
ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ไทยขาดดุลการค้า 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.1 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวอาจสร้างความกังวลว่า ไทยกำลังซื้อสินค้าจากต่างประเทศมากกว่าที่ขายออกไป และอาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบในความสัมพันธ์ทางการค้า อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การพิจารณาเฉพาะมูลค่าขาดดุลอาจยังไม่เพียงพอ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าไทยนำเข้าสินค้าประเภทใดและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่า 72.9% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิต แบ่งเป็นวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป 46.2% และสินค้าทุนอีก 26.7% ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีสัดส่วนเพียง 9.2% จึงสะท้อนว่า การขาดดุลการค้าในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคเป็นหลัก
โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการลดมูลค่านำเข้าหรือพยายามทำให้ตัวเลขนำเข้าเท่ากับส่งออก แต่คือการทำให้วัตถุดิบ เครื่องจักร และการลงทุนจากต่างประเทศสร้างการผลิต การจ้างงาน รายได้ และมูลค่าเพิ่มในไทยมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์จึงเสนอแนวคิด Trusted Partner และ Co-Creation เพื่อยกระดับไทยจากฐานการผลิตไปสู่การเป็นหุ้นส่วนที่ร่วมคิด ร่วมผลิต และร่วมสร้างตลาดกับประเทศคู่ค้า
สินค้าที่ไทยนำเข้ามากที่สุดไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภค แต่เป็นสินค้าที่ถูกนำไปใช้เป็นปัจจัยการผลิต โดยวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมีสัดส่วน 46.2% ของการนำเข้าทั้งหมด ครอบคลุมสินค้าอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้าทุน เช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์ มีสัดส่วนอีก 26.7%
เมื่อรวมสินค้าทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน จึงมีสัดส่วนสูงถึง 72.9% ของการนำเข้าทั้งหมด สอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมการผลิตโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบสื่อสาร และระบบไฟฟ้า ซึ่งไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตเหล่านี้
ในอีกด้านหนึ่ง สินค้าอุปโภคบริโภคมีสัดส่วนเพียง 9.2% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด ขณะที่หากพิจารณาเฉพาะดุลการค้าของสินค้าสำหรับผู้บริโภค โดยไม่นับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การส่งออก พลังงาน และอาวุธยุทธปัจจัย ไทยยังเกินดุลอยู่ 13,315.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กระทรวงพาณิชย์จึงมองว่า ตัวเลขขาดดุลกว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต้องได้รับการอธิบายผ่านโครงสร้างการนำเข้าควบคู่กัน เพราะเงินส่วนใหญ่ที่จ่ายออกไปถูกใช้ซื้อสินค้าที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิต ไม่ใช่สินค้าที่นำเข้ามาเพื่อบริโภคโดยตรง
แม้การลงทุนและการผลิตในประเทศไทยจะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และโอกาสทางธุรกิจอยู่แล้ว แต่โจทย์ต่อไปคือ การทำให้ประโยชน์จากการค้าและการลงทุนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากกว่าเดิม
แนวทางสำคัญประกอบด้วยการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย หรือ Local Content การจ้างแรงงานในประเทศ และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทและอุตสาหกรรมระดับโลก
นอกจากนี้ ไทยยังต้องผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้ และความเชี่ยวชาญจากผู้ลงทุนต่างประเทศมายังแรงงานและผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ธุรกิจในประเทศสามารถยกระดับขีดความสามารถและเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนจากต่างประเทศได้
เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้มูลค่านำเข้าเท่ากับมูลค่าส่งออกในเชิงตัวเลข แต่เป็นการสร้าง Mutual Benefit หรือผลประโยชน์ร่วมกัน โดยทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนสร้างมูลค่ากลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
อีกก้าวหนึ่งของไทยคือการขยับจากการเป็นฐานรับจ้างผลิต ไปสู่ Co-Creation หรือการร่วมกันสร้างมูลค่ากับประเทศคู่ค้า ตั้งแต่การร่วมคิดและพัฒนาสินค้า การร่วมผลิต ไปจนถึงการร่วมทำตลาด
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบเดิมอาจมุ่งขายสินค้าให้กัน หรือ “Sell To” เป็นหลัก แต่แนวทางใหม่ต้องขยับไปสู่ “Sell With” หรือการนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาร่วมกันพัฒนาสินค้าและออกไปสร้างตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีบทบาทตลอดห่วงโซ่มากขึ้น และได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน
ขณะเดียวกัน ไทยต้องต่อยอดสถานะจากฐานการผลิตไปสู่การเป็น Trusted Partner หรือพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่คู่ค้าไว้วางใจ ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมต่อกับระบบการผลิตและการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน
เมื่อความสัมพันธ์ขยับจากการซื้อขายสินค้าไปสู่การเป็นหุ้นส่วน พื้นที่สำหรับการลงทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างตลาดใหม่ร่วมกันก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับความร่วมมือกับจีน ไทยเสนอให้มีการทบทวนรูปแบบการลงทุนเดิม โดยเพิ่มการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และแรงงานภายในประเทศไทย พร้อมต่อยอดไปสู่การร่วมสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในรูปแบบ Co-Creation
ตัวอย่างที่กระทรวงพาณิชย์ยกขึ้นมาคือ การพัฒนาอาหารแปรรูปจากวัตถุดิบไทย สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าไทย ก่อนขยายตลาดทั้งในจีนและประเทศที่สาม พร้อมกันนั้น ไทยยังต้องการผลักดันสินค้าของ SMEs ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคจีนได้โดยตรงมากขึ้น
ส่วนความร่วมมือกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE แม้ไทยจะขาดดุลการค้าจากการนำเข้าพลังงาน แต่แนวทางสร้างสมดุลไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดการนำเข้าเท่านั้น ไทยยังเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ควบคู่กับการนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาต่อยอดสู่ธุรกิจและตลาดใหม่ เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์จากการซื้อขายไปสู่การสร้างมูลค่าร่วมกันในระยะยาว
หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย การค้าและการลงทุนจะทิ้งมูลค่าไว้ในประเทศมากขึ้น ทั้งในรูปของงานและรายได้สำหรับคนไทย การใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ การเชื่อม SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก การได้รับเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ตลอดจนโอกาสที่ธุรกิจไทยจะเติบโตไปพร้อมกับตลาดต่างประเทศ
สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ต่างชาติเข้ามาผลิตสินค้าในประเทศไทย แต่ต้องทำให้การผลิตเหล่านั้นเกิดการสร้างมูลค่าร่วมกับไทย และกระจายประโยชน์เข้าสู่เศรษฐกิจภายในประเทศให้มากขึ้นด้วย