
ธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติใน “สมุย-พะงัน” กำลังถูกจับตาอย่างเข้มข้น หลังการคัดกรองข้อมูลพบทั้งบริษัทที่ใช้ที่ตั้งซ้ำกัน บุคคลที่ถือหุ้นในหลายกิจการ ตลอดจนกรณีที่อาจเข้าข่ายใช้นอมินีและถือครองที่ดินเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ขณะที่การตรวจสอบเริ่มขยายจากฐานข้อมูลไปสู่การลงพื้นที่และดำเนินคดีอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อมูลจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีระบุว่า จากนิติบุคคลทั้งหมด 25,864 ราย มีถึง 11,721 รายที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ และในจำนวนนี้ 9,281 รายมีต่างชาติถือหุ้นเกินร้อยละ 49 เมื่อแยกตามพื้นที่พบว่าเกาะสมุยมีนิติบุคคล 12,906 ราย ส่วนเกาะพะงันมี 5,009 ราย ส่งผลให้พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั้งสองแห่งกลายเป็นเป้าหมายหลักของการตรวจสอบการประกอบธุรกิจ ที่ดิน โรงแรม และแรงงานต่างด้าว
การขยายผลล่าสุดพบว่า กรมสรรพากรอยู่ระหว่างตรวจสอบนิติบุคคล 110 รายที่อาจเข้าข่ายใช้นอมินี ขณะที่เกาะพะงันพบ 112 นิติบุคคลถือครองที่ดินโดยมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างด้าวเกินเกณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีแรงงานต่างด้าว 104 ราย ทั้งกรณีไม่มีใบอนุญาต ทำงานนอกเหนือสิทธิ และประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย สะท้อนว่าปัญหาธุรกิจต่างด้าวในพื้นที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่โครงสร้างผู้ถือหุ้นไปจนถึงการใช้แรงงาน
การตรวจสอบเริ่มต้นจากการนำฐานข้อมูลนิติบุคคลมาคัดกรองหาความเชื่อมโยง โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีพบว่า มีนิติบุคคล 5,486 รายใช้ที่ตั้งบริษัทซ้ำกัน และมีบุคคล 4,621 รายถือหุ้นในหลายบริษัท ข้อมูลดังกล่าวยังไม่อาจใช้สรุปได้ว่าทุกรายกระทำผิด แต่ถือเป็นจุดสังเกตที่ต้องนำไปตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น การประกอบธุรกิจ และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องในเชิงลึก
ด้านสำนักงานสรรพากรพื้นที่สุราษฎร์ธานี 2 อยู่ระหว่างตรวจสอบนิติบุคคล 110 รายที่อาจเข้าข่ายใช้นอมินีและประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยดำเนินการแล้ว 12 ราย คิดเป็นมูลค่ารวม 7.538 ล้านบาท ส่วนอีก 98 รายยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ถือเป็นการนำข้อมูลจากขั้นตอนคัดกรองไปตรวจสอบการประกอบธุรกิจและข้อมูลด้านภาษีของแต่ละกิจการ
วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่หยุดอยู่เพียงการตรวจพบรายชื่อหรือความผิดปกติ แต่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน กรมสรรพากร ฝ่ายปกครอง หน่วยงานด้านแรงงาน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อแยกผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องออกจากกลุ่มเสี่ยงและกรณีที่มีหลักฐานการกระทำผิด
ด้านการตรวจสอบการถือครองที่ดินบนเกาะพะงันเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นเช่นกัน หลังตรวจสอบนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินในพื้นที่ทั้งหมด 1,832 ราย และพบ 112 รายมีข้อมูลสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างด้าวเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยนิติบุคคลกลุ่มนี้ถือครองที่ดินรวม 124 แปลง เนื้อที่ประมาณ 86 ไร่ 3 งาน 42.4 ตารางวา
ในจำนวนดังกล่าว แบ่งเป็นกรณีตรวจพบใหม่ 104 ราย และกรณีที่มีคำพิพากษาศาลแล้ว 8 ราย ขณะที่การดำเนินการจำหน่ายที่ดินกำลังเดินหน้าเป็นลำดับ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งให้จำหน่ายที่ดินแล้ว 8 ราย รวม 9 แปลง อยู่ระหว่างพิจารณาสั่งจำหน่ายอีก 28 ราย และสำนักงานที่ดินส่วนแยกเกาะพะงันกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอให้จำหน่ายอีก 76 ราย
รมช.มหาดไทยกำชับให้จังหวัดติดตามแต่ละกรณีจนเห็นผลว่า การตรวจสอบเดินหน้าไปถึงขั้นตอนใดแล้ว เพื่อไม่ให้ปัญหาคงอยู่เพียงในรูปของตัวเลขหรือรายงาน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน ซึ่งต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายให้ครบถ้วน
การจัดระเบียบธุรกิจต่างด้าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการถือครองที่ดิน แต่ขยายไปถึงบริษัทและโรงแรมในพื้นที่ โดยนับตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีในเกาะสมุยและเกาะพะงันหลายกรณี ทั้งคดีที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ และคดีที่มีการออกหมายจับแล้ว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่กำหนดเป้าหมายเข้าตรวจสอบหลายจุดบนเกาะพะงัน ครอบคลุมทั้งโรงแรมที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต บริษัทที่เกี่ยวข้อง และสถานประกอบการอื่นที่อาจเข้าข่ายกระทำผิด ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการตรวจสอบข้อมูลบนเอกสารไปสู่การตรวจสอบสถานที่จริงและขยายผลตามพยานหลักฐาน
วรศิษฎ์ระบุว่า ปัญหานอมินี ธุรกิจต่างด้าว การถือครองที่ดิน โรงแรม และแรงงานมีความเชื่อมโยงกัน การแก้ไขจึงต้องพิจารณาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางของข้อมูล โครงสร้างการถือหุ้น การดำเนินกิจการจริง ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย ไม่สามารถแยกตรวจสอบเป็นรายประเด็นโดยปราศจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้
ด้านการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว จังหวัดสุราษฎร์ธานีออกใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวรวม 7,542 ราย แบ่งเป็นเกาะสมุย 4,101 ราย และเกาะพะงัน 2,513 ราย ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีกับแรงงานต่างด้าว 104 ราย จากทั้งกรณีทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ทำงานนอกเหนือสิทธิที่ได้รับอนุญาต และประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย
นอกจากนี้ ยังดำเนินคดีกับนายจ้างและสถานประกอบการอีก 46 ราย สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้มุ่งตรวจสอบเฉพาะตัวแรงงาน แต่ครอบคลุมถึงธุรกิจที่ว่าจ้างหรือเปิดทางให้เกิดการทำงานผิดกฎหมายด้วย
“เรื่องที่ประชาชนสะท้อนหรือเป็นปัญหาในพื้นที่ เมื่อรับเรื่องมาแล้วต้องตามต่อ และต้องดูให้เห็นว่าการทำงานเดินหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว หากพบการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องก็ต้องได้รับความเป็นธรรม” วรศิษฎ์กล่าว
รมช.มหาดไทยย้ำว่า การตรวจสอบไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเล่นงานผู้ประกอบการต่างชาติ แต่ต้องการสร้างกติกาที่ชัดเจนและบังคับใช้อย่างเท่าเทียม ผู้ที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องต้องสามารถประกอบกิจการได้อย่างมั่นใจ ส่วนผู้ที่ใช้ช่องโหว่ ใช้นอมินี หรือฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับผิดตามกฎหมาย
แนวทางหลังจากนี้จึงอยู่ภายใต้หลัก “ตรวจให้จริง ขยายผลให้ถึง และติดตามให้จบ” โดยเฉพาะในเกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนคดี แต่ต้องทำให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ข้อมูลที่ตรวจพบถูกนำไปดำเนินการอย่างไร ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย ขณะที่ผู้ประกอบการสุจริตได้รับความเป็นธรรม