
ความหวังในการดับชนวนสงครามและเปิดเส้นทางลำเลียงพลังงานโลกส่อแววพังทลายลงในพริบตา หลังสัญญาณความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความร้อนระอุขึ้นอีกระลอก ส่งผลให้สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซตึงเครียดหนักจนการเดินเรือเกือบเป็นอัมพาต
วิกฤตครั้งนี้บานปลายขึ้นท่ามกลางรายงานข่าวครึกโครมว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องแอบหลบออกจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันอย่างลับ ๆ ไปขึ้นเครื่องบินทหารขนาดเล็กในตุรกี เพื่อหลบเลี่ยงแผนการลอบสังหารจากอิหร่าน ซึ่งสะท้อนถึงระดับความเสี่ยงทางยุทธภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชนวนเหตุสำคัญล่าสุดเกิดจากประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจสั่งเบรกการเจรจา พร้อมตลบหลังด้วยการสั่งเพิ่มเงื่อนไขใหม่ เรียกร้องให้รัฐบาลเตหะรานต้องจ่ายค่าชดเชยแก่เหยื่อและครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุความขัดแย้ง ยิ่งซ้ำเติมให้ข้อตกลงสันติภาพที่เคยหวังกันไว้ ถอยหลังไปไกลจนยากจะหาข้อยุติ
แรงสั่นสะเทือนทางทหารเริ่มขึ้นเมื่อ ‘โมจตาบา คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ประกาศแต่งตั้งผู้บัญชาการระดับสูงพร้อมกันถึง 6 ตำแหน่ง เพื่อยกกระชับโครงสร้างกองทัพและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) พร้อมส่งสัญญาณแข็งกร้าวว่า จะไม่ยอมจำนนต่อมาตรการคว่ำบาตรระรอกใหม่ของสหรัฐฯ และไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากสหรัฐฯ ไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง
ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ยืนยันว่าได้กวาดล้างทุ่นระเบิดและควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งนี้ไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว พร้อมเดินหน้ายุทธการปิดล้อมทางเรือ ต่อท่าเรือทั้งหมดของอิหร่านอย่างเข้มงวด ทั้งพื้นที่ภายในและภายนอกช่องแคบ เพื่อตัดช่องทางสร้างรายได้จากการส่งออกและสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าที่ใช้ในการทำสงคราม
ตามหลักกฎหมายการสงครามทางเรือ การปิดล้อมของสหรัฐฯ จะต้องดำเนินการอย่างเป็นกลางกับเรือทุกสัญชาติ และมีกองกำลังเรือรบพร้อมอากาศยานลาดตระเวนจริง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจและการขนส่งในภูมิภาค แม้กฎหมายจะระบุว่าต้องไม่มุ่งเป้าทำลายประชาชนบริสุทธิ์โดยตรงก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการปิดล้อมดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่สามารถปิดกั้นการเดินทางเข้าสู่ท่าเรือของประเทศที่เป็นกลาง หรือปิดทางเดินเรือสัญชาติอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอิหร่านได้ ส่งผลให้บรรยากาศเหนือน่านน้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยความประชันหน้าทางทหารและคุกรุ่นไปด้วยความเสี่ยงตลอดเวลา
ความตึงเครียดทางยุทธศาสตร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าพลังงานโลกอย่างรุนแรง เมื่อข้อมูลล่าสุดจาก Kpler ชี้ว่า ปริมาณการสัญจรทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ดิ่งลงเหลือเพียง 6 ลำเท่านั้น โดยเป็นเรือบรรทุกสินค้าที่เดินทางเข้าพื้นที่ 4 ลำ และเรือบรรทุกพลังงานแล่นออกจากช่องแคบอีกเพียง 2 ลำ
ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นภาวะถดถอยที่น่าตกใจเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 วันย้อนหลังซึ่งอยู่ที่ราว 11 ลำต่อวัน และนับว่าแทบจะหยุดชะงักอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับสถิติในช่วงก่อนเกิดสงคราม ที่เคยมีเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าสัญจรผ่านเส้นทางน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้สูงถึง 130–140 ลำต่อวัน
สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทเดินเรือและผู้ประกอบการค้าพลังงานส่วนใหญ่ตัดสินใจหลีกเลี่ยงการเสี่ยงภัย ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงพุ่งทะยานและทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่เส้นทางน้ำเคียงข้างกันอย่างช่องแคบบับอัลมันดับในทะเลแดง ยังคงมีเรือแล่นผ่านราว 25 ลำต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่ทรงตัวใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปกติ
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบหลักของโลก ที่กำลังเป็นอัมพาตในขณะนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่จะซ้ำเติมต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทางเรือและวิกฤตพลังงานทั่วโลกให้ลากยาวออกไปอย่างไม่มีกำหนด