
สงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานครึ่งปี กำลังกลายเป็นบูมเมอแรงลูกใหญ่ย้อนกลับมาฟาดรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เต็มแรง ไม่เพียงเขย่าเสถียรภาพพลังงานและดันภาระค่าครองชีพของชาวอเมริกันให้สูงขึ้น แต่การเพิ่มแรงกดดันด้วยมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ยังซ้ำเติมความกังวลต่อตลาดน้ำมันโลก จนราคาพลังงานกลายเป็นอีกหนึ่งบิลที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับสงคราม ขณะที่คะแนนนิยมของทรัมป์ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 33
ล่าสุด สหรัฐฯ เดินหน้าบีบอิหร่านหนักขึ้น ด้วยเป้าหมายตัดทุกเส้นเลือดทางเศรษฐกิจ รวมถึงรายได้จากน้ำมัน พร้อมส่งสัญญาณกดดันประเทศและบริษัทที่ยังทำธุรกิจกับเตหะราน แต่ยิ่งมาตรการคว่ำบาตรรุนแรง ความกังวลต่ออุปทานและเส้นทางขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ก็ยิ่งกลายเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมเขย่าราคาน้ำมันโลก และส่งแรงกระแทกกลับถึงปั๊มน้ำมันในอเมริกาวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ได้กำลังลุกไหม้อยู่เพียงในตะวันออกกลาง แต่เริ่มเผาผลาญฐานการเมืองของทรัมป์ในบ้านตัวเอง เมื่อทั้งผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อสงครามที่ยืดเยื้อและไร้ทางออก คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แค่ว่าสหรัฐฯ จะกดดันอิหร่านได้แค่ไหน แต่อาจเป็นว่า ทรัมป์จะพาอเมริกาหลุดจากหล่มสงครามได้หรือไม่ ก่อนที่สงครามครั้งนี้จะลากทั้งรัฐบาลและพรรครีพับลิกันจมลงไปด้วยกัน
แม้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์จะเริ่มหันจากการใช้กำลังทหาร มาสู่การเปิดเกมบีบอิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ตลาดน้ำมันกลับยังไม่หลุดพ้นจากแรงกดดัน หลังทั้งน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต หรือ WTI ร่วงลงกว่า 2% ในวันจันทร์ ก่อนทรงตัวในวันถัดมา โดยเบรนท์เคลื่อนไหวแถว 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI อยู่ราว 85 ดอลลาร์
ล่าสุด สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตร หวังตัด “เส้นเลือดใหญ่” ทางเศรษฐกิจของอิหร่าน รวมถึงรายได้จากน้ำมัน พร้อมส่งคำขาดให้ประเทศและบริษัทที่ยังทำธุรกิจกับเตหะรานต้องเลือกข้าง หรือเสี่ยงถูกตัดออกจากระบบการเงินที่ใช้เงินดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง
ขณะเดียวกัน พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ย้ำว่า วอชิงตันยังไม่ตัดทางเลือกในการใช้กำลังทหารกับอิหร่าน เพียงแต่ในเวลานี้สหรัฐฯ กำลังเทน้ำหนักไปที่การบีบทางเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งช่วยคลายความกังวลของตลาดได้บางส่วน เพราะการคว่ำบาตรถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันจริงน้อยกว่าการเปิดฉากโจมตีทางทหารครั้งใหม่
แต่ความโล่งใจอาจอยู่ได้ไม่นาน เพราะอิหร่านยังมีไพ่สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีปริมาณเทียบเท่าราว 20% ของการใช้น้ำมันทั่วโลก และยังสามารถตอบโต้ด้วยการรบกวนการเดินเรือได้ หากเกมคว่ำบาตรยกระดับจนความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง ราคาน้ำมันก็พร้อมพุ่งกลับขึ้น และบิลของสงครามครั้งนี้อาจไหลย้อนจากตะวันออกกลาง ไปจบลงที่หน้าปั๊มน้ำมันของชาวอเมริกันเอง
แรงกระแทกจากสงครามไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน เพราะยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ ต้นทุนทางเศรษฐกิจก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นต้นทุนทางการเมืองของทรัมป์ ผลสำรวจ Reuters/Ipsos พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 31% ที่ยังสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ลดลงจาก 37% ในเดือนมีนาคม และ 34% เมื่อต้นเดือนนี้
ที่น่าจับตาคือ กระแสต่อต้านไม่ได้มาจากฝ่ายตรงข้ามของทรัมป์เพียงอย่างเดียว แม้แต่ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเอง การสนับสนุนสงครามก็ลดลง เหลือ 69% จาก 77% ในเดือนมีนาคม สะท้อนว่าสงครามที่เคยได้รับการหนุนหลัง กำลังเริ่มสร้างรอยร้าวแม้กระทั่งในฐานเสียงของประธานาธิบดีเอง
ผลที่ตามมาคือ คะแนนความนิยมของทรัมป์ยังคงจมอยู่ที่ 33% ติดต่อกัน เป็นระดับต่ำสุดที่เคยบันทึกในการสำรวจ Reuters/Ipsos ทั้งในวาระแรกและวาระที่สอง ยิ่งนานวัน สงครามที่ทรัมป์ยืนยันว่าจำเป็นเพื่อสกัดอิหร่านจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ กลับยิ่งกลายเป็นภาระที่ถ่วงคะแนนนิยมของเขาเอง
เมื่อสงครามเข้าสู่เดือนที่ 6 ชาวอเมริกันจำนวนมากก็เริ่มมองไม่เห็นทางออก ชาวอเมริกัน 83% เชื่อว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อ ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม มากกว่า 1 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ภาพของ “America First” ที่ทรัมป์เคยใช้หาเสียง จึงกำลังถูกแทนที่ด้วยคำถามว่า สุดท้ายแล้วอเมริกากำลังได้อะไรจากสงครามครั้งนี้กันแน่