
คลื่นลูกแรกจาก AI มาถึงแล้วในรูปของเม็ดเงินลงทุน ทั้งการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและการพัฒนาแบบจำลอง AI ซึ่งกำลังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบางประเทศ ขณะที่ไทยและอีกหลายประเทศในเอเชียเริ่มมีบทบาทในห่วงโซ่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าจะตามมาเมื่อภาคธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ นำ AI ไปใช้งานอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงานทั่วโลก
คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวบนเวทีเสวนา “Small AI, More and Better Jobs” ภายในการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ครั้งที่ 81 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีนี้ได้เริ่มสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
“ไม่ว่าเราจะรัก เกลียด หรือหวาดกลัว AI เทคโนโลยีนี้ก็อยู่ตรงนี้แล้ว” กิออร์กิเอวากล่าว พร้อมอธิบายว่า ผลกระทบจาก AI จะทยอยเกิดขึ้นเป็นระลอก
ระลอกแรกคือการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และพัฒนาแบบจำลอง AI ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในบางประเทศ ส่วนระลอกถัดไปที่สำคัญกว่าคือการนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้น แม้ไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีเอง
กิออร์กิเอวาระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะคว้าโอกาสนี้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมทั้งด้านไฟฟ้าที่เพียงพอ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บุคลากรที่มีทักษะใช้เทคโนโลยี และภาครัฐที่สามารถวางมาตรการดูแลความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานต้องเร่งเตรียมรับผลกระทบจาก AI ซึ่งกิออร์กิเอวาเปรียบว่าเป็น “สึนามิที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้า ๆ” เพราะแม้ความเปลี่ยนแปลงอาจไม่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ผลกระทบจะค่อย ๆ ก่อตัวและรุนแรงขึ้น
หากไม่เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ตลาดแรงงานอาจปรับตัวไม่ทันเมื่อคลื่นมาถึงเต็มกำลัง แรงงานอาจตกงานและสูญเสียรายได้ ซึ่งอาจทำให้รายได้ภาครัฐลดลง และปัญหาลุกลามไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง
กิออร์กิเอวาระบุว่า ผลกระทบระลอกแรกจาก AI เริ่มส่งผ่านมายังเศรษฐกิจโลกแล้ว ทั้งในรูปของอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นและเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและการพัฒนาแบบจำลอง AI ซึ่งกำลังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบางประเทศ
ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย เป็น 3 เศรษฐกิจหลักที่มีบทบาทด้านการผลิตเทคโนโลยี AI ขณะที่อีกหลายประเทศเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย รวมถึงไทย
การลงทุนที่เร่งตัวขึ้นกลายเป็นแรงหนุนส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ราว 3% แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากข้อจำกัดด้านอุปทานพลังงาน
อย่างไรก็ตาม กิออร์กิเอวามองว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อภาคธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ นำ AI ไปใช้อย่างแพร่หลาย จนส่งผลต่อรูปแบบการทำงานและตลาดแรงงานทั่วโลก
เมื่อเข้าสู่ระลอกของการใช้งาน AI ประเทศต่าง ๆ จะมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีนี้มากขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นผู้พัฒนา AI เองก็ตาม กิออร์กิเอวามองว่า AI อาจเข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ หากประเทศเหล่านั้นมีปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างเพียงพอ
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ปัจจัยพื้นฐานสำคัญประกอบด้วยระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้าถึงได้ ประชาชนที่มีทักษะในการใช้เทคโนโลยี รวมถึงภาครัฐที่สามารถวางมาตรการรักษาความปลอดภัยและป้องกันการนำ AI ไปใช้โดยผู้ไม่หวังดี
IMF ประมาณการว่า AI อาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียได้ราว 0.5-1 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอาจเพิ่มขึ้นราว 0.2-0.8 จุดเปอร์เซ็นต์
กิออร์กิเอวา ระบุว่าการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 1 จุดเปอร์เซ็นต์ถือว่ามีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต่อกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียซึ่งกำลังเผชิญสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว เพราะแรงหนุนจาก AI อาจมากพอที่จะชดเชย หรือกระทั่งสูงกว่าผลกระทบด้านลบจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีทำงานและวิถีชีวิตของผู้คน
ในอีกด้านหนึ่ง กิออร์กิเอวาเปรียบผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานว่าเป็น “สึนามิที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้า ๆ” เพราะแม้ความเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นทันที แต่จะค่อย ๆ ก่อตัวและทวีความรุนแรงขึ้น
IMF ประเมินว่า งานทั่วโลกราว 40% อาจได้รับผลกระทบจาก AI ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง บางอาชีพอาจใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่บางอาชีพอาจลดการพึ่งพาแรงงาน หรือถูก AI ทดแทนจนตำแหน่งงานหายไป
สัดส่วนงานที่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในประเทศพัฒนาแล้ว เทียบกับ 23% ในประเทศรายได้ต่ำ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ต่ำกว่าไม่ได้หมายความว่าประเทศรายได้ต่ำอยู่ในสถานะที่ดีกว่า แต่สะท้อนว่า AI ยังเข้าไม่ถึงประเทศเหล่านี้อย่างเต็มที่
ผลการศึกษาของ IMF ในสหรัฐอเมริกาพบว่า งานราว 10% ต้องการทักษะด้าน AI มากขึ้น และมักให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ขณะที่งานประจำซึ่งมีลักษณะทำซ้ำกำลังหดตัว ส่วนงานค่าจ้างต่ำกลับเพิ่มขึ้นใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ งานก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและงานบริการ
แม้จำนวนการจ้างงานสุทธิในพื้นที่ศึกษายังเพิ่มขึ้น แต่กิออร์กิเอวามองว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวยังไม่น่ายินดีนัก เพราะงานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ให้ค่าตอบแทนต่ำกว่า โดยกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน
โดยทั่วไป คนรุ่นใหม่มักเริ่มต้นอาชีพจากตำแหน่งระดับเริ่มต้น (Entry-Level) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่มีลักษณะเป็นกิจวัตรและทำซ้ำ ก่อนสะสมทักษะเพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หากงานเหล่านี้หายไป เด็กจบใหม่เหล่านี้อาจสูญเสียจุดเริ่มต้นสำคัญของเส้นทางอาชีพ และต้องหันไปทำงานบริการค่าจ้างต่ำที่ไม่สอดคล้องกับเส้นทางอาชีพที่ตั้งใจไว้
ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ กิออร์กิเอวาเสนอแนวทางรับมือผลกระทบจาก AI ไว้ 3 ด้าน
ประการแรก รัฐบาลต้องติดตามตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด พร้อมรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงความต้องการแรงงานอย่างไร ปัจจุบัน AI ยังไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานโดยรวมหดตัว แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานไปสู่งานและทักษะรูปแบบใหม่
ประการที่สอง รัฐบาลต้องปรับระบบการศึกษาให้ทันกับโลกยุค AI เพราะแนวคิดที่ว่าคนคนหนึ่งสามารถเรียนรู้ทักษะเพียงชุดเดียวและใช้ทำงานไปตลอดชีวิตไม่ตอบโจทย์วิถีชีวิตในปัจจุบันอีกต่อไป การเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น
ประการที่สาม ภาครัฐต้องทบทวนโครงสร้างการคลังและฐานภาษี ปัจจุบันรายได้ภาษีส่วนใหญ่ของรัฐบาลมาจากบุคคล แต่หาก AI ทำให้บทบาทของแรงงานลดลง ขณะที่ทุนมีบทบาทมากขึ้น รัฐบาลต้องพิจารณาว่าจะจัดเก็บรายได้จากส่วนใดเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง
ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญ เพราะรัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณเพื่อช่วยให้ประชาชนและสังคมปรับตัวเข้าสู่โลกยุค AI หากรายได้ภาครัฐลดลง การดำเนินภารกิจดังกล่าวก็จะยากขึ้นตามไปด้วย
กิออร์กิเอวายอมรับว่า ยังไม่มีใครมองเห็นได้ชัดเจนว่าโลกการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร สิ่งที่รัฐบาลทำได้ในขณะนี้คือเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างเป็นระบบ ประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ ถอดบทเรียน และนำผลที่ได้ไปปรับใช้จริง
อย่างไรก็ตาม กิออร์กิเอวามองว่า เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนา AI ควรเป็นการนำเทคโนโลยีมารับภาระงานที่มนุษย์ไม่ต้องการทำ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ทำในสิ่งที่รัก พร้อมยกระดับผลิตภาพและมาตรฐานการครองชีพ โดยการนำ AI มาใช้ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้คน และไม่ลดทอนบทบาท คุณค่า หรือศักดิ์ศรีของมนุษย์ในสังคม