
"ระบบกงสี" หลาย ๆ ครอบครัวอาจจะคุ้นชินกับคำนี้เป็นอย่างดี เพราะคำนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ธุรกิจ แต่ยังหมายถึงทั้งชีวิตของครอบครัว มันอาจเริ่มจากร้านเล็ก ๆ ที่อากงสร้างขึ้นจากศูนย์ พ่อแม่รับต่อมาทำโรงงานขยายกิจการ และถูกส่งต่อให้ลูกหลานรุ่นใหม่พาไปสู่อนาคต แต่หารู้ไม่ว่า ทั้งหมดที่กล่าวมามันไม่ได้ง่ายแบบนั้น
ระบบกงสีมีข้อดีมหาศาล แต่ในเวลาเดียวกัน พอเป็นเรื่องของ “ครอบครัว” และ “มรดก” มันก็กลายเป็นจุดอ่อนเช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เจอเรื่องนี้โดยตรง หรือจำจากซีรีส์ “เลือดข้นคนจาง” รู้ไหมว่าปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยที่เจอ แต่เป็นปัญหาระดับโลก
นั่นคือเหตุผลที่มหาเศรษฐีหลายคนกำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “Family Office” ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการหาวิธีลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าเดิม แต่เพราะพวกเขากำลังมองหาเครื่องมือที่จะช่วยส่งต่อ "Legacy" หรือมรดกที่ครอบครัวสร้างมาทั้งชีวิต ให้เดินทางข้ามรุ่นได้อย่างราบรื่น และ “ฮ่องกง” คือหนึ่งในเมืองที่มหาเศรษฐีกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
Spotlight จะพาไปดูกันว่าทำไมมหาเศรษฐีถึงเลือกใช้ Family Office ของฮ่องกงกัน?
ลองคิดภาพตามว่า คุณเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณมีโรงงานในไทย มีหุ้นอยู่สหรัฐฯ มีอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ มีเงินสดบางส่วนอยู่สวิตเซอร์แลนด์ และคุณก็มีลูกสามคนที่มีความสนใจไม่เหมือนกันเลย คนหนึ่งอยากขยายธุรกิจ อีกคนอยากขายบริษัท และอีกคนสนใจทำงานเพื่อสังคมมากกว่าการทำกำไร คำถามคือ “ใครควรเป็นคนบริหาร และตัดสินใจทั้งหมดนี้?”
สำหรับครอบครัวทั่วไป คำตอบอาจเป็น "ผู้ก่อตั้ง" แต่สำหรับครอบครัวมหาเศรษฐี พวกเขาเลือกสร้าง "ระบบ" โดยระบบที่ว่านั้นเรียกว่า “Family Office” หรือ “สำนักงานธุรกิจครอบครัว”
หลายคนเข้าใจว่า Family Office เป็นเพียงบริษัทจัดการการลงทุน แต่รัฐบาลฮ่องกงมองต่างออกไป คุณเจสัน ฟง Global Head of Family Office ของฮ่องกงกล่าวกับ Spotlight ว่า
“มรดก” ในความหมายของเขา ไม่ได้มีแค่สินทรัพย์เท่านั้น แต่รวมถึงธุรกิจ ความรู้ ค่านิยม การศึกษา การกุศล ไปจนถึงวิธีที่คนในครอบครัวจะทำงานร่วมกันหลังจากผู้ก่อตั้งได้วางมือไปแล้ว
ถ้าถามว่า ตอนนี้ที่ไหนคือศูนย์กลางของ Family Office ในเอเชีย หลาย ๆ คนคงตอบว่า “สิงคโปร์” คำตอบนั้นไม่ผิด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่สิงคโปร์กำลังแข่งขันดึงดูดคนรวยให้ "ย้ายเข้ามา" ฮ่องกงกลับเลือกเล่นอีกเกมหนึ่ง เกมของการทำให้คนรวย "ไม่จำเป็นต้องย้าย"
คุณเจสัน ฟงอธิบายกับเราว่า รัฐบาลฮ่องกงเห็นจุด Pain Point หนึ่งที่ว่า “ครอบครัวที่มีความมั่งคั่งระดับสูงแทบไม่มีใครเก็บสินทรัพย์ทั้งหมดไว้ในประเทศเดียวอีกต่อไป” โรงงานอาจอยู่ในประเทศไทย บริษัทลงทุนอยู่สหรัฐอเมริกา อสังหาริมทรัพย์อยู่ในอังกฤษ ขณะที่การลงทุนใหม่อาจกำลังมองหาโอกาสในจีนหรือภูมิภาคตะวันออกกลาง
สำหรับคนทั่วไป การกระจายสินทรัพย์แบบนี้อาจฟังดูซับซ้อน แต่สำหรับมหาเศรษฐี นี่คือการบริหารความเสี่ยงตามปกติ อย่างที่เราเคยได้ยินกันมาว่า
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เหล่ามหาเศรษฐีมองหาจึงไม่ใช่ประเทศที่บังคับให้ย้ายเงินทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายในประเทศเดียว แต่เป็นสถานที่ที่สามารถบริหารสินทรัพย์ทั่วโลกได้จากจุดเดียวต่างหาก และนั่นแหละคือแนวคิดของฮ่องกง
รัฐบาลฮ่องกงเรียกสิ่งนี้ว่า “Remote Management Office” หรือ “การบริหารจัดการสินทรัพย์จากระยะไกล” หมายความว่าต่อให้ทรัพย์สินจะอยู่คนละซีกโลก แต่ตราบใดที่อยู่ภายใต้การบริหารของ Family Office ในฮ่องกง ก็สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเงื่อนไขของรัฐบาล
แนวคิดนี้สะท้อนวิธีคิดที่ต่างจากหลายประเทศที่ทำ Family Office เพราะแทนที่จะพยายามดึง "เงิน" ให้เข้ามาอยู่ในประเทศ ฮ่องกงเลือกดึง “มหาเศรษฐี" เข้ามาแทน เพราะในโลกของความมั่งคั่ง คนที่ควบคุมการจัดสรรเงินทุนอาจสำคัญกว่าการเป็นสถานที่ที่เงินถูกฝากไว้เสียอีก
นอกจากนี้ แน่นอนว่า “สิทธิประโยชน์ด้านภาษี” เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ขาดไม่ได้
Family Office ที่เข้าเกณฑ์ของรัฐบาลฮ่องกง สามารถได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับการลงทุนที่เข้าเงื่อนไข โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญเพียงไม่กี่ข้อดังนี้
แต่หลังจากที่ได้คุยกับคุณเจสัน ฟง สิ่งที่น่าสนใจคือ เขากล่าวว่า สำหรับฮ่องกง Family Office ไม่ใช่เครื่องมือในการประหยัดภาษี แต่คือโครงสร้างที่จะทำให้ธุรกิจ ความสัมพันธ์ และคุณค่าที่ครอบครัวใช้เวลาสร้างมาทั้งชีวิต สามารถเดินหน้าต่อไปได้อีกหลายรุ่น
ในโลกธุรกิจ เรามักคิดว่าการแข่งขันคือการเสนอข้อเสนอที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภาษีต่ำกว่า ค่าธรรมเนียมถูกกว่า หรือให้สิทธิประโยชน์มากกว่า แต่สำหรับมหาเศรษฐีแล้ว หลายอย่างกลับซับซ้อนกว่านั้น ซึ่งคุณเจสัน ฟงได้อธิบายคำหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ “ความเชื่อมั่น”
ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตการเงินเอเชียในปี 1998 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 หรือการระบาดของโควิด-19 ฮ่องกงก็ยังคงสามารถรักษาสถานะการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคเอาไว้ได้ แน่นอนว่า เมืองนี้ไม่ได้ไม่เคยสะดุดล้ม แต่ทุกครั้งที่เกิดแรงสั่นสะเทือน สิ่งที่นักลงทุนเฝ้ามองไม่ใช่ว่า "ราคาสินทรัพย์จะลดลงเท่าไร" แต่คือ "กติกาของเกมจะยังเหมือนเดิมไหม"
สำหรับคนที่กำลังวางแผนส่งต่อธุรกิจให้ลูกหลาน อีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า สิ่งที่น่ากลัวกว่าความผันผวนของตลาด คือ “ความไม่แน่นอนของระบบ” เพราะผลตอบแทนสามารถฟื้นกลับมาได้ แต่หากกฎกติกาเปลี่ยนไป ความเสียหายอาจมากกว่าหลายล้านเท่า และไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้
คุณเจสัน ฟงกล่าวว่า “ในคืนเดียวกันกับที่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้น นักลงทุนรายใหญ่หลายรายจากภูมิภาคนั้นได้ติดต่อเข้ามาทันที ไม่ใช่เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่เพื่อหาวิธีปกป้องทรัพย์สินของครอบครัว” เหตุการณ์นั้นสะท้อนให้เห็นว่า
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฮ่องกงไม่ได้กำลังแข่งขันด้วยอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันด้วย "ความน่าเชื่อถือ" ที่ใช้เวลาสั่งสมมาหลายทศวรรษ ความน่าเชื่อถือที่ไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่เกิดจากการผ่านบททดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า และนี่ล้วนเป็นเหตุผลเบื้องหลังของการสร้างนโยบาย Family Office ของฮ่องกง
จากมุมมองของเจจสัน ฟง ประเทศไทยไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ในโลกของธุรกิจครอบครัว ตรงกันข้าม ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่จำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ตั้งแต่กลุ่มอุตสาหกรรม ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงธุรกิจที่กำลังส่งต่อจากรุ่นที่สองสู่รุ่นที่สาม
ในขณะเดียวกัน ยังมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สร้างความมั่งคั่งจากเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และเศรษฐกิจดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนแม้เส้นทางการสร้างความมั่งคั่งของทั้งสองกลุ่มจะแตกต่างกัน แต่โจทย์ปลายทางกลับเหมือนกัน “เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น จะส่งต่อมันอย่างไร”
คุณเจสัน ฟงกล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมเห็นครอบครัวนักธุรกิจจากประเทศไทยเดินทางไปฮ่องกงมากขึ้น ไม่ใช่เพราะต้องการย้ายธุรกิจออกจากไทย แต่เพราะกำลังมองหาโครงสร้างที่จะช่วยบริหารทรัพย์สินที่เริ่มขยายออกไปนอกประเทศ เพราะเมื่อบริษัทไทยลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เมื่อทายาทรุ่นใหม่เรียน และทำงานอยู่คนละประเทศ หรือเมื่อพอร์ตการลงทุนไม่ได้มีเพียงโรงงานหรือที่ดินในประเทศไทยอีกต่อไป วิธีคิดเรื่องการบริหารความมั่งคั่งก็เริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย”
ประตูที่เชื่อมธุรกิจไทยกับนักลงทุนระดับโลก และที่สำคัญฮ่องกงเป็นช่องทางเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจจีน ซึ่งยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย
ลองนึกภาพการเดินทางในเช้าวันทำงาน เราขึ้นรถไฟจากสถานี West Kowloon ใจกลางฮ่องกงจะใช้เวลาเพียง 14 นาทีไปยังเมืองเซินเจิ้น เมืองที่หลายคนเรียกว่าเป็น Silicon Valley ของจีน ซึ่งระยะทางที่สั้นนั้น ไม่ได้สะท้อนแค่ความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังสะท้อนระยะห่างระหว่าง "เงินทุน" กับ "นวัตกรรม" ที่แทบจะเชื่อมถึงกัน
ฮ่องกงจึงทำหน้าที่เป็น "สะพาน" ระหว่างตลาดทุนโลกกับเศรษฐกิจจีนมาโดยตลอด ภายใต้หลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" นักลงทุนต่างชาติจึงสามารถใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจในจีน ขณะเดียวกัน บริษัทจีนจำนวนไม่น้อยก็เลือกใช้ฮ่องกงเป็นประตูสู่ตลาดโลกเช่นกัน
สำหรับนักลงทุน นั่นหมายความว่า การตั้งฐานอยู่ในฮ่องกง ไม่ได้หมายถึงการเลือกลงทุนในเมืองแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่คือการอยู่หน้าประตูของระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก โดยยังสามารถเชื่อมต่อกับตลาดการเงินระหว่างประเทศได้ในเวลาเดียวกัน
ท้ายที่สุด Family Office ไม่ใช่เรื่องของมหาเศรษฐีเพียงไม่กี่ตระกูล แต่มันสะท้อนแนวคิดที่ธุรกิจทุกขนาดสามารถเรียนรู้ได้