Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ไทยโล่งอกไปที  ศาลสหรัฐฯ คว่ำคำสั่งทรัมป์  ยกเลิกระงับวีซ่า 75 ประเทศ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ไทยโล่งอกไปที ศาลสหรัฐฯ คว่ำคำสั่งทรัมป์ ยกเลิกระงับวีซ่า 75 ประเทศ

23 ส.ค. 69
09:53 น.
แชร์

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในแมนแฮตตัน รัฐนิวยอร์ก มีคำพิพากษาคว่ำนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สั่งระงับการออกวีซ่าผู้อพยพให้แก่ผู้สมัครจาก 75 ประเทศทั่วโลก โดยศาลชี้ขาดว่า การแบนในลักษณะนี้เป็นการกระทำที่ "ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน" ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 75 ประเทศนี้ด้วยเช่นกัน

“ไทย” ติด 75 ประเทศที่ถูกมองเสี่ยงเป็น “ภาระรัฐ”

เมื่อเดือนมกราคม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระงับการออกวีซ่าผู้อพยพเกือบ 40% ของประเทศทั่วโลก เพื่อป้องกันการเข้ามาพึ่งพาสวัสดิการ ทรัพยากร และความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยมุ่งไปยังประเทศที่ผู้อพยพมากกว่า 30% รับสวัสดิการ และความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ และประเทศไทยคือหนึ่งในนั้น

สำหรับมาตรการระงับการออกวีซ่าดังกล่าว ครอบคลุมวีซ่าสำหรับผู้ที่ต้องการพำนักถาวรในสหรัฐฯ เช่น ผู้ที่จะเดินทางไปอยู่กับสมาชิกครอบครัว หรือเดินทางไปทำงานในสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ครอบคลุมถึงวีซ่าชั่วคราว หรือ Nonimmigrant Visa เช่น วีซ่าท่องเที่ยว และวีซ่านักเรียน 

ศาลสหรัฐฯ คว่ำคำสั่งทรัมป์ แบนวีซ่า 75 ประเทศ “ผิดกฎหมาย”

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ส่งข้อความไปยังสถานทูต และสถานกงสุลสหรัฐฯ ทุกแห่ง ซึ่งได้ถูกนำมาเป็นหลักฐานในคดี โดยในหลักฐานมีการระบุให้เจ้าหน้าที่ ปฏิเสธคำร้องขอวีซ่า แม้ว่าผู้สมัครจะสามารถยื่นหลักฐานเพิ่มเติมที่พิสูจน์ได้ว่าตนเองไม่ได้เข้าข่ายเป็น “ภาระต่อรัฐ” ก็ตาม 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้พิพากษาเจเน็ตต์ วาร์กัส แห่งศาลรัฐบาลกลางในแมนฮัตตันได้ตั้งข้อกังขาต่อเหตุผลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ใช้สนับสนุนนโยบายดังกล่าว และมีคำสั่งเพิกถอนการปฏิเสธวีซ่าทั้งหมดที่อาศัยเหตุผลนี้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากภายใต้กฎหมาย ผู้อพยพจะถูกปฏิเสธการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ในฐานะบุคคลที่มีแนวโน้มจะกลายเป็น “ภาระต่อรัฐ” หรือผู้ที่คาดว่าจะต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้ ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่กงสุลพิจารณาปัจจัยเฉพาะตัวของบุคคลนั้นอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางการเงิน อายุ สุขภาพ ทักษะ และสถานการณ์ครอบครัว ไม่ใช่พิจารณาเพียงเพราะประเทศต้นทางของบุคคลนั้น

ผู้พิพากษาได้เขียนในคำวินิจฉัยว่า “ผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าวีซ่าจะถูกปฏิเสธ” ซึ่งนโยบายนี้ขัดต่อกฎหมายปี 1965 ที่ห้ามการเลือกปฏิบัติในการอนุมัติวีซ่าบนพื้นฐานของสัญชาติ รวมถึงขัดต่อบทบัญญัติอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งไม่อนุญาตให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่กงสุลในแต่ละกรณี

อย่างไรก็ตาม การปฏิเสธวีซ่าที่อาศัย เหตุผลทางกฎหมายอื่น ยังคงมีผลบังคับใช้ แม้เจ้าหน้าที่จะอ้างถึงมาตรการแบนดังกล่าวร่วมด้วยก็ตาม ส่งผลให้ในขณะนี้ ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าจะมีคำสั่งปฏิเสธวีซ่ากี่กรณีที่ถูกกลับคำตัดสิน เพราะในบรรดาผู้ยื่นฟ้อง มีพลเมืองสหรัฐฯ 6 คน ที่ยื่นคำร้องขอวีซ่าเพื่อให้สมาชิกครอบครัวเดินทางมายังสหรัฐฯ โดยระบุว่ามาตรการแบนดังกล่าวทำให้ญาติของพวกเขาในกานา จาเมกา กัวเตมาลา และเอธิโอเปีย ไม่สามารถได้รับวีซ่าได้

นอกจากนี้ ยังมีชาวโคลอมเบีย 5 คนที่ยื่นขอวีซ่าผ่านการจ้างงานเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดี โดยหนึ่งในนั้นได้รับหนังสือแจ้งปฏิเสธวีซ่าที่ระบุอ้างถึงนโยบายดังกล่าวโดยตรง

ทรัมป์อ้างปกป้องอเมริกา แต่กลุ่มสิทธิ์ชี้ 75 ประเทศถูกตีตรา 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้มีความพยายามชี้แจงความชอบธรรมของคำสั่งแบนวีซ่านี้ ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2569 ว่า ผู้สมัครวีซ่าจากกลุ่มประเทศ 75 ประเทศเหล่านี้ ล้วนเป็นกลุ่มที่มี "ความเสี่ยงสูงที่จะเข้ามาเป็นภาระของสังคม" นโยบายนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกที่ทรัมป์อ้างว่าทำเพื่อยกระดับความมั่นคง และเศรษฐกิจภายในประเทศ 

ในขณะเดียวกัน กลุ่มสิทธิผู้อพยพอย่าง Catholic Legal Immigration Network และ African Communities Together ร่วมกับพลเมืองสหรัฐฯ ที่กำลังยื่นเรื่องขอการสนับสนุนในการพาสมาชิกในครอบครัวจากประเทศเหล่านั้นเข้ามาได้ร่วมกันยื่นฟ้องต่อศาล โดยแย้งว่า มาตรการนี้คือการเลือกปฏิบัติโดยไม่ชอบธรรม และด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ เช่น Center for Constitutional Rights ชี้ว่า นโยบายนี้เป็นหนึ่งในมาตรการคุมเข้มที่ถูกบังคับใช้อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องถัดจากการแบนการเดินทางครอบคลุม 39 ประเทศเมื่อวันที่ 1 มกราคม และการระงับวีซ่าล็อตเตอรีเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขามองว่านี่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และกระบวนการยุติธรรมอันชอบธรรม โดยเฉพาะต่อกลุ่มคนชาติพันธุ์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต้องตกเป็นเหยื่อของการจัดโปรไฟล์แบ่งแยกทางเชื้อชาติ 

ทำไม Travel Ban ศาลฎีกาเคยให้ผ่าน แต่ครั้งนี้ไม่ผ่าน

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาเห็นด้วยกับทรัมป์อย่างหนึ่งว่า นโยบายดังกล่าว ไม่ได้ถือเป็น “กฎระเบียบอย่างเป็นทางการ” ที่จำเป็นต้องเปิดให้สาธารณชนแสดงความคิดเห็นก่อนนำไปบังคับใช้ ซึ่งในการต่อสู้คดี ทีมกฎหมายของรัฐบาลอ้างคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อปี 2018 ซึ่งรับรองมาตรการ Travel Ban ฉบับที่ 3 ในสมัยแรกของทรัมป์ ที่ห้ามพลเมืองจากหลายประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศมุสลิม เดินทางเข้าสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาระบุว่า คดีดังกล่าวตั้งอยู่บนอำนาจของประธานาธิบดีในการตัดสินใจว่าใครสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ ขณะที่คดีแบนวีซ่าครั้งนี้เป็นคนละประเด็น เพราะคำถามสำคัญคือ “บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับการออกวีซ่าหรือไม่”

ผู้พิพากษาวาร์กัสจึงกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางยุติประเด็นที่เหลือของคดีภายในวันที่ 11 กันยายน ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงสามารถยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าวได้

แชร์
ไทยโล่งอกไปที  ศาลสหรัฐฯ คว่ำคำสั่งทรัมป์  ยกเลิกระงับวีซ่า 75 ประเทศ