
Meta เปิดตัว Meta Glasses by LISA แว่นอัจฉริยะที่ออกแบบร่วมกับลิซ่า BLACKPINK จำนวน 2 รุ่น ได้แก่ Adventurer LISA Edition และ Capri LISA Edition ราคาเริ่มต้น 399 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 13,300 บาท ทั้งสองรุ่นรองรับเลนส์สายตา พร้อมใส่รายละเอียดที่แฟน ๆ คุ้นเคย ตั้งแต่ลายดาวบนกรอบและเคส ชาร์มที่ได้แรงบันดาลใจจากสัตว์เลี้ยงของลิซ่า ไปจนถึงโฟโต้การ์ดดิจิทัลที่ปลดล็อกผ่านแว่นได้
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Meta ครองส่วนแบ่งตลาดแว่นอัจฉริยะทั่วโลกถึง 69.2% ในไตรมาสแรกของปี 2026 นั่นหมายความว่า Meta ไม่ได้จำเป็นต้องอาศัยชื่อของลิซ่าเพื่อทำให้ผู้บริโภครู้จักแว่น AI อีกต่อไป
คำถามที่ตามมาจึงเป็น เหตุใดผู้นำตลาดแว่น AI จึงยังต้องออกผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษร่วมกับศิลปินระดับโลก และ Meta ต้องการอะไรจากความร่วมมือครั้งนี้
ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน “แว่นอัจฉริยะ” อาจยังฟังเหมือนอุปกรณ์แห่งอนาคตที่ค่อนข้างไกลตัว แต่วันนี้แว่น AI กำลังค่อย ๆ กลายเป็นสินค้าเทคโนโลยีที่เข้าใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะแว่นประเภทที่หน้าตาแทบไม่ต่างจากแว่นทั่วไป แต่ภายในมีกล้อง ไมโครโฟน ลำโพง และ AI ทำงานอยู่เบื้องหลัง
ผู้ใช้สามารถสั่งงานด้วยเสียงเพื่อถ่ายภาพหรือวิดีโอจากมุมที่ตัวเองมองเห็น ฟังเพลง รับสาย ส่งข้อความ หรือถาม AI เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา บางรุ่นสามารถแปลบทสนทนาแบบเรียลไทม์ ขณะที่แว่นรุ่นที่มีจอแสดงผลสามารถนำข้อมูลหรือคำแปลขึ้นมาให้เห็นตรงหน้าได้เลย
ตลาดนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีแว่นแบบไม่มีจอเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในช่วงแรก IDC ระบุว่า ยอดจัดส่งแว่นกลุ่มนี้ทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 167% จากปีก่อน แตะประมาณ 2.25 ล้านชิ้น และคาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 13.6 ล้านชิ้นตลอดทั้งปี
ในช่วงเดียวกัน Meta ครองส่วนแบ่งตลาดแว่นอัจฉริยะทั่วโลก 69.2% จากความสำเร็จของแว่นที่พัฒนาร่วมกับ EssilorLuxottica โดยเฉพาะตระกูล Ray-Ban Meta ขณะที่ในไตรมาส 2 ปี 2026 แว่นแบบไม่มีจอยังคงเป็นตลาดกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็น 70.3% ของยอดจัดส่งอุปกรณ์ XR ที่ IDC ติดตาม
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แว่น AI กำลังเปลี่ยนจากสินค้าเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้ที่ชอบทดลองเทคโนโลยีใหม่ ไปสู่การแข่งขันเพื่อเป็นอุปกรณ์ที่คนทั่วไปสามารถใช้ได้ทุกวัน ผู้เล่นในตลาดก็เริ่มหลากหลายขึ้น ตั้งแต่แว่นที่เน้นกล้องและ AI แว่นที่เน้นระบบเสียง ไปจนถึงแว่นที่มีจอแสดงผล
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีของแต่ละแบรนด์เริ่มทำงานได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น การแข่งขันก็ไม่ได้อยู่ที่ฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคำถามว่า แบรนด์ใดจะทำให้ผู้บริโภคอยากหยิบแว่นขึ้นมาใส่จริงทุกวัน เพราะแว่นไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เทคโนโลยี แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตัว ต่อให้ฟังก์ชันดีเพียงใด หากดีไซน์ไม่เข้ากับผู้สวมใส่ แว่นคู่นั้นก็อาจไม่ถูกเลือกใช้ในชีวิตประจำวัน
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่การทำให้แว่น AI เป็นมากกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในการเปิดตัวครั้งนี้ Meta มีแว่น Adventurer รุ่นใหม่ ราคาเริ่มต้น 249 ดอลลาร์ หรือประมาณ 8,300 บาท ขณะที่ Meta Glasses by LISA มีราคาเริ่มต้น 399 ดอลลาร์ หรือประมาณ 13,300 บาท
ความแตกต่างทั้งด้านดีไซน์ อุปกรณ์ และราคา สะท้อนว่า Meta กำลังเปิดทางให้ผู้บริโภคเลือกซื้อแว่นด้วยเหตุผลที่หลากหลายขึ้น ผู้ที่ต้องการทดลองใช้แว่น AI อาจเลือกรุ่นที่เข้าถึงง่ายกว่า ส่วนผู้ที่ชื่นชอบสไตล์ของลิซ่าหรือเป็นแฟนคลับก็มีรุ่นพิเศษที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากแว่นทั่วไป
Meta ไม่ได้เพียงนำชื่อลิซ่ามาติดบนสินค้า แต่ถ่ายทอดตัวตนของเธอผ่านรายละเอียดต่าง ๆ ทั้งลายดาวบนกรอบและเคส ชาร์มห้อยเคสที่ได้แรงบันดาลใจจากสัตว์เลี้ยง และโฟโต้การ์ดดิจิทัลที่ปลดล็อกผ่านแว่นได้ สำหรับแฟนคลับ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้แว่นเชื่อมโยงกับศิลปินที่ชื่นชอบ และเปลี่ยนสถานะของสินค้าให้เป็นทั้งของใช้และของสะสมในเวลาเดียวกัน
กลยุทธ์นี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อแว่น AI มีแนวโน้มเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น IDC ประเมินว่า ราคาเฉลี่ยของแว่นอัจฉริยะในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 376 ดอลลาร์ และอาจลดลงเหลือ 229 ดอลลาร์ภายในปี 2030 เมื่อสินค้าในตลาดมีราคาลดลงและตัวเลือกเพิ่มขึ้น แต่ละแบรนด์จึงต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดผู้บริโภคจึงควรเลือกแว่นของตน โดยเฉพาะรุ่นที่มีราคาสูงกว่าแว่นทั่วไป
ในบริบทนี้ ดีไซน์ ความชอบส่วนบุคคล และความผูกพันกับศิลปินจึงอาจมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจซื้อมากขึ้น ขณะเดียวกัน Meta ก็เตรียมรองรับตลาดที่มีลูกค้าหลากหลายกว่าเดิม โดยระบุว่า ภายในสิ้นปี 2026 บริษัทจะมีตัวเลือกแว่น AI มากกว่า 100 แบบ ภายใต้แบรนด์ Ray-Ban, Oakley และ Meta Glasses
Meta Glasses by LISA จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่อาจพาคนกลุ่มใหม่เข้ามารู้จักและทดลองใช้แว่น AI โดยเฉพาะแฟนเพลงและผู้ที่ติดตามแฟชั่นของลิซ่า พร้อมช่วยให้ Meta วางแว่นอัจฉริยะไว้ในพื้นที่ที่เทคโนโลยี แฟชั่น และวัฒนธรรมแฟนคลับมาบรรจบกัน
การเปิดตัวแว่นรุ่นลิซ่ายังเกิดขึ้นในช่วงที่ Meta เริ่มขยายตลาด Meta Glasses ไปยังสิงคโปร์ เกาหลีใต้ เม็กซิโก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ความร่วมมือกับศิลปินที่มีฐานแฟนทั่วโลกจึงสอดคล้องกับช่วงเวลาที่บริษัทกำลังพาแว่นอัจฉริยะไปหาผู้บริโภคกลุ่มใหม่ในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย Meta ระบุว่า จะนำแว่นกลุ่ม Ray-Ban Meta, Oakley Meta และ Ray-Ban Meta Optics เข้ามาวางจำหน่ายในช่วงต่อไป แต่ยังไม่ได้ประกาศว่า Meta Glasses by LISA จะวางขายในไทยเมื่อใด
สำหรับแฟน ๆ ลิซ่า ช่วงนี้อาจต้องเผื่อพื้นที่บนชั้นสะสมไว้อีกหน่อย เพราะนอกจากแว่น AI ที่ออกแบบร่วมกับ Meta แล้ว ลิซ่ายังจับมือกับ Sony Interactive Entertainment เปิดตัว คอนโทรลเลอร์ไร้สาย DualSense – Lisa Limited Edition หลังจากเคยร่วมงานกันในแคมเปญระดับโลกของ PS5 เมื่อปีที่ผ่านมา
คอนโทรลเลอร์รุ่นนี้หยิบผมหน้าม้าและดวงตาอันเป็นเอกลักษณ์ของลิซ่ามาไว้บนทัชแพด พร้อมลายดาว ตัวอักษร “LL” และสี Chroma Pearl ซึ่งเป็นสีโปรดของเธอ วางจำหน่ายในจำนวนจำกัดตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม ราคาแนะนำ 2,890 บาท และเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคมจนกว่าสินค้าจะหมด
เมื่อทั้ง Meta และ Sony ต่างนำรายละเอียดที่แฟน ๆ จดจำเกี่ยวกับลิซ่ามาออกแบบเป็นสินค้าจริง ความร่วมมือเหล่านี้จึงสะท้อนว่า คุณค่าของลิซ่าในสายตาแบรนด์เทคโนโลยีไม่ได้หยุดอยู่ที่การเรียกความสนใจ แต่ยังรวมถึงความสามารถในการทำให้สินค้าเชื่อมโยงกับตัวตน แฟชั่น และความรู้สึกของแฟนคลับ จนกลายเป็นของที่ผู้บริโภคอยากใช้และอยากเก็บสะสมไปพร้อมกัน