
สหรัฐฯ กำลังเปิดเกมกดดันอิหร่านครั้งใหม่ ด้วยการประกาศ “Economic D-Day” หรือปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่มุ่งตัดทุกเส้นทางการเงินและรายได้ซึ่งหล่อเลี้ยงรัฐบาลในกรุงเตหะราน
เป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่แค่อิหร่าน แต่ยังอาจขยายแรงกดดันไปถึงประเทศ บริษัท และสถาบันการเงินที่ยังคงทำธุรกิจกับเตหะราน โดยเฉพาะเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันและการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
แต่แรงกดดันครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิหร่านขู่ว่า ประเทศที่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรอาจถูกมองว่าเป็น “การกระทำอันเทียบเท่ากับการทำสงคราม” ขณะที่เรือผ่านช่องแคบลดลงอย่างมาก และเรือที่ฝ่าฝืนกฎการเดินเรือของอิหร่านอาจถูกปรับ กัก หรือยึด
แรงกดดันเริ่มสะท้อนผ่านตลาดแล้ว โดยราคาน้ำมันดิบทั้งสองสัญญาหลักปรับตัวลง 2.3% ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนท์อยู่ที่ราว 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่เปิดลบ ท่ามกลางนักลงทุนที่รอดูรายละเอียดมาตรการของสหรัฐฯ และประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดพลังงาน
สหรัฐฯ กำลังเตรียมเปิดมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน โดยสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เรียกปฏิบัติการที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า “Economic D-Day” พร้อมระบุว่า ขณะนี้ความขัดแย้งกำลังเข้าสู่ “ช่วงท้ายของเกม” และเมื่อปฏิบัติการเริ่มต้นขึ้น จะเป็น “การรุกทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการระดมกำลังขึ้นเพื่อต่อต้านคู่ต่อสู้”
สหรัฐฯ ระบุอย่างชัดเจนว่า เป้าหมายของวอชิงตันคือ “ตัดทุกเส้นเลือดทางเศรษฐกิจ” ที่หล่อเลี้ยงรัฐบาลอิหร่าน จนกว่าเตหะรานจะถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ มาตรการครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเล่นงานเฉพาะอิหร่านโดยตรง แต่ยังครอบคลุมไปถึงประเทศ สถาบัน และหน่วยงานที่ยังคงทำธุรกิจและมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่านด้วย
หัวใจสำคัญคือมาตรการ Secondary Sanctions หรือการคว่ำบาตรคู่ค้าของอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลถึงประเทศและสถาบันการเงินที่ยังทำธุรกรรมกับอิหร่าน โดยเบสเซนต์ระบุถึง จีนและประเทศอื่น ๆ รวมถึงธนาคารที่ดำเนินธุรกรรมทางการเงินของอิหร่าน นั่นหมายความว่าแรงกดดันจากวอชิงตันอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ชายแดนอิหร่าน แต่ส่งต่อไปยังคู่ค้าของอิหร่านโดยตรง
สหรัฐฯ ยังมุ่งจัดการกับโครงสร้างที่อิหร่านใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยเฉพาะ “กองเรือเงา” (Shadow Fleet) ซึ่งถูกใช้ในการขนส่งน้ำมันอิหร่านและหลีกเลี่ยงข้อจำกัดต่าง ๆ ขณะที่สหรัฐฯกล่าวหาประเทศที่เกี่ยวข้องว่า เป็นผู้ซื้อและขนส่งปิโตรเลียมของอิหร่าน รวมถึงปล่อยผ่านการถ่ายโอนเชื้อเพลิงทางทะเลและการใช้ธนาคารของตนในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ไมเคิล มัลรอย อดีตรองผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ มองว่า แม้มาตรการเหล่านี้จะสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ด้วยการตัดแหล่งเงินทุน แต่ มาตรการคว่ำบาตรเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านได้ ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของแผนยังขึ้นอยู่กับว่าประเทศสำคัญจะยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ มากน้อยเพียงใด เพราะนักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากเตหะรานมองว่า จีนและรัสเซียจะไม่เข้าร่วมมาตรการดังกล่าว ทำให้การคว่ำบาตรอาจยังคงเป็นมาตรการฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ
แรงกดดันจากสหรัฐฯ กำลังเผชิญการตอบโต้จากอิหร่าน โดยโมห์เซน เรซาอี เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของอิหร่าน เตือนว่า หาก “สงครามทางเศรษฐกิจ” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังเดินหน้าต่อไป เตหะรานอาจระงับการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากอ่าวเปอร์เซีย และจะถือว่าประเทศใดก็ตามที่สนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เป็นการกระทำที่เทียบเท่ากับ “การทำสงคราม”
จุดที่ตลาดจับตาเป็นพิเศษคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านยังคงแสดงให้เห็นถึงอำนาจในการควบคุมและจำกัดการเดินเรือ โดยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรือเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าวไม่ถึง 20 ลำ ตามข้อมูลของบริษัทติดตามการเดินเรือเคพเลอร์ ขณะที่ข้อมูลระบุว่ามีเรือ 13 ลำผ่านในวันเสาร์ และเพียง 4 ลำในวันอาทิตย์ แม้จำนวนจริงอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากเรือบางลำอาจปิดระบบส่งสัญญาณติดตามตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน หน่วยงาน Persian Gulf Strait Authority ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลอิหร่าน เตือนว่าเรือที่ละเมิดระเบียบการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจถูก ปรับ กัก หรือยึด ในการเดินทางครั้งต่อไป พร้อมแนะนำให้เจ้าของสินค้าตรวจสอบรายชื่อ “เรือที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด” ก่อนว่าจ้างเรือขนส่งสินค้าเข้าและออกจากอ่าวเปอร์เซีย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ในช่วงที่การเดินเรือผ่านฮอร์มุซลดลงอย่างมากอยู่แล้ว
การเปิดเกมกดดันอิหร่านเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ โดยราคาน้ำมันดิบทั้งสองสัญญาหลักลดลง 2.3% ในวันจันทร์ (24 ส.ค. 69) ขณะที่น้ำมันเบรนท์อยู่ที่ประมาณ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนว่านักลงทุนกำลังประเมินผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลงในช่วงต้นการซื้อขาย โดยดัชนีคอสปีของเกาหลีใต้ร่วง 1.4% ขณะที่โตเกียว เซี่ยงไฮ้ ไทเป และเวลลิงตันปรับตัวลดลง ส่วนซิดนีย์ จาการ์ตา และกรุงเทพฯ ปรับตัวขึ้น ขณะที่ฮ่องกงร่วงมากกว่า 2% ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ยังเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
นอกจากความเสี่ยงจากอิหร่านแล้ว นักลงทุนยังจับตาปัจจัยเศรษฐกิจและการเงินของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการประชุมประจำปีของธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ และผู้บริหารด้านการเงินที่แจ็กสันโฮล ซึ่งตลาดหวังว่าจะได้ความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีเคยพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
โจทย์สำคัญของ “Economic D-Day” จึงไม่ได้อยู่เพียงว่าmสหรัฐฯ จะกดดันอิหร่านได้รุนแรงแค่ไหน แต่ยังอยู่ที่ว่าประเทศและบริษัทที่ทำธุรกิจกับเตหะรานจะยอมถอยหรือไม่ เพราะมาตรการคว่ำบาตรคู่ค้า เปิดทางให้วอชิงตันกดดันทั้งประเทศ สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่ยังค้าขายกับอิหร่าน โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมันและการเงิน
จีนเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากเป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอิหร่านและรับซื้อน้ำมันจากอิหร่านในปริมาณมาก ขณะที่รัสเซียก็มีแนวโน้มไม่เข้าร่วมมาตรการของสหรัฐฯ หากประเทศสำคัญไม่ร่วมมือ การคว่ำบาตรก็อาจยังคงเป็นมาตรการฝ่ายเดียว ซึ่งทำให้ความพยายามของวอชิงตันในการกดดันเตหะรานมีข้อจำกัด
ขณะเดียวกัน ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เพราะการเดินเรือผ่านช่องแคบลดลงอย่างมาก และอิหร่านขู่ว่าจะดำเนินการกับเรือที่ละเมิดกฎ รวมถึงการปรับ กัก หรือยึดเรือ หากสถานการณ์กระทบการขนส่งน้ำมันมากขึ้น ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็อาจส่งแรงสะเทือนไปยังตลาดพลังงานและการค้าโลก
ท้ายที่สุด มาตรการคว่ำบาตรอาจสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจอิหร่านและแหล่งเงินทุนของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ แต่ยังไม่แน่ว่าจะเพียงพอที่จะโค่นล้มรัฐบาลหรือบีบให้เตหะรานยอมเจรจา ขณะที่หากอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หรือพันธมิตร ความขัดแย้งที่เริ่มจาก “สงครามเศรษฐกิจ” ก็มีโอกาสยกระดับไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารได้