
หลังจากเป็นหุ้นดาวเด่นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลอดช่วงกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผลักดันราคาหุ้นให้ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุด Nvidia กำลังเผชิญการปรับฐานครั้งใหญ่ โดยมูลค่าตลาด (market cap) หายไปราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ส่งผลให้หุ้นกลับมาซื้อขายที่ระดับ ‘ถูกสุด’ ในรอบ 7 ปีกว่า โดยประเมินจากราคาหุ้นต่อกำไรคาดการณ์ (Forward P/E)
ราคาหุ้น Nvidia ปรับลดลง 16% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ท่ามกลางการเปลี่ยนทิศทางของเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยนักลงทุนเริ่มโยกเงินออกจาก Nvidia ไปยังหุ้นชิปกลุ่มอื่น โดยเฉพาะหุ้นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำที่กำลังได้รับอานิสงส์จากความดีมานด์โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาหุ้นจะลดความร้อนแรงลง แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ปรับลดมุมมองต่อธุรกิจของ Nvidia ตรงกันข้าม นักวิเคราะห์ยังทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไร พร้อมมองว่าราคาหุ้น Nvidia ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกมาก
ข้อมูลจากการรายงานของ Bloomberg เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 ระบุว่า การปรับฐานดังที่กล่าวไปข้างต้นทำให้ปัจจุบันหุ้น Nvidia มีราคาต่อกำไรคาดการณ์ (Forward P/E) อยู่ที่ 18 เท่า หรือซื้อขายที่ระดับราคาประมาณ 18 เท่าของกำไรคาดการณ์ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2019 หรือหลายปีก่อนที่กระแส AI จะผลักดันราคาหุ้นให้พุ่งขึ้น
ระดับ valuation ดังกล่าวยังต่ำกว่าทั้งดัชนี S&P 500 ที่ซื้อขายอยู่ที่ระดับมากกว่า 20 เท่าของกำไรคาดการณ์ และดัชนี Nasdaq 100 ที่อยู่เกือบ 23 เท่า สะท้อนว่าหุ้น Nvidia กลับมามีราคาถูกเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม แม้ยังเป็นผู้นำในตลาดชิป AI ก็ตาม
การลดความร้อนแรงของหุ้น Nvidia ไม่ได้เกิดจากแนวโน้มธุรกิจที่แย่ลง แต่เป็นผลจากการที่นักลงทุนเริ่มหมุนเงินลงทุนไปยังหุ้นเซมิคอนดักเตอร์กลุ่มอื่น โดยเฉพาะผู้ผลิตชิปหน่วยความจำและระบบจัดเก็บข้อมูลที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI อย่างเช่น หุ้นบริษัทหน่วยความจำอย่าง Micron หรือหุ้นของคู่แข่งของ Nvidia อย่าง AMD และ Intel ต่างก็ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ สะท้อนว่าเม็ดเงินไม่ได้ไหลออกจากธีม AI แต่กำลังกระจายไปยังบริษัทอื่นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมากขึ้น
Nvidia เคยสร้างผลตอบแทนมากกว่า 1,100% ระหว่างปลายปี 2022 ถึงปี 2025 จากกระแสความต้องการชิป GPU สำหรับ AI แต่ในปี 2026 โมเมนตัมเริ่มชะลอลง โดยนับตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นปรับขึ้นเพียง 5.6% ต่ำกว่าดัชนี S&P 500 ที่เพิ่มขึ้น 9.6% และ Nasdaq 100 ที่เพิ่มขึ้น 16% ขณะที่ดัชนี Philadelphia Stock Exchange Semiconductor Index กลับพุ่งขึ้น 74% และกำลังมุ่งสู่ปีที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003
หนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือ Micron Technology ซึ่งได้แรงหนุนจากราคาชิปหน่วยความจำความเร็วสูง (HBM) โดยราคาหุ้นพุ่ง 229% ในปี 2026 ต่อเนื่องจากที่เพิ่มขึ้น 239% ในปี 2025 และเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ติดต่อกันสองปี ขณะที่ Nvidia กลับเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแย่เป็นอันดับ 3 ของดัชนีในปีนี้ ทั้งที่เคยรั้งอันดับ 2 ในปี 2024
ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังสะท้อนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวของหุ้น Nvidia กับดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 ตามข้อมูลของ Bloomberg แสดงให้เห็นว่าหุ้น Nvidia เริ่มเคลื่อนไหวแตกต่างจากหุ้นชิปกลุ่มอื่นมากขึ้น
ไมเคิล ไบลีย์ (Michael Bailey) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Fulton Breakefield Broenniman ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการบริหารความมั่งคั่งอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตลาดหันเหความสนใจไปยังบริษัทที่ก่อนหน้านี้ถูกคาดหวังต่ำกว่า โดยเฉพาะ Micron ที่กลายเป็นหุ้นเด่นรอบใหม่
ขณะที่อีริก คลาร์ก (Eric Clark) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน Accuvest Global Advisors อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า Nvidia เคยเป็นหุ้นยอดนิยมที่นักลงทุนถือครองกันอย่างหนาแน่น หลังราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเริ่มมีโอกาสลงทุนในหุ้นกลุ่มอื่น นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงขาย Nvidia เพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้นเหล่านั้น
ประมาณการผลประกอบการของ Nvidia สวนทางแม้ราคาหุ้นที่อ่อนแรงลง โดยนักวิเคราะห์ยังทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
Bloomberg คาดว่า ในปีงบการเงิน 2027 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 31 มกราคม 2027 Nvidia จะมีกำไร 228,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากรายได้ 393,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 90% และ 82% ตามลำดับ ขณะที่ประมาณการกำไรถูกปรับเพิ่มขึ้น 13% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
แรนดี แฮร์ (Randy Hare) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหุ้นของ Huntington Bank มองว่า เมื่อพิจารณาจากการเติบโตของรายได้และความสามารถในการทำกำไรที่ยังแข็งแกร่ง หุ้น Nvidia ยังถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และสุดท้ายแล้วราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวตามกำไรของบริษัท
อีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันราคาหุ้น Nvidia คือ การแข่งขันทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากผู้ผลิตชิปอย่าง AMD และ Intel รวมถึงลูกค้ารายใหญ่ เช่น Alphabet และ Amazon ที่เริ่มพัฒนาชิปของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพา Nvidia
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ Bloomberg Intelligence ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดของ Nvidia ในตลาดเซิร์ฟเวอร์ GPU เพิ่มขึ้นเป็น 97% ณ สิ้นปี 2025 จาก 95% ในปีก่อนหน้า สะท้อนว่าความต้องการอุปกรณ์สำหรับศูนย์ข้อมูล AI ยังคงแข็งแกร่ง และสถานะผู้นำของบริษัทยังแทบไม่ได้รับผลกระทบ
แม้ราคาหุ้นจะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ Nvidia โดยจากนักวิเคราะห์ 82 รายที่ Bloomberg ติดตาม มีเพียง 3 รายที่แนะนำ ‘ถือ’ และเพียง 1 รายที่แนะนำ ‘ขาย’ ขณะที่ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 302 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าราคาปัจจุบันมากกว่า 50% และถือเป็นอัปไซด์สูงที่สุดในกลุ่มหุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent Seven)
ไมเคิล ไบลีย์ แสดงความเห็นว่า Nvidia เคยผ่านช่วงที่ valuation หดตัวอย่างรวดเร็วมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น นักลงทุนที่ยังเชื่อมั่นในหุ้นตัวนี้อาจต้องอดทนกับความผันผวนในระยะสั้น เพื่อรอการฟื้นตัวในอนาคต
อ้างอิง : Bloomberg