
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย 4 ฉบับ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ปรับระบบยกเว้นการตรวจลงตราและ Visa on Arrival (VOA) สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย โดยมาตรการใหม่จะมีผลเมื่อพ้น 15 วันนับจากวันประกาศ หรือเริ่มตั้งแต่ราววันที่ 16 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
สาระสำคัญคือ ไทยยกเลิกมาตรการพิเศษที่อนุญาตให้ผู้ถือหนังสือเดินทางจาก 93 ประเทศและดินแดนเข้าไทยได้ไม่เกิน 60 วัน เพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น และแทนที่ด้วยสิทธิใหม่ 3 กลุ่ม ได้แก่ ยกเว้นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 30 วัน จำนวน 60 ประเทศ ยกเว้นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน จำนวน 2 ประเทศ และเปิดให้ขอ VOA ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอีก 3 ประเทศ
อย่างไรก็ตาม การไม่ปรากฏชื่อในบัญชีทั้ง 3 กลุ่มไม่ได้หมายความว่าผู้ถือหนังสือเดินทางของประเทศนั้นต้องขอวีซ่าล่วงหน้าทุกกรณี เพราะบางประเทศและดินแดนอาจมีความตกลงยกเว้นวีซ่าทวิภาคีกับไทยอยู่แล้ว หากไม่เข้าข่ายทั้งสิทธิใหม่และความตกลงทวิภาคี จึงต้องขอวีซ่าให้ตรงกับวัตถุประสงค์การเดินทางก่อนเข้าไทย
ทั้งนี้ จำนวนประเทศในประกาศฉบับสุดท้ายแตกต่างจากกรอบที่กรมการกงสุลเปิดเผยภายหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งในขณะนั้นระบุบัญชี 30 วันไว้ 54 ประเทศ บัญชี 15 วัน 3 ประเทศ และ VOA 4 ประเทศ บทความนี้จึงยึดรายชื่อและจำนวนตามประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เป็นหลัก
ประกาศฉบับแรกยกเลิกมาตรการยกเว้นวีซ่า 60 วัน ซึ่งใช้มาตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 และครอบคลุม 93 ประเทศและดินแดน โดยการยกเลิกจะมีผลตั้งแต่ราววันที่ 16 กันยายน 2569 เช่นเดียวกับประกาศอีก 3 ฉบับ
ผลของการเปลี่ยนแปลงคือ ผู้เดินทางที่เข้าไทยตั้งแต่วันดังกล่าวต้องพิจารณาสิทธิใหม่ตามสัญชาติและวัตถุประสงค์ของการเดินทาง ไม่สามารถอ้างสิทธิ 60 วันเดิมได้อีก ขณะที่กรมการกงสุลเคยชี้แจงว่า ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไทยภายใต้สิทธิเดิมก่อนมาตรการใหม่มีผล สามารถอยู่ต่อได้จนกว่าระยะเวลาพำนักที่ได้รับอนุญาตจะสิ้นสุด
อีกจุดที่ต้องระวังคือ สิทธิ 30 วันและ 15 วันตามประกาศใหม่ระบุชัดว่าเป็นการยกเว้นวีซ่า “เพื่อการท่องเที่ยว” ต่างจากมาตรการ 60 วันเดิมที่ระบุถึงการทำงานหรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้นด้วย ดังนั้น ผู้ที่จะเข้าไทยเพื่อทำงาน ประชุม ติดต่อธุรกิจ เรียน หรือทำกิจกรรมอื่น ไม่ควรตีความว่าใช้สิทธิท่องเที่ยวได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบและขอวีซ่าหรือใบอนุญาตให้ตรงกับวัตถุประสงค์
ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางของ 60 ประเทศต่อไปนี้ สามารถเข้าไทยเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า และพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน ได้แก่
สำหรับการเข้าไทยผ่านด่านทางบก ผู้ใช้สิทธิกลุ่มนี้เข้าได้ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปีปฏิทิน ยกเว้นผู้มีสัญชาติมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงสัญชาติอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด ซึ่งอาจได้รับอนุญาตให้เข้าทางบกเกิน 2 ครั้งต่อปีได้
ประกาศอีกฉบับกำหนดให้ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางของ 2 ประเทศ ได้แก่
สามารถเข้าไทยเพื่อการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า และพำนักได้ไม่เกิน 15 วัน
หากเดินทางผ่านด่านทางบก จะเข้าไทยได้ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปีปฏิทิน เว้นแต่เป็นบุคคลสัญชาติของประเทศที่รัฐมนตรีกำหนดให้เข้าได้มากกว่านั้น
ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางของ 3 ประเทศ ได้แก่
ไม่ได้รับการยกเว้นวีซ่าตามบัญชี 30 วันหรือ 15 วัน แต่สามารถขอ Visa on Arrival ได้ ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยข้อมูลทั่วไปของกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า VOA ใช้สำหรับการพำนักไม่เกิน 15 วัน
ประเทศหรือดินแดนที่ไม่ปรากฏในบัญชี 60 ประเทศ บัญชี 15 วัน และบัญชี VOA ไม่ควรถูกเหมารวมว่าต้องขอวีซ่าล่วงหน้าทั้งหมด เนื่องจากบางแห่งมีความตกลงยกเว้นวีซ่าทวิภาคีกับไทย ซึ่งอาจกำหนดจำนวนวัน ประเภทหนังสือเดินทาง และช่องทางเข้าเมืองแตกต่างกัน
แนวทางตรวจสอบจึงแบ่งได้เป็น 3 ขั้น คือ
กระทรวงการต่างประเทศระบุด้วยว่า ผู้ยื่นคำขอวีซ่าต้องอยู่นอกประเทศไทยในขณะยื่นคำขอ และต้องแยก “อายุของวีซ่า” ออกจาก “ระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่” เพราะระยะเวลาพำนักจริงเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเมื่อเดินทางมาถึง
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลดระยะเวลาฟรีวีซ่าจาก 60 วันเหลือ 30 วัน แต่เป็นการจัดกลุ่มสิทธิการเข้าเมืองใหม่ตามสัญชาติและวัตถุประสงค์ ผู้เดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้มาเพื่อท่องเที่ยว จำเป็นต้องตรวจสอบประเภทวีซ่าและเงื่อนไขเฉพาะของตนก่อนเดินทาง