากการเชื่อมโยงระบบชำระเงิน นักท่องเที่ยวไทยสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อชำระเงินในหลายประเทศอาเซียนได้แทบไม่ต่างจากการใช้จ่ายภายในประเทศ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เคยหยุดอยู่ตรงพรมแดนจึงเริ่มเคลื่อนย้ายข้ามประเทศได้สะดวกขึ้น
ความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ DEFA จะต่อยอดแนวทางดังกล่าวให้กว้างไกลกว่าการเชื่อมโยงระบบชำระเงิน โดยมีเป้าหมายเปลี่ยนอาเซียนจากกลุ่มตลาดดิจิทัลระดับประเทศที่แยกออกจากกัน ให้กลายเป็นภูมิภาคที่ธุรกิจสามารถเริ่มต้นในประเทศหนึ่งและขยายไปยังประเทศอื่นได้ง่ายขึ้น
ดร.เอกนิติยกตัวอย่างว่า ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ อาจพัฒนาเครื่องมือ AI สำหรับผู้ผลิตรายย่อยในไทย จากนั้นทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านอิเล็กทรอนิกส์ในมาเลเซีย หาแหล่งเงินทุนจากสิงคโปร์ และนำผลิตภัณฑ์เดียวกันไปให้บริการแก่ลูกค้าในอินโดนีเซียหรือเวียดนาม
นี่คือเหตุผลที่ไทยให้ความสำคัญกับการมีบทบาทนำในการเจรจา DEFA เพราะความตกลงดังกล่าวจะช่วยให้ภาคธุรกิจดำเนินงานข้ามตลาดได้สะดวกขึ้น ผ่านกฎระเบียบและระบบดิจิทัลที่ทำงานสอดคล้องกัน พร้อมเปิดทางให้บริษัทเข้าถึงตลาดระดับภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม
หลังจากอาเซียนเริ่มเชื่อมโยงระบบชำระเงินเข้าด้วยกันแล้ว ขั้นต่อไปคือการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน การกำหนดกฎดิจิทัลที่สอดคล้องกัน และการพัฒนาระบบที่สามารถทำงานร่วมกันได้เสมือนเป็นตลาดเดียว
สำหรับปัญหาประชากร ดร.เอกนิติกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสะท้อนให้เห็นถึงความเกื้อหนุนกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ไทยและสิงคโปร์กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่ฟิลิปปินส์และ สปป.ลาว ยังมีโครงสร้างประชากรที่อายุน้อยกว่าและมีกำลังแรงงานเพิ่มขึ้น
ไทยและสิงคโปร์กำลังเรียนรู้ที่จะปรับระบบสุขภาพ การออม และสถานที่ทำงานให้รองรับช่วงชีวิตที่ยาวนานขึ้น พร้อมต่อยอดความได้เปรียบจากอุตสาหกรรมการแพทย์ เวลเนส และเศรษฐกิจสูงวัย ขณะเดียวกัน ประเทศอาเซียนที่มีประชากรอายุน้อยกว่าสามารถช่วยสนับสนุนกำลังแรงงานของภูมิภาค ในช่วงที่ประเทศอื่นเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน
หากอาเซียนสามารถเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม สังคมสูงวัยอาจไม่จำเป็นต้องกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของภูมิภาค แต่สามารถเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ประเทศสมาชิกต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
เพื่อรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง ดร.เอกนิติเสนอแนวทางสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ “รักษาเสถียรภาพในวันนี้ เปลี่ยนผ่านตั้งแต่ตอนนี้ และลงทุนเพื่ออนาคต”
การรักษาเสถียรภาพในวันนี้ หมายถึงการป้องกันไม่ให้แรงกระแทกที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตทั่วทั้งภูมิภาค ตัวอย่างเช่น ประเทศสมาชิกสามารถเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารให้แก่กันได้ แม้อาเซียนจะมีกลไกระดับภูมิภาครองรับอยู่แล้ว แต่ยังต้องทำให้กลไกเหล่านี้ทำงานได้รวดเร็วและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น
การเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ตอนนี้ หมายถึงการเชื่อมโยงระบบที่มีอยู่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย ASEAN Power Grid และ DEFA เป็นตัวอย่างสำคัญของโครงสร้างที่จะเชื่อมระบบพลังงานและเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเข้าด้วยกัน
ส่วนการลงทุนเพื่ออนาคต หมายถึงการลงทุนในคน เพราะเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงลักษณะของงานและผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น การยกระดับทักษะและการปรับทักษะแรงงานจะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าแรงงานจะสามารถปรับตัวไปพร้อมกับระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนวาระเหล่านี้ได้เพียงลำพัง ภาครัฐสามารถเจรจา DEFA พัฒนา ASEAN Power Grid ลดความซับซ้อนของพิธีการศุลกากร และยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ท้ายที่สุด ภาคธุรกิจจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจลงทุนและสร้างห่วงโซ่อุปทานให้เกิดขึ้นจริง
ดร.เอกนิติระบุว่า หลายครั้งภาคธุรกิจมองเห็นปัญหาได้ก่อนรัฐบาล เพราะเป็นผู้สัมผัสสถานการณ์และข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง ภาครัฐสามารถกำหนดทิศทางนโยบายและทำหน้าที่สนับสนุนให้การดำเนินงานเกิดขึ้นได้ แต่ภาคธุรกิจคือผู้ชี้ว่าคอขวดอยู่ที่ใด และเป็นผู้เปลี่ยนแนวคิดที่ดีให้กลายเป็นการลงทุนจริง
เกือบ 60 ปีก่อน ประเทศต่าง ๆ รวมตัวกันก่อตั้งอาเซียน เพราะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องการเสถียรภาพมากขึ้นท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้บริบทในปัจจุบันจะแตกต่างจากในอดีต แต่จิตวิญญาณของความร่วมมือยังคงมีความจำเป็น แรงกดดันในวันนี้อาจอยู่ในรูปของการค้า เทคโนโลยี หรือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก แต่แนวทางแก้ไขปัญหายังคงเริ่มต้นจากการทำงานร่วมกัน
ไทยพร้อมทำหน้าที่เป็น “Trusted Connector” หรือประเทศผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ แต่ประเทศผู้เชื่อมโยงเพียงประเทศเดียวไม่สามารถสร้างความยืดหยุ่นให้แก่อาเซียนได้ทั้งภูมิภาค ประเทศสมาชิกจึงต้องเชื่อมโยงจุดแข็งที่มีอยู่เข้าหากัน และทำให้ความเชื่อมโยงดังกล่าวแข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับแรงกระแทกครั้งต่อไป
ดังนั้น การสร้างประเทศไทยขึ้นใหม่เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่จึงไม่อาจเกิดขึ้นโดยแยกขาดจากภูมิภาคได้ การสร้างประเทศไทยขึ้นใหม่ต้องดำเนินไปพร้อมกับการร่วมกันสร้างอาเซียนขึ้นใหม่ โดยมีทั้งรัฐบาล ภาคธุรกิจ นักลงทุน และพันธมิตรระดับภูมิภาคเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเดียวกัน