Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สรุปผลงาน 4 บิ๊กเทค Q4/2025 และเหตุผลที่ราคาหุ้นหลายตัวไม่เดินตามกำไร
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สรุปผลงาน 4 บิ๊กเทค Q4/2025 และเหตุผลที่ราคาหุ้นหลายตัวไม่เดินตามกำไร

31 ม.ค. 69
10:04 น.
แชร์

สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม 4 บริษัทบิ๊กเทคในกลุ่ม ‘7 นางฟ้า’ ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 ที่นักลงทุนทั่วโลกเฝ้ารอคอย ซึ่งเรียกว่ามีครบทุกรสชาติ บางบริษัทโชว์ตัวเลขรายได้และกำไรพุ่งทำลายสถิติ แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงอย่างแรง ขณะที่บางบริษัทที่ผลงานดูไม่ค่อยดี แต่ราคาหุ้นกลับยังดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

ภาพรวมในไตรมาสนี้บอกเราชัดเจนว่า แค่กำไรดี อาจจะไม่พออีกต่อไป เพราะตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการพิสูจน์ผลลัพธ์จากการทุ่มเงินลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความชัดเจนของแผนงานในอนาคต บริษัทไหนที่ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านแต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะได้เงินคืนเมื่อไหร่ก็จะโดนตลาดทำโทษไปตามระเบียบ ส่วนใครที่เริ่มทำเงินจาก AI ได้แล้ว ก็จะได้นั่งแท่นเป็นขวัญใจนักลงทุน 

SPOTLIGHT พาไปแกะดูเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมตัวเลขสีเขียวในงบการเงิน อาจจะไม่ได้กลายเป็นกราฟหุ้นสีเขียว (ซ้ำอาจจะแดง) และทำไมบางครั้ง คำพูดขายฝันถึงอนาคตที่ไม่รู้จะทำได้จริงหรือไม่ ก็มีค่ามากกว่ายอดขายและกำไรจริง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน 

Microsoft (MSFT): กำไรพุ่งสูง แต่รายจ่ายกระฉูดสร้างความกังวล

รายได้: $81,300 ล้าน (+17%)
กำไรสุทธิ: $38,500 ล้าน (+60%)

เมื่อวันที่ 28 มกราคม ไมโครซอฟต์ (Microsoft) รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปี 2025 (เป็นไตรมาส 2 ของปีงบฯ 2026) ที่ 81,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อนหน้า (YoY) กำไรสุทธิ 38,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 60% กำไรต่อหุ้น 5.16 ดอลลาร์  

แม้ตัวเลขจะดูสวยงามและดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ในหลายส่วน แต่การตอบรับของตลาดกลับเป็นไปในเชิงลบ เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับรายจ่ายและตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของเงินลงทุน ราคาหุ้นของ Microsoft จึงร่วงลงอย่างแรงในทันทีหลังการประกาศผลกระกอบการ และปิดการซื้อขายวันที่ 29 มกราคม  ลบไป 10% ซึ่งนับเป็นการร่วงลงแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 

หัวใจสำคัญที่เป็นทั้งจุดเด่นและจุดที่นักลงทุนกังวล คือ บริการคลาวด์ Azure ซึ่งรายได้เติบโตขึ้น 39% แม้จะยังรักษาความแข็งแกร่งได้ดี แต่ตัวเลขนี้ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่โต 40% ซึ่งนักลงทุนคาดหวังว่าไตรมาส 4 จะไม่โตน้อยไปกว่านั้น 

แม้รายได้ของ Azure ชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อย แต่ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อบวกกับความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CapEx) อยู่ที่ 37,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อนหน้า และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 36,200 ล้านดอลลาร์ และนักลงทุนมองว่า Microsoft ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลเพื่อลงทุนในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ยังไม่เห็นรายได้จาก AI อย่างเป็นรูปธรรม 

Tesla (TSLA): ผลงานไม่ดี แต่นักลงทุนมีหวังกับอนาคต

รายได้: $24,900 ล้าน (-3%)
กำไรสุทธิ: $1,409 ล้าน (-11%) 

เมื่อวันที่ 28 มกราคม เทสลา (Tesla) รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปี 2025 จำนวน 24,900 ล้านดอลลาร์ ลดลง 3% จากปีก่อนหน้า โดยรายได้จากธุรกิจรถยนต์ลดลง 11% เหลือ 17,700 ล้านดอลลาร์ และกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,409 ล้านดอลลาร์ ลดลง 11% 

เหตุผลส่วนหนึ่งที่รายได้และกำไรของบริษัทลดลงนั้นเกี่ยวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ที่เริ่มไม่ทันสมัยแล้ว ซึ่งในการแถลงผลประกอบการ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอ Tesla บอกว่า จะยุติการผลิตรถยนต์ Model S และ Model X ซึ่งวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2012 และ 2015 ตามลำดับ

ในขณะที่ธุรกิจยานยนต์กำลังประสบปัญหา มัสก์พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของนักลงทุนไปที่ธุรกิจอื่น โดยเฉพาะธุรกิจรถแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Optimus ซึ่งเขาวางให้เป็นแกนหลักของการเติบโตในอนาคต 

ความพยายามของมัสก์นั้นเห็นผล เพราะแม้ว่าผลประกอบการสะท้อนภาพธุรกิจรถยนต์ที่ชะลอตัว แต่ตลาดหุ้นไม่ได้ตอบรับในเชิงลบ โดยราคาหุ้นเทสลาปรับขึ้นราว 2% ในช่วงเปิดตลาดวันที่ 29 มกราคม (ก่อนจะปิด -3.23%) และยังเพิ่มขึ้นราว 5% ในวันต่อมา สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับธุรกิจในอนาคตมากกว่า ดังที่เคยเห็นปรากฏการณ์แบบนี้แล้วหลายครั้งเมื่อมีการรายงานว่ายอดขายรถยนต์ของ Tesla ลดลง 

ขณะเดียวกัน การที่อีลอน มัสก์ พูดถึงแผนลงทุนสร้าง ‘TeraFab’ เพื่อผลิตเซมิคอนดักเตอร์เอง แม้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่ถูกมองในเชิงบวกจากนักลงทุนที่มองว่านี่เป็นสัญญาณของการพยายามควบคุมเทคโนโลยีแกนหลัก และสร้างโมเดลธุรกิจที่มีศักยภาพทำกำไรสูงกว่าเดิมในทศวรรษหน้า 

Meta (META): ผู้ชนะจากการแปลง AI เป็นเงินโฆษณา

รายได้: $59,893 ล้าน (+24%)
กำไรสุทธิ: $22,768 ล้าน (+9%)

เมื่อวันที่ 28 มกราคม เมตา (Meta) เป็นดาวเด่นที่สุดในการประกาศงบฯของเหล่าหุ้นนางฟ้าในช่วงนี้ เพราะสามารถทำรายได้จากโฆษณาเติบโตทะลุความคาดหมายของนักลงทุน รายได้รวมอยู่ที่ 59,893 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 24% กำไรสุทธิ 22,768 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 9% 

ปัจจัยสำคัญมาจากการนำ AI มาใช้ในระบบหลังบ้านเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้และช่วยให้นักโฆษณาสามารถยิงแอดได้แม่นยำขึ้น ทำให้ค่าโฆษณาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น พร้อมกับรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น 

ในส่วนของจำนวนผู้ใช้งาน Meta ยังคงสร้างสถิติใหม่ด้วยยอด Daily Active People (DAP) ถึง 3,580 ล้านคน สะท้อนว่าแพลตฟอร์มในเครืออย่าง Instagram และ Threads ยังคงมีอิทธิพลสูงและยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว 

แม้ว่ากำไรของ Meta ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่หลังประกาศผลประกอบการ หุ้น Meta พุ่งขึ้นเกือบ 10% เพราะนักลงทุนเห็นว่า AI ของ Meta สามารถทำเงินได้จริงแล้ว

Apple (AAPL): รายได้-กำไรพุ่ง แต่คาดการณ์อนาคตบั่นทอนราคาหุ้น

รายได้: $143,800 ล้าน (+16%)
กำไรสุทธิ: $42,097 ล้าน (+15.87%)

เมื่อวันที่ 29 มกราคม Apple ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 (เป็นไตรมาสแรกของปีงบฯ 2026) ประกาศผลประกอบการที่ทำลายทุกสถิติ โดยมีรายได้ 143,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 78,300 ล้านดอลลาร์ไปมาก กำไรสุทธิ 42,097 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.87% จากปีก่อนหน้า และกำไรต่อหุ้น 2.84 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.33% จากปีก่อนหน้า โดยมี iPhone 17 เป็นพระเอกที่ช่วยดึงรายได้ให้พุ่งสูง และทำรายได้ในจีนสูงสุดในรอบหลายปี

ส่วนธุรกิจบริการ (Services) เช่น App Store, Apple Music และ iCloud ยังคงเป็นรากฐานที่มั่นคงด้วยรายได้ 30,000 ล้านดอลลาร์ เติบโต 14% และมีอัตรากำไรสูงมาก การที่ Apple มีฐานผู้ใช้งาน (Installed Base) ทะลุ 2,500 ล้านเครื่องทั่วโลก ทำให้มีอำนาจต่อรองมหาศาล และสามารถเปลี่ยนผู้ใช้เหล่านี้ให้กลายเป็นรายได้ต่อเนื่อง (recurring revenue) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถึงแม้ผลประกอบการออกมาดูดี แต่ราคาหุ้นของ Apple กลับเปิดตลาดวันที่ 30 มกราคม ลดลงประมาณ 1.03% และปิดในแดนบวกได้เพียงเล็กน้อย 0.46% 

เหตุผลที่ราคาหุ้นไม่พุ่งไปตามผลประกอบการที่พุ่งทำสถิติใหม่ มาจากความกังวลถึงความสามารถในการเติบโตในอนาคต เพราะทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอของ Apple บอกว่า วิกฤตการณ์ขาดแคลนหน่วยความจำทั่วโลกจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทในอนาคต ซึ่ง Apple คาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1 ปี 2026 ระหว่าง 48% ถึง 49% เท่ากับไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 48% ประกอบกับเรื่องการลงทุนและการทำเงินจาก AI ซึ่ง AI ของ Apple ยังล้าหลังคู่แข่งอย่าง Samsung ที่ใช้โมเดลของ Google เช่นกัน 

แชร์
สรุปผลงาน 4 บิ๊กเทค Q4/2025 และเหตุผลที่ราคาหุ้นหลายตัวไม่เดินตามกำไร