
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้สั่งให้ลดขนาดการซ้อมรบร่วมทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มขึ้นในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม โดยระบุว่า การซ้อมรบดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่ “ไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์” ต่อเกาหลีเหนือ
ทรัมป์แสดงความเห็นผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ก่อนการซ้อมรบประจำปี Ulchi Freedom Shield ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 11 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมของกองทัพเกาหลีใต้และกองกำลังสหรัฐฯ สำหรับรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ
ทรัมป์ระบุว่า จากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเขากับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เขาไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯ ยังคงเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยมองว่า การซ้อมรบมีค่าใช้จ่ายสูง และยังส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์ต่อเกาหลีเหนือ
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่า เนื่องจากใกล้ถึงกำหนดการซ้อมรบแล้ว จึงไม่สามารถยกเลิกได้ พร้อมสั่งให้พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ “ลดขนาดการซ้อมรบลง”
ด้านกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ยืนยันว่า การซ้อมรบได้เริ่มขึ้นแล้ว และจะดำเนินไปตามแผนและกำหนดการที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้
ปัจจุบันสหรัฐฯ มีทหารประจำการในเกาหลีใต้ราว 28,500 นาย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ โดยเป็นกำลังที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สงครามเกาหลีปี 1950-1953 ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ไม่ได้มีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ
เกาหลีเหนือคัดค้านการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้มาตลอด โดยกล่าวหาว่าเป็นการซ้อมรบเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรุกรานเกาหลีเหนือ ขณะที่ในเดือนนี้ เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการประท้วงการซ้อมรบดังกล่าว
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยังเตือนว่าอาจตอบโต้ด้วย “มาตรการยับยั้งรูปแบบใหม่” ต่อการซ้อมรบที่จำลองสถานการณ์การสู้รบกับประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์
ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือจากมหาวิทยาลัยคยองนัม มองว่า เกาหลีเหนือไม่น่าจะให้ความสำคัญกับคำสั่งลดขนาดการซ้อมรบของทรัมป์มากนัก โดยระบุว่า เปียงยางจะมองว่ามีนัยสำคัญก็ต่อเมื่อการซ้อมรบถูกยกเลิกทั้งหมด ไม่ใช่เพียงลดขนาดลง พร้อมเชื่อว่าไม่น่าจะทำให้คิม จอง อึน ออกมาตอบโต้ในทันที
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียใกล้ชิดมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเกาหลีเหนือให้การสนับสนุนทางทหารแก่รัสเซีย รวมถึงส่งกำลังทหารเข้าร่วมสงครามในยูเครนด้วย
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เกาหลีเหนือได้ขยายขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเจรจาระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ล้มเหลวลง โดยทั้งสองพบกันครั้งล่าสุดเมื่อปี 2019
เกาหลีเหนือยังได้กระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลเครมลินเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022
นักวิเคราะห์ระบุว่า เปียงยางส่งกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ให้รัสเซียเพื่อสนับสนุนการทำสงคราม แลกกับความช่วยเหลือด้านการเงิน อาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีทางทหาร
พันเอกรอนัลด์ โดนัลด์ โฆษกกองบัญชาการกองกำลังผสมสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ กล่าวว่า การซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield ในปีนี้จะจำลองสถานการณ์การสู้รบกับกองกำลังเกาหลีเหนือ ซึ่งมีประสบการณ์การรบจากการส่งกำลังเข้าร่วมสงครามรัสเซีย-ยูเครน
การซ้อมรบครั้งนี้มีกำลังทหารเกาหลีใต้เข้าร่วมราว 18,000 นาย พร้อมด้วยกำลังพลสหรัฐฯ ที่ประจำการในเกาหลีใต้ โดยจะเพิ่มความสำคัญกับการทำสงครามด้วยโดรน การรบกวนสัญญาณ GPS และบทบาทของการโจมตีทางไซเบอร์
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีแนวนโยบายประนีประนอมต่อเกาหลีเหนือ ได้ปรับเปลี่ยนท่าทีจากรัฐบาลชุดก่อนที่มีจุดยืนแข็งกร้าว นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 โดยเสนอเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือโดยไม่มีเงื่อนไข และเสนอให้ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ผู้นำเกาหลีเหนือยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของประธานาธิบดีอี แม้จะมีการยื่นข้อเสนอซ้ำหลายครั้ง
สำหรับเกาหลีใต้ โพสต์ของทรัมป์ถือเป็นสัญญาณที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านหนึ่ง เกาหลีใต้ต้องการให้ทรัมป์ช่วยเปิดทางเจรจากับเกาหลีเหนือ และข้อความของทรัมป์ก็ทำให้เกิดความหวังว่า เขาอาจช่วยนำคิม จอง อึน กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง
แต่อีกด้านหนึ่ง ทรัมป์กำลังส่งสัญญาณว่าเขาไม่พอใจที่เกาหลีใต้ไม่ต้องการให้การสนับสนุนทางทหารหรือด้านโลจิสติกส์โดยตรงต่อสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่าน
การตัดสินใจลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ของทรัมป์ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ในปี 2018 ทรัมป์เคยระงับการซ้อมรบร่วมทั้งหมด ระหว่างการเจรจาเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์กับคิม จอง อึน โดยในขณะนั้นเขาระบุว่าการซ้อมรบประจำปีเป็นสิ่งที่ “ยั่วยุ” เกาหลีเหนือ และการยุติ “เกมสงคราม” จะช่วยให้สหรัฐฯ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล
ต่อมาในปี 2020 การซ้อมรบร่วมก็ถูกลดขนาดลงอีกครั้งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
ทั้งนี้ ทรัมป์เคยกล่าวหลายครั้งในอดีตว่า สหรัฐฯ กำลังให้หลักประกันด้านความมั่นคงแก่เกาหลีใต้โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนมากพอ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจำนวนทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่บนคาบสมุทรเกาหลีและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
ประเด็นดังกล่าวสร้างความซับซ้อนให้กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ เนื่องจากเกาหลีใต้มองว่า การมีกองกำลังสหรัฐฯ ประจำการอยู่ในประเทศเป็นหัวใจสำคัญของพันธมิตรระหว่างสองชาติ ดังนั้น เกาหลีใต้จึงพยายามลดความตึงเครียดด้วยการให้คำมั่นว่าจะลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ