
ประเทศไทยเริ่มมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อกระแสการเดินทางเข้ามาตั้งรกรากและทำกิจกรรมทางสังคมหรือศาสนาของชาวอิสราเอลในประเทศ เช่น ประเด็นการจัดตั้งศูนย์รวมชุมชนชาวยิวอย่าง Chabad House ในกรุงเทพมหานคร หรือข้อกังวลเกี่ยวกับธุรกิจและการครอบครองพื้นที่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างเกาะต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งและคลื่นการอพยพจากตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงบริบททางสังคมภายในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับภาพใหญ่ระดับโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ภายในประเทศอิสราเอลเองที่กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์สวนทางกับอดีตหลายทศวรรษ เมื่อจำนวนประชากรที่เดินทางออกจากประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญออกมาแสดงความกังวล เมื่อพบข้อมูลว่า ชาวอิสราเอลอพยพออกจากบ้านเกิดเป็นกลุ่มใหญ่ ราวกับ 'คลื่นสึนามิ' เนื่องจากพลเมืองต้องการหนีภัยสงครามและความไม่สงบในประเทศ
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดและการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ประเทศอิสราเอลกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์สวนทางกับอดีตหลายทศวรรษ เมื่อจำนวนประชากรที่เดินทางออกจากประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลการศึกษาจากสำนักงานภาษีอิสราเอลที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2026 สอดคล้องกับรายงานหลายฉบับที่ระบุว่า เมื่อรัฐบาลอิสราเอลเริ่มมีนโยบายแข็งกร้าวและมีแนวคิดฝ่ายขวามากขึ้น กลุ่มประชากรที่มีการศึกษาสูงและมีฐานะดี—ซึ่งเปรียบเสมือนกำลังหลักของชาติ—เริ่มมองว่าประเทศที่ตนเคยอาศัยอยู่นั้น ไม่ใช่บ้านที่พวกเขาคุ้นเคยอีกต่อไป
การศึกษาพบว่า การอพยพในระหว่างปี 2023 ถึง 2024 ไม่เพียงแต่มีจำนวนสูงกว่าปีก่อนหน้าเท่านั้น แต่ผู้ที่เดินทางออกไปส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มผู้เสียภาษีฐานะดีอีกด้วย
กลุ่มชาวอิสราเอลที่มองตัวเองว่าเป็นฝ่ายเสรีนิยม กำลังเผชิญกับความกังวลอย่างลึกซึ้งว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กำลังผลักดันประเทศให้ออกห่างจากความเป็นรัฐฆราวาส ซึ่งเป็นรัฐที่แยกการเมืองออกจากหลักศาสนาอย่างเด็ดขาด และพยายามรวบอำนาจด้วยการบั่นทอนความเป็นอิสระของสถาบันสำคัญ โดยเฉพาะระบบตุลาการ
ความพยายามในการลดทอนอำนาจตุลาการในปี 2023 เป็นชนวนเหตุที่ทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนออกมาประท้วง เพราะมองว่ารัฐบาลกำลังเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ของชาติ
ความกังวลใจของชนชั้นนำอิสราเอลยิ่งทวีความรุนแรงหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 และการตอบโต้อย่างรุนแรงในฉนวนกาซา ซึ่งส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 73,000 คน รวมถึงภาวะสงครามหลายแนวรบที่ยืดเยื้อ แม้หลายคนอาจไม่คัดค้านหลักการทำสงคราม แต่ความล้มเหลวของรัฐบาลในการปิดฉากความขัดแย้งตามคำมั่นสัญญา ทำให้ประชาชนรู้สึกติดอยู่ในวังวนแห่งความรุนแรงที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ซึ่งอ้างอิงจากสำนักงานสถิติกลาง ระบุว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีชาวอิสราเอลเดินทางออกจากประเทศรวมเกือบ 270,000 คน โดยในปี 2023 มีผู้ย้ายออกกว่า 86,500 คน ต่อด้วยปี 2024 จำนวน 91,500 คน และตัวเลขในปี 2025 ก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน
กิลาด คาริฟ ประธานคณะกรรมาธิการการย้ายถิ่นฐานและกิจการพลัดถิ่นของรัฐสภาอิสราเอล ได้ออกมาเตือนว่า อิสราเอลกำลังเผชิญกับ "คลื่นสึนามิ" แห่งการอพยพที่รัฐบาลยังคงเพิกเฉยต่อปัญหา
ในสังคมอิสราเอล โดยเฉพาะกลุ่มที่มีแนวคิดฝ่ายขวา มักมีตราบาปติดตัวผู้ที่เลือกเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากมีความเชื่อว่าการอพยพเข้า คือหน้าที่ทางธรรมชาติของชาวยิว คำว่า ยอร์ดิม ซึ่งแปลว่า "ผู้ที่ลงต่ำ" ถูกนำมาใช้เรียกผู้อพยพออกเพื่อสะท้อนความรู้สึกทางลบ ต่างจาก อาลียาห์ ที่แปลว่า "การขึ้นสู่ที่สูง"
เซร์จิโอ เดลลา แปร์โกลา นักประชากรศาสตร์ชื่อดัง กล่าวว่า ปกติดุลการย้ายถิ่นของอิสราเอลมักเอียงไปทางลบเพียงระยะสั้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเท่านั้น แต่การไหลออกที่ต่อเนื่องยาวนานในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่าตื่นตระหนก
เขาระบุว่า ผู้คนไม่ได้ออกจากประเทศเพียงเพราะเรื่องโอกาสทางอาชีพ แต่เป็นเพราะ "ความไม่มั่นคงในความปลอดภัย" และ "ทิศทางทางการเมืองของประเทศ" พร้อมชี้ว่าบุคคลที่ถูกมองว่าเป็น "พวกสุดโต่ง" ในรัฐบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ที่เนทันยาฮูเป็นผู้ควบคุมการเมืองในช่วงนี้
ไมเคิล เบน-กาด ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยซิตี้ เซนต์จอร์จส์ แห่งลอนดอน ย้ำว่า การรักษากลุ่มปัญญาชนและคนหนุ่มสาวเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างอิสราเอล ขณะที่ ลิลาช เลฟ อารี ศาสตราจารย์ด้านประชากรศาสตร์จากวิทยาลัยโอรานิม เสริมว่า กลุ่มที่ย้ายออกไปส่วนใหญ่เป็นครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งผลกระทบจากการปฏิรูปตุลาการและสถานการณ์สงครามได้ผลักดันให้คนเหล่านี้เลือกอนาคตใหม่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม ชิร์ เฮเวอร์ นักเศรษฐศาสตร์การเมือง กลับมองว่า ประเด็นนี้ต้องมองให้ลึกกว่าแค่เรื่องสมองไหล ที่ชาวอิสราเอลผู้มีศักยภาพกำลังย้ายออกจากประเทศ เขาย้ำว่าการมุ่งเน้นเพียงกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี อาจทำให้ละเลยบุคลากรสำคัญอย่างพยาบาลและพนักงานทั่วไปที่ขาดหายไป