
ขณะนี้ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ อียู จำนวน 12 ประเทศ กำลังเผชิญกับราคาน้ำมันดีเซลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยบางประเทศ ราคาทะลุ 2.50 ยูโรต่อลิตรไปแล้ว ทั้งที่ก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 1.59 ยูโรต่อลิตรเท่านั้น
นอกจากสงครามที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานสะดุด อีกหนึ่งปัจจัยหลักคือการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ที่จะระงับการส่งออกน้ำมันดีเซลให้ยุโรป เพราะต้องการกดดันให้ยุโรปนำน้ำมันสำรองออกมาใช้เพื่อลดความตึงเครียดของราคาและสถานการณ์
เกิดอะไรขึ้นกับน้ำมันดีเซลในยุโรป และอียูจะแก้ปัญหานี้อย่างไร Spotlight ชวนวิเคราะห์
ข้อมูลล่าสุดจากคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ราคาดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการขนส่งสินค้าทางถนนและเครื่องจักรในภาคเกษตรกรรมทะลุ 2.50 ยูโรต่อลิตร ในเดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์
ขณะที่ในเยอรมนี ราคาดีเซลเพิ่มขึ้นแตะ 2.44 ยูโรต่อลิตร และในเบลเยียม ซึ่งทำสถิติราคาสูงสุดครั้งใหม่ ราคาดีเซลเฉลี่ยเมื่อวันจันทร์อยู่ที่ 2.43 ยูโรต่อลิตร เพิ่มขึ้นจาก 2.39 ยูโรในสัปดาห์ก่อน
ด้านอิตาลี ราคาปรับขึ้น 7 เซนต์ แตะ 2.35 ยูโรต่อลิตร ส่วนฝรั่งเศส ราคาดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 2.37 ยูโรต่อลิตร โดยตัวเลขดังกล่าวไม่รวมดินแดนโพ้นทะเลและเกาะคอร์ซิกา และลดลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน
โดยรวมแล้ว ราคาดีเซลเฉลี่ยทั่ว EU เพิ่มขึ้นประมาณ 1 เซนต์ต่อลิตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตัวเลขดังกล่าวมาจาก Weekly Oil Bulletin ของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งรวมภาษีที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 40% ของราคาน้ำมันหน้าปั๊มทั่วทั้ง EU อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น เงินอุดหนุนสำหรับผู้ขับขี่ที่ใช้รถระยะทางสูงในฝรั่งเศส
ราคาดีเซลเฉลี่ยของ EU คำนวณโดยถ่วงน้ำหนักตามปริมาณการใช้น้ำมันของแต่ละประเทศในปี 2024 โดยก่อนสงคราม ราคาดีเซลอยู่ที่ประมาณ 1.59 ยูโรต่อลิตรในเดือนกุมภาพันธ์
จากนั้นราคาปรับตัวสูงขึ้น หลังการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลจุดชนวนให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ได้แก่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านอุปทานไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มเพิ่มขึ้น
อีกปัจจัยสำคัญคือ ค่าการกลั่นน้ำมันของยุโรป (refining margins) ซึ่งหมายถึงส่วนต่างระหว่างต้นทุนราคาน้ำมันดิบกับมูลค่าขายส่งของผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผ่านการกลั่นแล้ว ยังคงอยู่ในระดับสูง
ผู้เชี่ยวชาญจาก ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ให้ข้อมูลกับ Euronews เมื่อเดือนกันยายนว่า จากราคาซื้อขายสัญญาล่วงหน้าในเวลานั้น คาดว่า ค่าการกลั่นดีเซลอาจพุ่งแตะจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม
โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรปเปิดเผยเมื่อช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า การประชุมฉุกเฉินระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และคณะกรรมาธิการยุโรป จะจัดขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 2 ตุลาคมนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันดีเซลและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
สหรัฐฯ กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ยุโรปเข้ามาช่วยรับมือกับต้นทุนเชื้อเพลิง หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่า อาจพิจารณาห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลจากสหรัฐฯ
รายงานระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ต้องการให้ยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเยอรมนี นำน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองออกมาใช้ เพื่อช่วยชะลอราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นกำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อพรรครีพับลิกันของทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนหน้า
ขณะที่นิโกลาส์ ฟอร์ริซิเยร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของฝรั่งเศส กล่าวกับ AFP ระหว่างการประชุมที่เมืองมิลวอกีว่า “ผมนึกภาพไม่ออกว่าจะมีการห้ามส่งออก”
เขาย้ำถึงความสำคัญของน้ำมันดีเซลต่อทั้งสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป พร้อมระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะพยายามร่วมกันหาทางออก
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ สำนักประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่า ยังไม่มีการร้องขอเรื่องดังกล่าว ระหว่างการพบกันของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และทรัมป์ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม มาครงเตรียมจัดการประชุมผ่านระบบวิดีโอของผู้นำกลุ่ม G7 ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหารือถึงแนวทางรับมือกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยหนึ่งในประเด็นที่จะหารือคือ การประสานงานเพื่อระบายน้ำมันจากคลังสำรอง
https://www.euronews.com/2026/10/01/no-relief-at-the-pump-eu-diesel-hits-new-record-of-224-a-litre