
สาดมาสาดกลับ! เวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA ครั้งที่ 81 ปีนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งสนามเดือด หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สาดคำขู่ทำลายล้างใส่อิหร่าน ขณะที่ฝั่งอิหร่านก็ไม่ยอมถอย สาดคำว่า “อันธพาล” กลับไปยังผู้นำสหรัฐฯ เช่นกัน
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา เมื่อทรัมป์ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุม UNGA ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่ยังยืดเยื้อ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แต่สิ่งที่ทำให้ถ้อยแถลงของทรัมป์ถูกจับตามองอย่างมาก คือการตั้งคำถามต่อหน้าผู้นำทั่วโลกว่า สหรัฐฯ ควร “ทำลายล้าง” อิหร่าน หรือควรเปิดโอกาสให้มีการทำข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม และฟื้นฟูประเทศ
คำพูดดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ดุเดือดที่สุดของการประชุมปีนี้ และกลายเป็นจุดตั้งต้นให้การปะทะระหว่างสองประเทศลุกลามขึ้นบนเวทีเดียวกัน
วันต่อมา มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อในที่ประชุม และตอบโต้ทรัมป์โดยตรง โดยบอกว่าสหรัฐฯ เป็น “อันธพาล” และ “ผู้ก่อการร้าย” ที่แท้จริงในตะวันออกกลาง
เปเซชเคียนย้ำว่าแรงกดดัน และการข่มขู่จากสหรัฐฯ มีแต่จะทำให้การต่อต้านของชาวอิหร่านรุนแรงขึ้น พร้อมประกาศว่า “อย่างไรก็ตาม อิหร่านจะไม่ยอมสยบให้กับสหรัฐฯ เด็ดขาด” จนทำเอาคณะผู้แทนสหรัฐฯ เดินออกจากห้องประชุม
เปเซชเคียนยังมีการกล่าวถึงสงครามโดยย้ำว่า “อิหร่านไม่ใช่ฝ่ายเริ่มต้นสงคราม” แต่กำลังป้องกันตนเองจากการโจมตี พร้อมชูภาพถ่ายของอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน และเด็กนักเรียนกว่า 150 คนที่อิหร่านเผยว่า ถูกสังหารในช่วงแรกของสงคราม
เขากล่าวว่า “อิหร่านไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ของอิหร่านตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีและการรุกรานของสหรัฐฯ ตลอดมา”
นอกจากสงครามแล้ว อีกประเด็นสำคัญในสุนทรพจน์ของเปเซชเคียนคือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
เปเซชเคียนยืนยันว่า อิหร่านไม่ต้องการให้ช่องแคบแห่งนี้ถูกใช้เป็นเส้นทางขนส่งอาวุธที่อาจถูกนำมาใช้โจมตีอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณว่า “อิหร่านต้องการสิทธิในการตรวจสอบเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบในอนาคต”
เขาย้ำว่า “เป้าหมายของอิหร่านคือ การมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ” และแสดงความขอบคุณต่อประเทศเพื่อนบ้านอาหรับที่ให้การสนับสนุนข้อเสนอของอิหร่านเกี่ยวกับอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะเดียวกัน โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสายแข็งของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ปฏิเสธที่จะเรียกการพูดคุยกับสหรัฐฯ ว่าเป็น “การเจรจา” พร้อมระบุว่า จนกว่าเงื่อนไขของอิหร่านจะถูกนำไปใช้ ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เปิด และจะไม่มีการเจรจาใด ๆ
เขายังเตือนประเทศเพื่อนบ้านที่ปฏิบัติตามคำสั่งของสหรัฐฯ ในการจำกัดเที่ยวบินของอิหร่านว่า “หากเลือกยืนข้างสหรัฐฯ อิหร่านก็จะไม่อยู่เฉย และหากเที่ยวบินของอิหร่านถูกห้ามผ่านสนามบินของประเทศเหล่านั้น สนามบินเหล่านั้นก็จะไม่ได้เห็นเที่ยวบินเช่นกัน”
อีกหนึ่งประเด็นที่เปเซชเคียนหยิบขึ้นมาคือ ‘โครงการนิวเคลียร์’ โดยเขายืนยันว่าอิหร่านมีสิทธิ์ดำเนินโครงการนิวเคลียร์เพื่อประโยชน์ของประชาชน และไม่ได้ต้องการสร้างอาวุธนิวเคลียร์
เขาชี้ว่า ความมั่นคงในภูมิภาคควรเกิดจากข้อตกลงระหว่างประเทศในภูมิภาค ไม่ใช่จากประเทศภายนอกอย่างสหรัฐฯ พร้อมกล่าวว่า “อิหร่านไม่ได้มองประเทศเพื่อนบ้านเป็นคู่แข่งด้านความมั่นคง แต่เป็นพันธมิตร”
เปเซชเคียนยังโจมตีมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า ‘อิหร่านเป็นเหยื่อของการก่อการร้ายจากสหรัฐฯ และอิสราเอล’ พร้อมตั้งคำถามว่า หากอิหร่านเป็นฝ่ายถูกโจมตี เหตุใดจึงกลายเป็นฝ่ายที่ถูกคว่ำบาตร?
เขากล่าวว่า “พวกเขาสังหาร แต่เราถูกคว่ำบาตร” พร้อมย้ำว่า อิหร่านไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษ แต่ต้องการเพียงสิทธิที่เท่าเทียมกันเพียงเท่านั้น
ด้านเอสมาอิล บาเฆอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีการพูดคุยกันจริงผ่านการไกล่เกลี่ยของกาตาร์ แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของอิหร่าน
เงื่อนไขที่อิหร่านส่งต่อไปยังสหรัฐฯ รวมถึงการยุติสงครามในทุกมิติ การยุติการกระทำที่อิหร่านมองว่าเป็นการก้าวร้าวของสหรัฐฯ การยุติการปิดล้อมทางทะเล และสงครามเศรษฐกิจ ตลอดจนการปลดปล่อยทรัพย์สินของอิหร่าน
อิหร่านตั้งเงื่อนไขไว้ 7 ประการก่อนกลับเข้าสู่การเจรจา และในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา อิหร่านเปิดเผยว่า ช่องแคบฮอร์มุซอาจเปิดอีกครั้งภายใน 7 วัน หากเงื่อนไขเหล่านั้นได้รับการตอบสนอง
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ ‘เส้นทางเดินเรือสำหรับเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ’ ซึ่งอาจกำหนดให้เรือเดินผ่านเลนทะเลหลักในน่านน้ำอิหร่าน และอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านมากกว่าโอมาน
ขณะเดียวกัน การปิดกั้นช่องแคบยังซับซ้อนขึ้นจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการควบคุมช่องแคบบาบอัลมันดิบของกลุ่มฮูษี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางยุทธศาสตร์สำหรับการขนส่งพลังงานจากทะเลแดงสู่มหาสมุทรอินเดีย
แม้บนเวที UN ทั้งสองประเทศจะสาดคำพูดใส่กันอย่างดุเดือด แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่ได้ปิดประตูการเจรจา
ทรัมป์ยังระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน ขณะที่เปเซชเคียนก็กล่าวว่า อิหร่านพร้อมสำหรับการเจรจา การทูต และการต่อรอง เพียงแต่ต้องไม่มี “ภาษาของการใช้กำลัง” หรือการข่มขู่เข้ามาเป็นเงื่อนไข