Logo site Amarintv 34HD
Big Rewardslogo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
‘บิ๊กเทค’ แบกหนี้แฝงอ่วม แตะ 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ นักลงทุนผวาต้นทุนบาน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

‘บิ๊กเทค’ แบกหนี้แฝงอ่วม แตะ 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ นักลงทุนผวาต้นทุนบาน

4 พ.ย. 69
13:10 น.
แชร์

การทุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังทำให้บิ๊กเทคสหรัฐฯ มีภาระทางการเงินสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Nikkei รวบรวมข้อมูลจากรายงานผลประกอบการและประมาณการล่าสุดของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google, Microsoft, Amazon, Meta และ Oracle พบว่า ภาระผูกพันนอกงบดุลที่เกี่ยวข้องกับ AI ของทั้ง 5 บริษัทเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในเวลาเพียง 6 เดือน แตะระดับ 3.2 ล้านล้านดอลลาร์

ภาระดังกล่าวราว 60% มาจากข้อผูกพันตามสัญญาซื้อสินค้าและบริการ ส่วนอีก 40% มาจากสัญญาเช่าที่ยังไม่เริ่มต้น มูลค่ารวมคิดเป็นประมาณ 80% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของทั้ง 5 บริษัท และหากยังเพิ่มขึ้นในอัตรานี้ ก็อาจสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์รวมในไม่ช้า

ภาระที่พุ่งขึ้นทำให้นักลงทุนกังวลมากขึ้นว่า บิ๊กเทคจะต้องทุ่มเงินให้ AI ต่อไปอีกนานเพียงใด ขณะที่ความเชื่อมั่นเริ่มถูกทดสอบทั้งในตลาดหุ้นบิ๊กเทคและตลาดตราสารหนี้ของผู้ให้บริการคลาวด์ที่เน้นรองรับงาน AI

สัญญาซื้อและเช่าระยะยาว กลายเป็น ‘หนี้แฝง’ ได้อย่างไร

การสร้างศูนย์ข้อมูล AI ต้องอาศัยชิป เซิร์ฟเวอร์ และไฟฟ้าจำนวนมาก บริษัทเทคโนโลยีจึงมักทำสัญญากับผู้จัดหาล่วงหน้าหลายปี เพื่อให้มั่นใจว่าจะเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ได้แม้ในภาวะอุปทานตึงตัว 

บางบริษัทยังเลือกเช่าอุปกรณ์หรือจองทรัพยากรประมวลผลจากสตาร์ตอัปผู้ให้บริการคลาวด์ แทนการสร้างศูนย์ข้อมูลของตนเอง

โดยทั่วไป ข้อผูกพันตามสัญญาซื้อที่ยังไม่ได้ดำเนินการ และสัญญาเช่าที่ยังไม่เริ่มต้น จะถูกจัดเป็นรายการนอกงบดุล การปฏิบัติเช่นนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี แต่ภาระเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น “หนี้แฝง” เพราะมีแนวโน้มจะต้องรับรู้ในงบการเงินในอนาคต

เมื่อบริษัทต่างเร่งทำสัญญาเพื่อรองรับการขยายตัวของ AI ภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แม้สัญญาบางส่วนยังไม่เริ่มต้นก็ตาม

Google มีภาระสูงสุด พร้อมเร่งลงทุนต่อในปี 2570

Google มีภาระนอกงบดุลสูงที่สุดในกลุ่ม อยู่ที่ประมาณ 1.05 ล้านล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 30 กันยายน เพิ่มขึ้นราว 160% จากสิ้นเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบโดยตรงทำได้ยาก เนื่องจากบริษัทดูเหมือนจะปรับวิธีคำนวณบางส่วน ส่วนบริษัทที่มีภาระสูงรองลงมา ได้แก่ Meta, Microsoft, Amazon และ Oracle ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน Google กำลังใช้เงินสดลงทุนในศูนย์ข้อมูลและรายจ่ายฝ่ายทุนอื่น ๆ มากกว่าเงินสดที่สร้างได้จากธุรกิจหลัก โดยในไตรมาสกรกฎาคม-กันยายน บริษัทมีเงินสดไหลออกเพื่อการลงทุนฝ่ายทุน 7.13 หมื่นล้านดอลลาร์ 

เมื่อนำกระแสเงินสดจากการดำเนินงานมาหักรายจ่ายดังกล่าวแล้ว ส่วนต่างติดลบราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม

ทั้งนี้ แม้รายจ่ายจะสูงกว่าเงินสดที่ธุรกิจสร้างได้ Google ยังมีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2570 เพื่อรองรับความต้องการที่แข็งแกร่ง

Meta ใช้เงินทุนภายนอกขยายกำลังประมวลผล

Meta มีภาระผูกพันนอกงบดุลประมาณ 8.1 แสนล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 90% จากสิ้นเดือนมีนาคม โดยบริษัทกำลังขยายกำลังประมวลผลผ่านการใช้เงินทุนจากนักลงทุนภายนอก

ในเดือนกรกฎาคม Meta ประกาศจัดตั้งกิจการร่วมค้ากับ BlackRock บริษัทลงทุนของสหรัฐฯ พร้อมทำข้อตกลงเช่าศูนย์ข้อมูล ก่อนหน้านั้นในเดือนเมษายน บริษัทยังตกลงซื้อบริการคลาวด์มูลค่าประมาณ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์จาก CoreWeave สตาร์ตอัปของสหรัฐฯ โดยข้อตกลงครอบคลุมไปจนถึงปี 2575

สัญญาระยะยาวลักษณะนี้ยังช่วยเสริมความน่าเชื่อถือทางเครดิตให้สตาร์ตอัปอย่าง CoreWeave แม้ฐานะการเงินจะอ่อนแอกว่าบิ๊กเทค แต่การมีสัญญารองรับยอดขายในอนาคตจากลูกค้ารายใหญ่ ทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถดึงดูดเงินทุนจากธนาคารและนักลงทุนได้

ภาระผูกพันของบิ๊กเทคจึงเชื่อมโยงกับความสามารถในการระดมทุนของผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนต่อเนื่องเพื่อขยายศูนย์ข้อมูล

ตลาดเริ่มกังวล ตั้งแต่หุ้นกู้คลาวด์ AI ถึงหุ้นบิ๊กเทค

สัญญาณความกังวลเริ่มปรากฏชัดในเดือนตุลาคม เมื่อราคาหุ้นกู้ของ CoreWeave ร่วงลงอย่างหนัก และทำให้ตลาดหันมาจับตาฐานะการเงินของผู้ให้บริการคลาวด์ที่เน้นรองรับ AI หรือที่เรียกว่า “นีโอคลาวด์” มากขึ้น

บริษัทในกลุ่มนี้หลายแห่งมีแหล่งรายได้อื่นนอกเหนือจากบริการคลาวด์จำกัด จึงเปราะบางหากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้การระดมทุนรอบใหม่ยากขึ้น และกระทบความสามารถในการลงทุนศูนย์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

ความกังวลยังขยายไปถึงบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือทางเครดิตสูง โดยหลังประกาศผลประกอบการเมื่อสัปดาห์ก่อน หุ้น Alphabet และ Amazon ปรับตัวลงแรง หลังทั้งสองบริษัทส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าขยายการลงทุนในปี 2570 และปีต่อ ๆ ไป

ส่วน Oracle แม้มีภาระนอกงบดุลน้อยที่สุดในบรรดาห้าบริษัท แต่กลับเผชิญความกังวลเรื่องฐานะการเงินอย่างมาก ราคาหุ้นลดลงมากกว่า 60% จากจุดสูงสุดเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน

เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน Oracle ระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า บริษัทจะทำให้กระแสเงินสดอิสระ ซึ่งสะท้อนเงินสดที่เหลือจากการดำเนินธุรกิจหลังหักรายจ่ายลงทุน กลับมาเป็นบวกในช่วงเดือนธันวาคม 2570 ถึงพฤษภาคม 2571

เครือข่ายสัญญา AI ผูกความเชื่อมั่นไว้กับบิ๊กเทคไม่กี่ราย

อุตสาหกรรม AI ในปัจจุบันตั้งอยู่บนเครือข่ายสัญญาซื้อระยะยาวระหว่างบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ผู้ผลิตชิป ผู้พัฒนา AI และผู้ให้บริการนีโอคลาวด์ โดยการลงทุน การจัดหาเงินทุน และการค้ำประกันต่างช่วยหนุนกัน เสริมความน่าเชื่อถือทางเครดิต และเปิดทางให้บริษัทระดมเงินจำนวนมหาศาลจากตลาดการเงิน

อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือทางเครดิตในเครือข่ายนี้ยังผูกอยู่กับบิ๊กเทคเพียงไม่กี่ราย หากการลงทุน AI เดินหน้าด้วยความเร็วเช่นปัจจุบัน แต่กำไรที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามคาด ความเชื่อมั่นของตลาดต่อบริษัทเหล่านี้อาจถูกกดดัน และผลกระทบอาจส่งต่อไปยังทั้งภาคเทคโนโลยีและระบบการเงินในวงกว้าง

ที่มา: Nikkei Asia


แชร์
‘บิ๊กเทค’ แบกหนี้แฝงอ่วม แตะ 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ นักลงทุนผวาต้นทุนบาน