
ภาพแอนิเมชันที่เคลื่อนไหวกระตุก ตัวละครซึ่งดูคล้ายฟองน้ำที่มีตาและขา งูรูปร่างเหมือนแถบสปริง ใบไม้ทรงกลม ตลอดจนทุ่งหญ้าที่สร้างจากแท่งสีเหลืองและเขียนกำกับตรงๆ ว่า “หญ้า” แทบไม่น่าใช่องค์ประกอบของภาพยนตร์ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จบนจอใหญ่
ทว่า ความไม่สมบูรณ์เหล่านี้กลับกลายเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้ Niu Lai ภาพยนตร์แอนิเมชันจากจีนซึ่งใช้ทุนสร้างไม่ถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ พลิกสถานะจากหนังที่แทบไม่มีคนดู ขึ้นมาเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลกด้วยรายได้เกือบ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 100 ล้านบาท จากทุนเพียงประมาณ 6,500 บาท
Niu Lai เข้าฉายในจีนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เล่าเรื่องการเติบโตของลูกวัวแรกเกิดชื่อ "หนิวไหล" ผ่านความฝันที่เกิดขึ้นระหว่างการหัดเดิน ก่อนพัฒนาไปสู่การเดินทางเหนือจริงและการก้าวขึ้นเป็นนักรบ ตัวละครหลักประกอบด้วยลูกวัว แม่วัว และเสือดาว ขณะที่เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยฉากความฝัน และบทสนทนาที่ไม่เป็นธรรมชาติ
ในช่วง 10 วันแรก ภาพยนตร์ทำรายได้เพียงกว่า 7,000 หยวน หรือขายบัตรได้ไม่ถึง 300 ใบ จนดูเหมือนว่าจะออกจากโรงไปโดยแทบไม่มีใครจดจำ แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อผู้ชมเริ่มนำภาพถ่ายและคลิปจากในโรงภาพยนตร์ไปเผยแพร่
ภาพแอนิเมชันที่ถูกวิจารณ์ว่า “ห่วยระดับหายนะ” เนื้อเรื่องชวนสับสน และเสียงพากย์แปลกหู ถูกตัดออกมาเป็นมีมและคลิปสั้นที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว จากหนังที่ถูกมองว่า “แย่เกินกว่าจะดู” Niu Lai จึงกลายเป็นหนังที่ผู้คนรู้สึกว่า “แย่จนไม่อาจมองข้าม” และต้องซื้อตั๋วเข้าไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง
เบื้องหลังความไม่สมบูรณ์ของ Niu Lai คือความพยายามของคนเพียงสองคน ได้แก่ ซิน อวี่เหมิง ผู้กำกับวัย 34 ปี และซุน ลี่ฟาง แม่ของเขา ซึ่งร่วมกันใช้เวลาสร้างภาพยนตร์ความยาว 86 นาทีถึงห้าปี
รายงานจากสื่อจีนระบุว่า ซิน อวี่เหมิง เรียนจบด้านภูมิสถาปัตยกรรมและทำงานเกี่ยวกับภูมิทัศน์มาก่อน เขาศึกษาเทคนิคการทำแอนิเมชันด้วยตัวเองและรับผิดชอบงานสำคัญเกือบทุกส่วนของภาพยนตร์ ขณะที่ซุน ลี่ฟางเรียนรู้การเขียนบทและแต่งเพลงด้วยตัวเอง ก่อนจะรับหน้าที่เขียนบท ร่วมพากย์เสียง แต่งดนตรีประกอบ และร้องเพลงปิดท้ายเรื่อง
ทั้งสองสร้างภาพยนตร์ทีละเฟรมจากคอมพิวเตอร์ภายในบ้าน โดยไม่มีทีมงานมืออาชีพและไม่ได้จ้างบุคคลภายนอกมารับผิดชอบขั้นตอนใดเป็นพิเศษ ซินและแม่ยังร่วมกันพากย์เสียงตัวละครในเรื่อง กระบวนการผลิตเต็มไปด้วยการทำงานจนดึก การถกเถียงกันเรื่องบท และการทดลองด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
ซินเปิดเผยก่อนหนังเข้าฉายว่า เขาต้องซื้ออุปกรณ์มือสองมาใช้ในการผลิต ขณะที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเครื่องมือทำให้ไม่สามารถสร้างฉาก ตัวละคร และโมเดลหลายอย่างได้ตามความทะเยอทะยานเดิม ความหยาบของภาพเคลื่อนไหวจึงไม่ได้เป็นแนวทางที่เกิดจากความพร้อมทางเทคนิค แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากข้อจำกัดที่ผู้สร้างต้องเผชิญตลอดห้าปี
แรงบันดาลใจของซินมาจากการ์ตูนที่เขาเคยดูในวัยเด็กและภาพยนตร์แอนิเมชันหลายเรื่อง แม้ผลงานที่ออกมาจะถูกผู้ชมบางส่วนเปรียบเทียบกับสไลด์ PowerPoint หรือแอนิเมชันแบบโลว์ไฟในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ซินไม่เคยมองว่า Niu Lai เป็นภาพยนตร์ที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อให้คนหัวเราะกับความบกพร่อง
ในการให้สัมภาษณ์กับ Dalian Children’s Radio ซินอธิบายว่า Niu Lai เป็น “ภาพยนตร์ครอบครัวที่ช่วยเยียวยาจิตใจ” เนื้อหาต้องการสื่อถึงการเห็นคุณค่าของความผูกพันในครอบครัว รวมถึงการเผชิญความยากลำบากด้วยความกล้าหาญ การเดินทางของลูกวัวจึงถูกออกแบบให้เป็นเรื่องราวการเติบโต แม้วิธีเล่าและคุณภาพด้านภาพจะทำให้ผู้ชมจำนวนมากตีความหนังไปในทิศทางอื่นก็ตาม
นอกจากนี้ ซินยังไม่ได้ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ใดๆ ในการผลิต โดยให้เหตุผลว่าเทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่พร้อมใช้งานในช่วงที่เขาเริ่มต้นโครงการเมื่อปี 2021 ภาพยนตร์ทั้งเรื่องจึงเกิดจากการทำงานด้วยมือของซินและแม่เป็นหลัก ต่างจากผลงานร่วมสมัยจำนวนมากที่ใช้เทคโนโลยีสร้างภาพให้มีความสมจริงและเคลื่อนไหวอย่างลื่นไหล
ก่อนเข้าฉาย Niu Lai แทบไม่มีการประชาสัมพันธ์ ซินยอมรับว่า สำหรับภาพยนตร์แบบที่เขาสร้างขึ้น การทุ่มงบทำการตลาดอาจไม่มีประโยชน์มากนัก ทางเลือกของเขาคือส่งหนังเข้าโรงแล้วปล่อยให้ผู้ชมและตลาดเป็นผู้ตัดสินว่าจะยอมรับผลงานหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หลังภาพยนตร์กลายเป็นไวรัล ซินไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเพิ่มเติม และไม่ได้ตอบรับคำขอสัมภาษณ์ที่สื่อส่งไป
การเปิดตัวของ Niu Lai แทบไม่มีสัญญาณว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จ ในวันแรกของการเข้าฉายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ภาพยนตร์ทำรายได้เพียงประมาณ 3,420 หยวน หรือประมาณ 507 ดอลลาร์สหรัฐ บางวันมีรายได้ต่ำเพียง 200 หยวน หรือประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วง 10 วันแรก สื่อบางแห่งรายงานว่า Niu Lai ทำรายได้เพียง 7,000 หยวน หรือประมาณ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อีกแห่งประเมินเป็นเงินดอลลาร์ไว้ที่ 1,140 ดอลลาร์สหรัฐ โดยราคาตั๋วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 26 หยวน หรือ 3.60 ดอลลาร์สหรัฐ และมีผู้ซื้อตั๋วไม่ถึง 300 ใบ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงถูกจับตามองในระยะแรกไม่ใช่เพราะทำเงิน แต่เพราะทำรายได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนมีแนวโน้มจะกลายเป็นหนังที่ล้มเหลว
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อผู้ชมเริ่มโพสต์ภาพและคลิปที่ถ่ายจากในโรงภาพยนตร์ลงบนโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นงานภาพที่แตกต่างจากมาตรฐานของแอนิเมชันกระแสหลักอย่างชัดเจน ทั้งภาพแบบพิกเซล การเคลื่อนไหวที่ขาดความต่อเนื่อง และตัวละครวัวที่ดูคล้ายกล่องหลากสีวางซ้อนกัน พร้อมรอยยิ้มที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ ขณะที่ผู้ชมบางส่วนมองว่าตัวละครหลักอย่างลูกวัว แม่วัว และเสือดาว มีรูปร่างคล้ายฟองน้ำที่ติดตาและขาเข้าไป
ในช่วงแรก ภาพและคลิปเหล่านี้ถูกเผยแพร่เพื่อวิจารณ์หรือเยาะเย้ยคุณภาพของภาพยนตร์ แต่ยิ่งถูกส่งต่อมากเท่าใด ความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย รวมถึงแพลตฟอร์ม X ต่างแสดงความประหลาดใจต่องานภาพ พร้อมเรียก Niu Lai ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ “แย่จนไม่อาจมองข้าม” และมีคุณภาพแอนิเมชันอยู่ใน “ระดับหายนะ”
คำวิจารณ์ซึ่งตามปกติควรทำให้ผู้ชมหลีกเลี่ยงภาพยนตร์ กลับกลายเป็นแรงจูงใจให้คนจำนวนมากซื้อตั๋วเข้าไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง ผู้ชมรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ The Beijing News ว่า ภาพยนตร์แย่มีอยู่ทั่วไป แต่เขาอยากเห็นด้วยตัวเองว่าหนังที่ถูกบอกว่าแย่ถึงระดับนี้จะออกมาเป็นอย่างไร
พฤติกรรมดังกล่าวมีลักษณะคล้าย “hate-watching” หรือการเลือกชมสิ่งที่ผู้ชมเชื่ออยู่แล้วว่าจะไม่ดี เพียงเพราะต้องการสัมผัสความแย่ด้วยตัวเองและค้นหาความเพลิดเพลินในอีกรูปแบบหนึ่ง ความบกพร่องของ Niu Lai จึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่ผู้ชมยอมรับได้ แต่กลับกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเสียเงินซื้อตั๋ว
กระแสความสนใจที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ชมเรียกร้องให้โรงภาพยนตร์เพิ่มรอบฉาย ส่งผลให้จำนวนรอบทั่วประเทศพุ่งจาก 21 รอบเป็น 359 รอบภายในเวลาเพียงหนึ่งวัน หลังจากทำรายได้เพียงหลักพันหยวนในช่วงแรก ประมาณ 10 วันต่อมา รายได้ของภาพยนตร์ขยับขึ้นเป็นหลักแสนหยวน และมีรายงานว่าเคยทำเงินเพิ่มขึ้นถึง 500,000 หยวนภายในวันเดียว
รายงานในช่วงที่กระแสเริ่มร้อนแรงระบุว่า Niu Lai ทำรายได้ 717,000 หยวนในวันเสาร์ ก่อนที่รายได้สะสมจะทะลุ 11 ล้านหยวนในวันจันทร์ ขณะที่ข้อมูลในอีกช่วงหนึ่งระบุว่า รายได้ของภาพยนตร์ผ่านระดับ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว
กระทั่งวันที่ 18 สิงหาคม รายได้สะสมเพิ่มเป็นมากกว่า 21 ล้านหยวน ประมาณ 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 102 ล้านบาท ตามข้อมูลของ Maoyan Professional แพลตฟอร์มจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์ของจีน ซึ่งคาดการณ์ว่าภาพยนตร์อาจทำรายได้รวมตลอดการฉายแตะ 135 ล้านหยวน
ความสำเร็จดังกล่าวส่งให้ Niu Lai ติด 10 อันดับแรกของตารางรายได้ภาพยนตร์แอนิเมชันจีนประจำปี และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่ทำรายได้โดดเด่นของปี ทั้งยังสามารถก้าวขึ้นมาแข่งขันกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดขนาดใหญ่ได้ แม้จะเริ่มต้นจากการเป็นหนังที่ถูกประเมินว่าอาจเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่แย่ที่สุดแห่งปีก็ตาม
จุดเปลี่ยนของ Niu Lai จึงไม่ได้เกิดจากการปรับปรุงตัวภาพยนตร์หลังเข้าฉาย หรือแคมเปญการตลาดขนาดใหญ่ของบริษัทผู้ผลิต แต่เกิดจากการที่ผู้ชมเปลี่ยนข้อบกพร่องของงานให้กลายเป็นเนื้อหาที่สอดรับกับวัฒนธรรมมีมและการสื่อสารผ่านคลิปสั้น ภาพล้อเลียนทุกภาพ คำวิจารณ์ทุกข้อความ และคลิปปฏิกิริยาจากในโรงภาพยนตร์ทุกคลิป จึงทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์โดยที่ผู้สร้างไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า
อีกปัจจัยที่ทำให้ Niu Lai แตกต่างจากไวรัลทั่วไป คือ “ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโรงภาพยนตร์” ผู้ชมเรื่องนี้ไม่ได้เข้าไปนั่งดูเงียบๆ ตามธรรมเนียมการชมภาพยนตร์ แต่หัวเราะ แสดงความคิดเห็น และโต้ตอบกับฉากต่างๆ ตลอดเรื่อง บรรยากาศการฉายจึงถูกเปรียบเทียบกับการแสดงตลกมากกว่าการชมภาพยนตร์ตามปกติ
วิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นผู้ชมบางคนสวมหน้ากากวัวเข้าโรง พูดคุยกันระหว่างฉาย หัวเราะเสียงดัง และหยิบโทรศัพท์ออกมาบันทึกภาพอย่างเปิดเผย ความสนุกจึงไม่ได้เกิดจากเนื้อเรื่องเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปฏิกิริยาของคนรอบข้างและการที่ทุกคนรู้ว่ากำลังมีส่วนร่วมกับปรากฏการณ์เดียวกัน
หู ซีจิ้น อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Global Times เขียนบน Weibo หลังเข้าไปชมภาพยนตร์เพื่อ “ร่วมสนุกกับกระแส” ว่า ตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งที่เขาได้ยินภายในโรงมีแต่เสียงหัวเราะ การตัดสินใจเข้าโรงของบุคคลที่เป็นที่รู้จักและผู้แสดงความคิดเห็นจากสื่อของรัฐ ยิ่งช่วยขยายความสนใจและทำให้ภาพยนตร์เข้าถึงผู้ชมวงกว้างขึ้น
สำหรับผู้ชมบางส่วน ตั๋วภาพยนตร์ไม่ได้ซื้อเพียงสิทธิในการรับชมเรื่องราว แต่ยังซื้อสิทธิในการมีส่วนร่วมกับปรากฏการณ์ร่วม Niu Lai จึงทำหน้าที่เป็น “สกุลเงินทางสังคม” ซึ่งผู้ชมสามารถนำไปใช้เป็นหัวข้อสนทนา สร้างมีม เล่าประสบการณ์ หรือยืนยันว่าตัวเองได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่กำลังได้รับความนิยม
ธุรกิจบางแห่งเริ่มผลิตตุ๊กตา Niu Lai ขณะที่แฟนภาพยนตร์สร้างมีมและโปสเตอร์หลายสิบแบบเพื่อนำไปติดตามโรงภาพยนตร์ เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตไม่ได้ออกโปสเตอร์อย่างเป็นทางการ การขาดสื่อประชาสัมพันธ์จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมเข้ามามีบทบาทสร้างภาพจำของหนังแทนผู้ผลิต
กระแสยังขยายออกไปนอกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ตำรวจในเมืองเหอเฝย ทางตะวันออกของจีน นำตัวละคร Niu Lai ไปใช้ในประกาศรณรงค์ความปลอดภัยทางถนน ขณะที่นักลงทุนบางส่วนโพสต์คลิปอวดตั๋วภาพยนตร์ และเข้าไปชมเพื่อขอโชค โดยหวังว่าสัญลักษณ์ของวัวจะนำไปสู่ “ตลาดกระทิง” ท่ามกลางกระแสการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงของจีน ซึ่งกำลังผลักดันให้เกิดการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นจำนวนมากขึ้นในปีนี้
ผู้ชมอายุน้อยเป็นกำลังสำคัญที่ผลักดันกระแส จนมีการมองว่า Niu Lai อาจกลายเป็นภาพยนตร์คัลต์เรื่องแรกของคนจีนเจเนอเรชัน Z และถูกนำไปเปรียบเทียบกับ The Room ภาพยนตร์ปี 2003 ของทอมมี ไวโซ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของแฟนหนังจากช่องโหว่ในเนื้อเรื่องและการแสดงที่แปลกประหลาด
ในอดีต จีนมีภาพยนตร์ที่ล้มเหลวและถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “chaoji lanpian” หรือ “หนังแย่ระดับสุดยอด” หลายเรื่อง แต่มีเพียงไม่กี่เรื่องที่ได้รับความนิยม ความแตกต่างของ Niu Lai คือการที่คำวิจารณ์ด้านลบไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำให้หนังเสียชื่อเสียง แต่พัฒนาเป็นวัฒนธรรมการชมร่วมที่ผู้คนต้องการเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง
Ivy Yang ผู้ก่อตั้ง Wavelet Strategy และผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม กล่าวว่า เธอยังคงวางแผนจะซื้อตั๋วเข้าไปชม Niu Lai แต่จะเข้าโรงด้วยความคาดหวังที่ต่างจากการชม The Odyssey ของคริสโตเฟอร์ โนแลน
หากเป็น The Odyssey เธอจะให้ความสำคัญกับการประเมินตัวภาพยนตร์ แต่สำหรับ Niu Lai สิ่งที่เธอต้องการสังเกตคือ ผู้ชมในโรงเป็นใคร เหตุใดจึงมาดู จะมีใครหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกหรือไม่ และคนเหล่านั้นจะถูกตัดสินจากผู้ชมคนอื่นอย่างไร
ในมุมนี้ พิธีกรรมของการเดินทางไปโรงภาพยนตร์อาจมีความหมายมากกว่าภาพยนตร์บนจอ ประสบการณ์ในการสังเกตผู้ชมและมีส่วนร่วมกับกระแสกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าเพียงพอให้คนยอมจ่ายค่าตั๋ว แม้จะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับชมงานที่มีคุณภาพตามมาตรฐานทั่วไปก็ตาม
แม้ผู้ชมจำนวนหนึ่งเข้าโรงเพื่อต้องการหัวเราะกับคุณภาพงาน แต่เรื่องราวเบื้องหลังการผลิตกลับทำให้ท่าทีของสังคมต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เปลี่ยนไป เมื่อทราบว่าแอนิเมชันทั้งเรื่องเกิดจากความพยายามของสองแม่ลูกที่ใช้เวลานานถึงห้าปี ความหยาบและไม่สมบูรณ์ของงานจึงถูกมองในอีกด้านว่าเป็นหลักฐานว่ามนุษย์ได้ลงมือทำงานนี้จริงโดยไม่ใช้ AI
Ivy Yang มองว่า ความสำเร็จของ Niu Lai ส่วนหนึ่งสะท้อนปฏิกิริยาร่วมของผู้ชมที่มีต่อ “AI slop” หรือเนื้อหาคุณภาพต่ำซึ่งผลิตด้วยปัญญาประดิษฐ์ในปริมาณมาก ผู้คนเริ่มกลับมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำด้วยมือ มีความไร้เดียงสา และอาจดูไร้เหตุผล แม้ผลงานเหล่านั้นจะต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป แต่กลับเชื่อมโยงกับบรรยากาศทางวัฒนธรรมในปัจจุบันได้
ผู้ชมจำนวนหนึ่งแสดงความเห็นว่า ความจริงใจและความพยายามที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ให้ความรู้สึกสดใหม่ เมื่อเปรียบเทียบกับงานที่ได้รับการขัดเกลาอย่างดีแต่ขาดชีวิตชีวา ความไม่สมบูรณ์ของ Niu Lai จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว แต่เป็นร่องรอยของมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ในตัวผลงาน
สวี เผิง บล็อกเกอร์จากมณฑลเสฉวน เรียกลักษณะดังกล่าวว่า “ความจริงใจที่งุ่มง่าม” ซึ่งพบได้น้อยลงในภาพยนตร์ปัจจุบัน เขาเขียนบน WeChat ว่า ไม่ว่าผลงานที่ผลิตด้วย AI จะดูประณีตเพียงใด ก็ยังให้ความรู้สึกว่าเป็นของปลอม ขณะที่ Niu Lai แม้จะไม่ละเอียดและไม่ประณีต แต่ผู้ชมรู้ว่าเกิดจากการทำงานของมนุษย์
Michael Berry ศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรมและภาพยนตร์จีนแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส มองว่า แทนที่จะใช้ AI สร้างภาพที่สมจริง ซินกลับใช้ภาพแบบ Lo-fi ที่ชวนให้นึกถึงแอนิเมชันในช่วงทศวรรษ 1990 ผลงานจึงดูเสมือนกำลังต่อต้านการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และเลือกโอบรับสิ่งที่ถูกมองว่า “ล้าหลัง” “ตกยุค” และ “ดูโง่เขลา”
Berry ยังเสนอว่า ภาพยนตร์อาจเป็นปฏิกิริยาทางวัฒนธรรมในแบบเดียวกับกระแส “lying flat” ซึ่งสื่อถึงการเลือกทำเพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อต่อต้านวัฒนธรรมการแข่งขันอย่างเข้มข้น ในมุมมองนี้ ความไม่สมบูรณ์ของ Niu Lai จึงอาจถูกอ่านว่าเป็นการปฏิเสธการแข่งขันทางเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตที่ทุกฝ่ายพยายามยกระดับอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
อีกคำอธิบายหนึ่งมองว่า ความนิยมของภาพยนตร์สะท้อนการปฏิเสธผลงานทุนสูงจากฮอลลีวูดและสตูดิโอจีนซึ่งมีรูปแบบคาดเดาได้และถูกกำหนดด้วยอัลกอริทึม ผู้ชมบางกลุ่มรู้สึกว่า Niu Lai แม้จะมีคุณภาพต่ำกว่าในเชิงเทคนิค แต่กลับมีเอกลักษณ์และให้ความรู้สึกจริงใจกว่างานที่สวยงามแต่เดินตามสูตรสำเร็จ
ผู้ชมบางส่วนถึงกับมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ความบันเทิงมากกว่าหนังตลกทั่วไป เพราะเสียงหัวเราะไม่ได้เกิดจากมุกที่ผู้สร้างวางไว้เท่านั้น แต่เกิดจากความเหนือความคาดหมายของภาพ เนื้อเรื่อง และบรรยากาศภายในโรง ประสบการณ์ดังกล่าวยังถูกตีความว่าเป็นพื้นที่ปลดปล่อยอารมณ์ของคนหนุ่มสาวจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และเป็นความตลกที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดในช่วงที่หน่วยงานกำกับดูแลเพิ่มการควบคุมอุตสาหกรรมบันเทิง รวมถึงนักแสดงตลก
เรื่องราวของผู้สร้างจึงช่วยเพิ่มมิติใหม่ให้กับภาพยนตร์ จากเดิมที่ผู้ชมสนใจเพียงว่า “หนังจะแย่ได้เพียงใด” กลายเป็นการติดตามผลงานของคนธรรมดาสองคนที่พยายามสร้างภาพยนตร์ขึ้นมาจนสำเร็จโดยแทบไม่มีทรัพยากร ความจริงใจของกระบวนการผลิต ความไม่สมบูรณ์ของผลงาน และความบังเอิญของกระแสออนไลน์จึงเสริมกันจนทำให้ Niu Lai แตกต่างจากภาพยนตร์คุณภาพต่ำทั่วไป
อย่างไรก็ตาม กระแสของ Niu Lai ไม่ได้มีเพียงเสียงชื่นชม ผู้ชมบางส่วนปฏิเสธซื้อตั๋ว เพราะมองว่าการสนับสนุนภาพยนตร์คุณภาพต่ำอาจกลายเป็นการให้รางวัลแก่ผลงานที่ไม่ได้มาตรฐาน และทำให้ผู้สร้างที่ลงทุนเวลาและทรัพยากรเพื่อยกระดับคุณภาพเสียเปรียบ โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในมณฑลซานซียังเปิดให้ผู้ชมขอคืนเงินได้ภายใน 10 นาทีแรก พร้อมเตือนว่าภาพยนตร์อาจไม่เหมาะกับรสนิยมของทุกคน
ผู้สร้างภาพยนตร์บางรายมองว่า ผู้ชมไม่ได้เข้าโรงเพื่อดูภาพยนตร์อย่างแท้จริง แต่เข้าไปเพราะมีม คลิปสั้น และความรู้สึกอยากร่วมสนุกกับกระแส ความสำเร็จทางรายได้จึงอาจไม่สามารถใช้เป็นเครื่องยืนยันคุณค่าทางศิลปะได้
ขณะเดียวกัน การบันทึกภาพภายในโรงซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้หนังเป็นที่รู้จัก ยังจุดชนวนข้อกังวลด้านลิขสิทธิ์ แม้สถานะทางกฎหมายของการกระทำดังกล่าวในจีนยังมีความไม่ชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเตือนว่า ความไม่ชัดเจนไม่ได้หมายความว่าเจ้าของผลงานได้อนุญาตให้บันทึกและเผยแพร่ภาพยนตร์โดยปริยาย
ข้อถกเถียงยังลามไปถึงคำถามว่า ภาพยนตร์ที่คุณภาพต่ำเช่นนี้ผ่านกระบวนการอนุมัติเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ได้อย่างไร ในกรณีนี้ Qiancengmian โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ในกรุงปักกิ่ง อธิบายว่า การที่หน่วยงานอนุญาตให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายไม่ใช่การรับรองคุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์
ภาพยนตร์ในจีนต้องผ่านการตรวจสอบเนื้อหาและมาตรฐานทางเทคนิคอย่างเข้มงวด โดยพิจารณาทั้งการส่งเสริมค่านิยมเชิงบวก คุณภาพของภาพ เสียง และคำบรรยาย Qiancengmian ระบุว่า Niu Lai ผ่านเกณฑ์ทั้งด้านเนื้อหาและเทคนิคแล้ว ขณะที่การขยายการตรวจสอบไปถึงความสวยงามของงานจะเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินส่วนบุคคล ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เธอมองว่า ความนิยมของ Niu Lai สะท้อนอำนาจของผู้ชมมากกว่าคุณค่าทางศิลปะ ผู้ชมกำลังลงคะแนนด้วยเงินของตัวเอง แสดงให้เห็นว่าผู้ชมยังพร้อมจ่ายค่าตั๋วเพื่อหาความบันเทิง และในบางครั้ง ความสุขจากการยอมรับความไม่สมบูรณ์อาจให้ประสบการณ์บางอย่างที่ความสวยงามตามแบบแผนไม่สามารถมอบให้ได้
เมื่อมองในภาพรวม ความสำเร็จของ Niu Lai ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายสิ่งที่มาบรรจบกันในจังหวะพอดี ตั้งแต่งานภาพที่เป็นมีม การแพร่กระจายของคลิปสั้น ความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชม และประสบการณ์ร่วมจากการดูหนังในโรง ไปจนถึงเรื่องราวเบื้องหลังของสองแม่ลูก และความโหยหาผลงานที่ยังสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ ท่ามกลางคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่ความสำเร็จของ Niu Lai ไม่ได้แปลว่า ผู้กำกับคนอื่นจะสามารถลุกขึ้นมาสร้างหนังคณภาพต่ำแล้วสร้างปรากฏการณ์แบบเดียวกันได้ เพราะสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ได้รับความสนใจไม่ได้มีเพียงความหยาบหรือความไม่สมบูรณ์ของงาน หากยังรวมถึงความจริงใจของผู้สร้าง ความไม่ได้ตั้งใจจะทำให้หนังเป็นไวรัล และการที่ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความหมายใหม่ให้กับภาพยนตร์หลังออกฉาย
Niu Lai จึงอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จทางธุรกิจที่ใครจะลอกเลียนได้ง่ายๆ แต่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า วิธีที่ผู้ชมใช้ตัดสินว่าอะไร “คุ้มค่าที่จะดู” กำลังเปลี่ยนไป
สำหรับภาพยนตร์บางเรื่อง คุณค่าอาจไม่ได้อยู่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏบนจอ แต่อยู่ในมีม บทสนทนา ปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้าง และความรู้สึกว่าได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน
อ้างอิง: SCMP, SCMP 2, Zoom TV, The New York Times