
ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในแมนแฮตตัน รัฐนิวยอร์ก มีคำพิพากษาคว่ำนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สั่งระงับการออกวีซ่าผู้อพยพให้แก่ผู้สมัครจาก 75 ประเทศทั่วโลก โดยศาลชี้ขาดว่า การแบนในลักษณะนี้เป็นการกระทำที่ "ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน" ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 75 ประเทศนี้ด้วยเช่นกัน
เมื่อเดือนมกราคม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระงับการออกวีซ่าผู้อพยพเกือบ 40% ของประเทศทั่วโลก เพื่อป้องกันการเข้ามาพึ่งพาสวัสดิการ ทรัพยากร และความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยมุ่งไปยังประเทศที่ผู้อพยพมากกว่า 30% รับสวัสดิการ และความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ และประเทศไทยคือหนึ่งในนั้น
สำหรับมาตรการระงับการออกวีซ่าดังกล่าว ครอบคลุมวีซ่าสำหรับผู้ที่ต้องการพำนักถาวรในสหรัฐฯ เช่น ผู้ที่จะเดินทางไปอยู่กับสมาชิกครอบครัว หรือเดินทางไปทำงานในสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ครอบคลุมถึงวีซ่าชั่วคราว หรือ Nonimmigrant Visa เช่น วีซ่าท่องเที่ยว และวีซ่านักเรียน
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ส่งข้อความไปยังสถานทูต และสถานกงสุลสหรัฐฯ ทุกแห่ง ซึ่งได้ถูกนำมาเป็นหลักฐานในคดี โดยในหลักฐานมีการระบุให้เจ้าหน้าที่ ปฏิเสธคำร้องขอวีซ่า แม้ว่าผู้สมัครจะสามารถยื่นหลักฐานเพิ่มเติมที่พิสูจน์ได้ว่าตนเองไม่ได้เข้าข่ายเป็น “ภาระต่อรัฐ” ก็ตาม
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้พิพากษาเจเน็ตต์ วาร์กัส แห่งศาลรัฐบาลกลางในแมนฮัตตันได้ตั้งข้อกังขาต่อเหตุผลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ใช้สนับสนุนนโยบายดังกล่าว และมีคำสั่งเพิกถอนการปฏิเสธวีซ่าทั้งหมดที่อาศัยเหตุผลนี้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากภายใต้กฎหมาย ผู้อพยพจะถูกปฏิเสธการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ในฐานะบุคคลที่มีแนวโน้มจะกลายเป็น “ภาระต่อรัฐ” หรือผู้ที่คาดว่าจะต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้ ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่กงสุลพิจารณาปัจจัยเฉพาะตัวของบุคคลนั้นอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางการเงิน อายุ สุขภาพ ทักษะ และสถานการณ์ครอบครัว ไม่ใช่พิจารณาเพียงเพราะประเทศต้นทางของบุคคลนั้น
ผู้พิพากษาได้เขียนในคำวินิจฉัยว่า “ผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าวีซ่าจะถูกปฏิเสธ” ซึ่งนโยบายนี้ขัดต่อกฎหมายปี 1965 ที่ห้ามการเลือกปฏิบัติในการอนุมัติวีซ่าบนพื้นฐานของสัญชาติ รวมถึงขัดต่อบทบัญญัติอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งไม่อนุญาตให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่กงสุลในแต่ละกรณี
อย่างไรก็ตาม การปฏิเสธวีซ่าที่อาศัย เหตุผลทางกฎหมายอื่น ยังคงมีผลบังคับใช้ แม้เจ้าหน้าที่จะอ้างถึงมาตรการแบนดังกล่าวร่วมด้วยก็ตาม ส่งผลให้ในขณะนี้ ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าจะมีคำสั่งปฏิเสธวีซ่ากี่กรณีที่ถูกกลับคำตัดสิน เพราะในบรรดาผู้ยื่นฟ้อง มีพลเมืองสหรัฐฯ 6 คน ที่ยื่นคำร้องขอวีซ่าเพื่อให้สมาชิกครอบครัวเดินทางมายังสหรัฐฯ โดยระบุว่ามาตรการแบนดังกล่าวทำให้ญาติของพวกเขาในกานา จาเมกา กัวเตมาลา และเอธิโอเปีย ไม่สามารถได้รับวีซ่าได้
นอกจากนี้ ยังมีชาวโคลอมเบีย 5 คนที่ยื่นขอวีซ่าผ่านการจ้างงานเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดี โดยหนึ่งในนั้นได้รับหนังสือแจ้งปฏิเสธวีซ่าที่ระบุอ้างถึงนโยบายดังกล่าวโดยตรง
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้มีความพยายามชี้แจงความชอบธรรมของคำสั่งแบนวีซ่านี้ ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2569 ว่า ผู้สมัครวีซ่าจากกลุ่มประเทศ 75 ประเทศเหล่านี้ ล้วนเป็นกลุ่มที่มี "ความเสี่ยงสูงที่จะเข้ามาเป็นภาระของสังคม" นโยบายนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกที่ทรัมป์อ้างว่าทำเพื่อยกระดับความมั่นคง และเศรษฐกิจภายในประเทศ
ในขณะเดียวกัน กลุ่มสิทธิผู้อพยพอย่าง Catholic Legal Immigration Network และ African Communities Together ร่วมกับพลเมืองสหรัฐฯ ที่กำลังยื่นเรื่องขอการสนับสนุนในการพาสมาชิกในครอบครัวจากประเทศเหล่านั้นเข้ามาได้ร่วมกันยื่นฟ้องต่อศาล โดยแย้งว่า มาตรการนี้คือการเลือกปฏิบัติโดยไม่ชอบธรรม และด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ เช่น Center for Constitutional Rights ชี้ว่า นโยบายนี้เป็นหนึ่งในมาตรการคุมเข้มที่ถูกบังคับใช้อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องถัดจากการแบนการเดินทางครอบคลุม 39 ประเทศเมื่อวันที่ 1 มกราคม และการระงับวีซ่าล็อตเตอรีเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขามองว่านี่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และกระบวนการยุติธรรมอันชอบธรรม โดยเฉพาะต่อกลุ่มคนชาติพันธุ์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต้องตกเป็นเหยื่อของการจัดโปรไฟล์แบ่งแยกทางเชื้อชาติ
ทั้งนี้ ผู้พิพากษาเห็นด้วยกับทรัมป์อย่างหนึ่งว่า นโยบายดังกล่าว ไม่ได้ถือเป็น “กฎระเบียบอย่างเป็นทางการ” ที่จำเป็นต้องเปิดให้สาธารณชนแสดงความคิดเห็นก่อนนำไปบังคับใช้ ซึ่งในการต่อสู้คดี ทีมกฎหมายของรัฐบาลอ้างคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อปี 2018 ซึ่งรับรองมาตรการ Travel Ban ฉบับที่ 3 ในสมัยแรกของทรัมป์ ที่ห้ามพลเมืองจากหลายประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศมุสลิม เดินทางเข้าสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาระบุว่า คดีดังกล่าวตั้งอยู่บนอำนาจของประธานาธิบดีในการตัดสินใจว่าใครสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ ขณะที่คดีแบนวีซ่าครั้งนี้เป็นคนละประเด็น เพราะคำถามสำคัญคือ “บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับการออกวีซ่าหรือไม่”
ผู้พิพากษาวาร์กัสจึงกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางยุติประเด็นที่เหลือของคดีภายในวันที่ 11 กันยายน ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงสามารถยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าวได้