
ช็อกวงการเศรษฐกิจ! เมื่อคลื่นภาษีลูกใหม่ของสหรัฐฯ กำเนิดขึ้น หลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และแคนาดาพังไม่เป็นท่าในนาทีสุดท้าย ทำให้มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาประกาศสั่งระงับการเจรจาทันที พร้อมลั่นตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน "ดอลลาร์ต่อดอลลาร์" และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันเสาร์เป็นต้นไป
เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่แคนาดาว่า จะบังคับใช้กำแพงภาษีสูงถึง 50% กับสินค้านำเข้าแคนาดาซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 6แสนล้านบาทภายในวันที่ 19 สิงหาคม แม้ทรัมป์ได้มีการหยุดเรื่องกำแพงภาษีไว้ชั่วคราว เพราะมองว่าทั้งสหรัฐฯ และแคนาดาเองใกล้จะบรรลุการทำข้อตกลงเรื่องนี้ที่ดีร่วมกัน แต่เพียงไม่กี่นาทีสุดท้ายก่อนถึงเส้นตายของดีลนี้ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาได้มีการกล่าวว่า “ในระหว่างที่เรากำลังทำการยื่นข้อเสนอกันนั้น ข้อเสนอที่ทางสหรัฐฯ ยื่นมาทั้งไม่เป็นธรรม ไร้เหตุผล และไม่มีความน่าเชื่อเลย” และนั่นทำให้นายกมาร์กตัดสินใจสั่งถอนทีมเจรจาทั้งหมดกลับกรุงออตตาวา
ในขณะเดียวกัน หลังจากนายกมาร์กได้มีการประกาศระงับการเจรจา เจมีสัน เกียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ก็ได้มีการออกมาแถลงว่า "ในค่ำคืนนี้ แคนาดาปฏิเสธ และถอดถอนตัวเองออกมาจากการเจรจาการค้าที่ได้มีการตกลงกันไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว" และยังกล่าวเสริมว่า “อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ได้หยิบยื่นเงื่อนไขการปฏิบัติที่ดีที่สุดเท่าที่คู่ค้าหลักจะได้รับแล้ว แต่ความพยายามเรียกร้องสิ่งใหม่ และการกลับคำสัญญาของแคนาดาต่างหากที่เป็นตัวทำลายข้อตกลงทั้งหมด” ว่าแต่ในข้อเสนอมีอะไรกันนะ? ทำไมทั้งคู่ถึงไม่พอใจกันขนาดนี้
ก่อนหน้านี้ นักเจรจาได้มีการพยายามพูดคุยเพื่อขอลดหย่อนภาษีเหล็ก และอะลูมีเนียมจาก 50% เหลือ 25% และภาษียานยนต์จาก 25% เหลือ 15% โดยแลกกับการที่แคนาดาจะยอมนำเข้าสินค้าประเภทแอลกอฮอลล์จากสหรัฐฯ กลับมาวางจำหน่ายในร้านค้าอีกครั้ง
แต่สุดท้ายการตกลงกลับไม่ลงตัวจากการที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้แคนาดาเปิดโควตานม และชีสเพิ่ม รวมถึงยกเลิกข้อจำกัดด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด ซึ่งทางสภาเครื่องดื่มกลั่นแห่งสหรัฐฯ ชี้ว่า การที่แคนาดาปฏิเสธเงื่อนไขดังกล่าวทำให้ยอดส่งออกแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ ร่วงลงกว่า 70%
การประกาศปิดประตูเจรจาในครั้งนี้ ทำให้แคนาดาต้องเจอกับภาษีศุลกากร 50% ภายใต้กฎหมายยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ซึ่งครอบคลุมสินค้าส่งออกถึง 5% เช่น ไวน์ นม ซีเมนต์ เสื้อผ้า และอุปกรณ์ฮอกกี้ นอกเหนือจากภาษีรถยนต์ และโลหะที่มีอยู่เดิม ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเมืองของนายกมาร์ก คาร์นีย์ ที่จะต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจในครั้งนี้คุ้มค่ากับการยืนหยัดต่อสู้กับทำเนียบขาวในระยะยาว
จากผลสำรวจของ Abacus Data มีการรายงานว่า ชาวแคนาดากว่า 36% สนับสนุนการตอบโต้ทางภาษีอย่างรุนแรงนี้ แต่อีก 30% กลับมองว่าจะดีกว่าไหมถ้ารัฐบาลจะเดินหน้าหาทางเจรจาต่อไป ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
ทอมป์สัน เทรเวอร์ ทอมบ์ นักเศรษฐศาสตร์จากคาลการี ได้มีการประเมินว่าการเจรจาที่ล้มเหลวครั้งนี้ อาจทำให้แคนาดาต้องสูญเสียตำแหน่งงานไปถึง 90,000 ตำแหน่งจากการบังคับใช้ภาษีของสหรัฐฯ และอาจทำให้ GDP ของประเทศหดตัวลง 0.3% ถึง 0.6% เช่นเดียวกับด้านแคนเดซ เลง ประธานหอการค้าแคนาดา ที่เรียกความล้มเหลวของข้อตกลงนี้ว่าเป็น "การทุบทำลายความสามารถในการแข่งขันของอเมริกาเหนือ" และเตือนว่าให้คิดถึงชีวิตจริงของบริษัทส่งออกขนาดเล็กที่จะต้องถามตัวเองว่าจะสามารถจ่ายค่าจ้าง และดูแลพนักงานต่อไปได้อย่างไร
ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้นำท้องถิ่น และนักการเมืองสายหลักในแคนาดาต่างพากันออกมาแสดงจุดยืนเคียงข้างนายกรัฐมนตรี โดยดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ ซึ่งเป็นรัฐอุตสาหกรรมการผลิตที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด ได้ประกาศสนับสนุนรัฐบาลกลางอย่างเต็มที่ในการตอบโต้กลับแบบ "ภาษีแลกภาษี ดอลลาร์แลกดอลลาร์" เช่นเดียกับเดวิด อีบี มุขมนตรีรัฐบริติชโคลัมเบียที่ฝากคำเตือนไปยังสหรัฐฯ ว่า "ความสุภาพของพวกเราไม่ควรถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความอ่อนแอ และเราจะสู้ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานแค่ไหนก็ตาม"
ท้ายที่สุดแล้ว สงครามภาษีครั้งนี้อาจไม่ได้มีผู้ชนะอย่างแท้จริง เพราะยิ่งสหรัฐฯ และแคนาดาตอบโต้กันด้วยกำแพงภาษีสูงขึ้นเท่าไร ต้นทุนก็จะไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องประชุมของรัฐบาล แต่จะถูกส่งต่อไปยังโรงงาน ผู้ประกอบการ คนทำงาน และผู้บริโภคทั้งสองประเทศ
สำหรับมาร์ก คาร์นีย์ นี่จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจว่าจะ “เก็บภาษีตอบโต้หรือไม่” แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในฐานะผู้นำประเทศ เขาต้องพิสูจน์ให้ชาวแคนาดาเห็นว่า การยืนหยัดไม่ยอมอ่อนข้อให้ทำเนียบขาวในวันนี้ จะนำไปสู่ข้อตกลงที่ดีกว่าในวันข้างหน้า
ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ เองก็ต้องเผชิญคำถามเดียวกันว่า การใช้ภาษีเป็นอาวุธกดดันพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด จะช่วยให้อเมริกาแข็งแกร่งขึ้นจริง หรือกำลังทำลายห่วงโซ่อุปทานและความสามารถในการแข่งขันของอเมริกาเหนือด้วยมือตัวเอง
และหากไม่มีฝ่ายใดยอมถอย สงครามครั้งนี้อาจไม่ได้จบลงที่คำว่า “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” เพราะสิ่งที่ทั้งสองประเทศอาจต้องจ่ายในท้ายที่สุด อาจไม่ใช่แค่ภาษีนำเข้า แต่คือ ตำแหน่งงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ของสองพันธมิตรที่เคยแน่นแฟ้นที่สุดคู่หนึ่งของโลก