Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทรัมป์เตรียมพบ ‘คิม จองอึน’ ปีนี้ หันญาติดีเกาหลีเหนือ ลอยแพเกาหลีใต้?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ทรัมป์เตรียมพบ ‘คิม จองอึน’ ปีนี้ หันญาติดีเกาหลีเหนือ ลอยแพเกาหลีใต้?

20 ส.ค. 69
14:55 น.
แชร์

เตรียมจับตางานใหญ่ ทรัมป์อาจพบคิมปลายปีนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยเมื่อวันพุธ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันความตั้งใจที่จะเดินทางไปพบกับ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งคาดการณ์กันว่า อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ณ เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ในเดือนพฤศจิกายน 2026

การออกมาส่งสัญญาณฟื้นสัมพันธ์ทวิภาคีในครั้งนี้ ทรัมป์ไม่เพียงแต่ระบุถึงเคมีส่วนตัวที่เข้ากันได้ดีกับผู้นำเกาหลีเหนือเท่านั้น แต่ยังได้สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดเผยตัวเลขคลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกอย่างเจาะจงว่า กรุงเปียงยางถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่ "ทรงอานุภาพมาก" อยู่ในมือถึง 57 ลูก

ยิ่งไปกว่านั้น ในการตอบคำถามสื่อมวลชน ทรัมป์กลับเลี่ยงที่จะตอบว่า เป้าหมายสูงสุดของการเจรจารอบใหม่ยังคงเป็น "การปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์" เหมือนในอดีตหรือไม่ ท่าทีดังกล่าวสร้างความกังวลให้แก่ฝ่ายความมั่นคงระหว่างประเทศว่า สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์อาจกำลังเปลี่ยนผ่านนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ จากการบีบให้ยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ ไปสู่การยอมรับเกาหลีเหนือในฐานะรัฐนิวเคลียร์อย่างกลาย ๆ แล้ว เน้นเพียงแค่การบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อลดความตึงเครียดแทน

SPOTLIGHT ชวนอ่านบทวิเคราะห์ นี่คือท่าทีที่สหรัฐฯ เตรียม ‘ลอยแพ’ เกาหลีใต้หรือไม่ จากการลดระดับการซ้อมรบร่วมให้เล็กลงทุกปี พร้อมทั้งหันไปญาติดีกับรัฐปริปักษ์อย่างเกาหลีเหนือ

รอยร้าวและสัญญาณ "ลอยแพ" เกาหลีใต้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ประกาศสั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมทางทหารประจำปีอย่าง Ulchi Freedom Shield ลงกะทันหันถึงครึ่งหนึ่ง โดยทรัมป์อ้างว่าการซ้อมรบดังกล่าวเป็นเรื่องสิ้นเปลืองงบประมาณของสหรัฐฯ ทั้งยังส่งสัญญาณที่เป็นปฏิปักษ์และเป็นการดูหมิ่น คิม จองอึน ซึ่งเขามองว่า ผู้นำเกาหลีเหนือ นับเป็น "มิตร" คนหนึ่ง

ไม่เพียงแต่เรื่องการทหารเท่านั้น ทรัมป์ยังแสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผยต่อกรุงโซล โดยระบุว่าเกาหลีใต้ปฏิเสธที่จะส่งกำลังไปช่วยสหรัฐฯ คุ้มกันเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความขัดแย้งกับอิหร่าน ทั้งที่เกาหลีใต้พึ่งพาน้ำมันดิบจากเส้นทางนี้สูงถึง 60% สะท้อนถึงการนำนโยบายต่างประเทศแบบคิดค่าตอบแทน (Transactional Diplomacy) มาบีบเค้นพันธมิตรอย่างหนักหน่วง

ทางด้านประธานาธิบดี อี แจมยอง ของเกาหลีใต้ ต้องจำใจตอบรับท่าทีดังกล่าวด้วยการเร่งเพิ่มงบประมาณกลาโหมขึ้นเป็น 3.5% ของ GDP เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับโอน "อำนาจควบคุมยุทธการในภาวะสงคราม" กลับมาบริหารเองภายในปี 2030 ท่ามกลางสายตาของนักวิเคราะห์ที่มองว่า รัฐบาลโซลกำลังถูกบีบให้ต้องแบกรับภาระการป้องกันตนเองเร็วขึ้น ในขณะที่ร่มเงาความคุ้มครองจากสหรัฐฯ เริ่มไม่มั่นคงเหมือนเดิม


เกมทิ้งเกาหลีใต้ไว้กลางทาง นักวิเคราะห์เชื่อ สหรัฐฯ อาจคิดผิด

การผ่อนปรนความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ของโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกมองว่า เป็นก้าวที่ย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะในขณะที่เขาเรียกร้องให้เกาหลีใต้แบกรับภาระและรับผิดชอบการป้องกันประเทศด้วยตนเองมากขึ้น การสั่งลดและตัดทอนการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield ลงอย่างกะทันหัน กลับกลายเป็นการทำลายกระบวนการประเมินความพร้อมรบที่สำคัญ 

ยู จีฮุน นักวิจัยจากสถาบันการวิเคราะห์การป้องกันประเทศแห่งเกาหลี ได้ชี้ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนแผนงานกะทันหันโดยไม่ผ่านการหารือล่วงหน้า จะยิ่งขัดขวางและทำให้โครงการโอนย้ายอำนาจควบคุมยุทธการในภาวะสงครามที่สหรัฐฯ เคยสนับสนุน ต้องเผชิญกับความซับซ้อนและล่าช้าออกไปอีก

ความย้อนแย้งนี้ยังสะท้อนผ่านการวางลำดับความสำคัญของพันธมิตรที่ผิดที่ผิดทาง เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ เลือกที่จะอ่อนข้อและเดินหน้าเอาอกเอาใจฝ่ายตรงข้ามที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเกาหลีเหนือ แต่กลับส่งสัญญาณกดดัน และบั่นทอนความมั่นใจของพันธมิตรตามสนธิสัญญาอย่างเกาหลีใต้ ที่พยายามปฏิบัติตามข้อเรียกร้องด้านการเพิ่มงบประมาณและการพึ่งพาตนเองมาโดยตลอด

ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างความระส่ำระสายในเอเชียไม่ได้ช่วยให้สหรัฐฯ สามารถถอนตัว หรือประหยัดงบประมาณได้จริงตามที่ทรัมป์กล่าวอ้าง เพราะหากระบบการป้องกันร่วมยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลีสั่นคลอน กองทัพอเมริกันก็ยังคงต้องถูกผูกติดและตรึงกำลังไว้ในภูมิภาคนี้ต่อไป ส่งผลให้วอชิงตันเสียโอกาสในการโยกย้ายทรัพยากรทางการทหารไปรับมือกับความขัดแย้งในจุดตึงเครียดอื่นอย่างอิหร่านหรือภูมิภาคอื่นทั่วโลก

ลีฟ-เอริก อีสลีย์ ศาสตราจารย์ด้านนานาชาติศึกษาจากมหาวิทยาลัยอีฮวา ในกรุงโซล ได้ให้ทัศนะวิเคราะห์ว่า ท่าทีทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนการ "ยิงเข้าประตูตัวเอง" ของทรัมป์อย่างแท้จริง เพราะผลประโยชน์ทางการทูตที่จะได้รับกลับมาจากกรุงเปียงยางนั้นยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือและไม่แน่นอน แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นแล้วกลับเป็นการบ่อนทำลายการประสานงานของสองพันธมิตร ชะลอกระบวนการพึ่งพาตนเองของเกาหลีใต้ และลดทอนศักยภาพในการป้องปรามความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลีลงอย่างน่าเสียดาย

เบื้องหลังเกมการเมืองและปฏิกิริยาจากเปียงยาง

เบื้องหลังความกระตือรือร้นของทรัมป์ถูกมองว่า มาจากแรงจูงใจทางการเมืองภายในประเทศ โดยนักสังเกตการณ์ชี้ว่า การเดินเกมทูตครั้งนี้คือพยายามสร้างผลงานต่างประเทศชิ้นใหญ่ เพื่อชูภาพลักษณ์การเป็น "ผู้สร้างสันติภาพ" เบี่ยงเบนความสนใจของอเมริกันชนจากปัญหาราคาน้ำมันแพงเนื่องจากความขัดแย้งในอิหร่านที่ยืดเยื้อ อีกทั้งยังสะท้อนสไตล์การทูตที่ทรัมป์มักเชื่อมั่นใน "เคมีส่วนตัว" และการเจรจาตรงกับผู้นำอำนาจนิยม มากกว่ากระบวนการทางการทูตแบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม บริบทของเกาหลีเหนือในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากสมัยแรกของทรัมป์อย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากจะมีคลังอาวุธนิวเคลียร์ที่พัฒนาไปไกลกว่าเดิมแล้ว เปียงยางยังได้กระชับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนอย่างแน่นแฟ้น ทำให้ความจำเป็นในการพึ่งพาหรือยอมอ่อนข้อให้แก่สหรัฐฯ ลดลงไปมาก

สะท้อนได้จาก คิม โยจอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของผู้นำเกาหลีเหนือ ที่ออกมาตอกกลับการสั่งลดขนาดการซ้อมรบของทรัมป์ว่าเป็นเรื่อง "ไร้ราคา" แต่ก็ยังทิ้งช่องทางการทูตไว้ด้วยการย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้นำยังคงดีเยี่ยม บทสรุปของการเดินเกมเดี่ยวของทรัมป์ในครั้งนี้ จึงถูกเหล่านักวิเคราะห์ประเมินว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า เพราะต้องยอมเสี่ยงเสียความเชื่อมั่นของพันธมิตรที่สร้างมานาน เพื่อแลกกับโอกาสทางการทูตอันเลือนรางเท่านั้น


แชร์
ทรัมป์เตรียมพบ ‘คิม จองอึน’ ปีนี้ หันญาติดีเกาหลีเหนือ ลอยแพเกาหลีใต้?