Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สหรัฐฯ เตรียมลดตำแหน่งนายพล-พลเรือเอก 20% ปรับโครงสร้างหรือมีการเมือง?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สหรัฐฯ เตรียมลดตำแหน่งนายพล-พลเรือเอก 20% ปรับโครงสร้างหรือมีการเมือง?

1 ต.ค. 69
11:06 น.
แชร์

ทันทีที่พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศแผนลดจำนวนตำแหน่งระดับนายพลและพลเรือเอกในกองทัพสหรัฐฯ ลง 20% ความตึงเครียดก็บังเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายบริหาร และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลมองว่า นี่คือส่วนหนึ่งที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว ส่วนฝ่ายกองทัพก็หวั่นว่า  การปรับโครงสร้างดังกล่าวอาจเปิดทางให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองในระดับผู้นำกองทัพ 

เฮกเซธให้สัมภาษณ์ระหว่างการเยือนฐานนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในเมืองควอนติโก รัฐเวอร์จิเนีย เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายนว่า การลดจำนวนตำแหน่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่ควรทำมานานแล้ว และมีความจำเป็นเพื่อกำจัดสิ่งที่เขาเรียกว่าแนวคิด “ตื่นรู้” หรือ “woke” ออกจากกองทัพสหรัฐฯ พร้อมประกาศแนวทางที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า กองทัพสหรัฐฯ จะต้องไม่มี คนอ้วน คนข้ามเพศ คนประหลาด คนอ่อนแอ หรือกลุ่มหัวรุนแรง แต่ต้องมีเพียง “นักรบ” เท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินนโยบายอย่างเป็นทางการเพื่อยุติแนวคิดและวัฒนธรรมแบบ Woke (การตื่นรู้ทางสังคมและการเมืองอัตลักษณ์) ในกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป็นนโยบายที่เคยใช้ในยุคที่เดโมแครตเป็นรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างและกฎระเบียบครั้งใหญ่  ยกเลิกโครงการ DEI แบนทหารข้ามเพศ และอื่น ๆ 

Spotlight ชวนวิเคราะห์ว่า เพราะเหตุใด สหรัฐฯ จึงจะลดตำแหน่งดังกล่าว และความเคลื่อนไหวครั้งนี้ มีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่ด้วยหรือเปล่า? 


สหรัฐฯ จะลดตำแหน่งนายพลและพลเรือเอกอย่างไร

สำนักข่าว AP รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมว่า เฮกเซธจะเพิ่มการลดจำนวนบุคลากรระดับสูงจากเดิม 10% ที่มีคำสั่งเมื่อปีที่แล้ว เป็น 20% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2027

แผนดังกล่าวจะกระทบตำแหน่งนายพลและพลเรือเอกราว 800 ตำแหน่ง ตั้งแต่ระดับหนึ่งดาวถึงสี่ดาว

ตามรายงานของ Congressional Research Service เมื่อเดือนกันยายน 2025 ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ มีนายพลและพลเรือเอกประจำการ 848 นาย ขณะที่กฎหมายกำหนดเพดานจำนวนสูงสุดไว้ที่ 857 นาย

การลดจำนวน “ตำแหน่ง” ไม่ได้หมายความว่านายทหารทุกคนที่ดำรงตำแหน่งเหล่านั้นจะถูกปลดทันที โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า บางตำแหน่งจะถูกยุบ ขณะที่บางตำแหน่งอาจถูกปรับให้เป็นตำแหน่งระดับยศที่ต่ำลง

เหตุใดสหรัฐฯ จึงต้องลดตำแหน่งระดับสูง

แนวคิดเรื่องการลดจำนวนผู้บัญชาการระดับสูงมีมาก่อนยุคของเฮกเซธ โดยผู้สนับสนุนมองว่า การลดลำดับชั้นในการบังคับบัญชาจะช่วยลดงานด้านบริหาร และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้พื้นที่ปฏิบัติการมีอำนาจมากขึ้น

วอลเตอร์ ลัดวิก นักรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ จากคิงส์คอลเลจลอนดอน กล่าวว่า มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือสำหรับการปฏิรูป เนื่องจากนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น ขนาดโดยรวมของกองทัพสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก แต่จำนวนผู้บัญชาการระดับสูงกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกัน สำนักงานบัญชาการและฝ่ายเสนาธิการต่าง ๆ กลับเพิ่มจำนวนขึ้น

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ทรัมป์และเฮกเซธได้ปลดหรือกดดันให้ผู้นำทางทหารมากกว่า 20 คนพ้นจากตำแหน่งหรือเกษียณอายุ

บุคคลที่ถูกปลดรวมถึงพลเอกแรนดี จอร์จ ผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯ ซึ่งถูกปลดในเดือนเมษายน และพลเรือเอกลิซา แฟรงเค็ตติ ผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งถูกปลดในเดือนกุมภาพันธ์ 2025

รัฐบาลยังปลดนายทหารหญิงระดับสี่ดาวทั้งสองคนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้น รวมถึงนายทหารหญิงระดับสูงรายอื่น ๆ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ทรัมป์ยังปลด พลเอก ซี.คิว. บราวน์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในระดับผู้นำของกระทรวงกลาโหม

นอกจากนี้ยังมีการลาออกของเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน โดยแดน ดริสคอลล์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกองทัพบก ลาออกในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังมีรายงานว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางของเฮกเซธในการจัดการบุคลากรระดับสูงของกองทัพ

การปลดผู้นำและการสกัดกั้นการเลื่อนตำแหน่งเหล่านี้ ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการคัดเลือกผู้บัญชาการ และการแสดงความเห็นต่างทางวิชาชีพอาจส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าในอาชีพหรือไม่

โรเบิร์ต รัลสตัน อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม กล่าวว่า การลดตำแหน่งครั้งนี้ควรถูกพิจารณาร่วมกับการตัดสินใจก่อนหน้านี้ของรัฐบาล

เขามองว่า การลดตำแหน่งดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของเฮกเซธในการคัดเลือกบุคลากรโดยพิจารณาจากปัจจัยทางการเมืองมากกว่าคุณสมบัติและผลงาน

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังมองว่า การปรับลดครั้งล่าสุดอาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดระบบราชการเท่านั้น แต่อาจเป็นความพยายามลดบทบาทของผู้บัญชาการที่มีประสบการณ์ จำกัดเสียงคัดค้าน และเปิดทางให้มีการแต่งตั้งนายทหารที่มีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มากขึ้น


ผลกระทบทางการเมือง

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญสถานการณ์ที่เปราะบาง โดยสหรัฐฯ กำลังทำสงครามในอิหร่านซึ่งยังไม่มีแนวโน้มยุติในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่บทบาทของเฮกเซธในการบริหารจัดการสงครามและกระทรวงกลาโหมกำลังถูกจับตามองมากขึ้น

มาร์ก เคลลี สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต รัฐแอริโซนา วิจารณ์การเปลี่ยนแปลงภายในกระทรวงกลาโหม โดยกล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องมี “ฮอร์โมนเพศชายมากขึ้น” แต่จำเป็นต้องมีผู้นำที่ดีขึ้น

เขากล่าวด้วยว่า การปลดนายพลและพลเรือเอกจำนวนมากอาจทำให้กองทัพสูญเสียผู้นำที่มีประสบการณ์ไปส่วนหนึ่ง รวมถึงผู้นำทหารที่มีศักยภาพในคนรุ่นหนึ่ง

เดวิด กัลเบรธ ศาสตราจารย์ด้านสงครามและเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยบาธในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การต่อต้านจากรัฐสภาและผู้นำกองทัพอาจทำให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวดำเนินไปได้ยากขึ้น

เขายกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ซึ่งแผนการถอนทหารภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ออกจากเกาหลีใต้เผชิญแรงต่อต้านจากฝ่ายทหารและรัฐสภา


https://www.aljazeera.com/news/2026/9/30/why-is-hegseth-cutting-20-percent-of-us-general-and-admiral-positions

แชร์
สหรัฐฯ เตรียมลดตำแหน่งนายพล-พลเรือเอก 20% ปรับโครงสร้างหรือมีการเมือง?