
ตอนนี้ใครที่ยังมีงานทำอาจต้อง “กอดงานไว้ให้แน่น” เพราะแม้ตลาดแรงงานไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 จะมีผู้มีงานทำเพิ่มขึ้น 5.1% เป็น 41.5 ล้านคน แต่การจ้างงานที่ขยายตัวยังไม่เพียงพอรองรับกำลังแรงงานที่เข้าสู่ตลาด ส่งผลให้จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 9.7% เป็น 4 แสนคน และอัตราการว่างงานขยับจาก 0.91% เป็น 0.95%
สำหรับคนที่มีงานอยู่แล้ว สถานการณ์รายได้ก็ไม่ได้ดีขึ้นตามจำนวนการจ้างงาน ค่าจ้างเฉลี่ยในภาพรวมลดลง 0.25% เหลือ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน และเมื่อหักผลของเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 2.70% พบว่า ค่าจ้างที่แท้จริงหดตัวถึง 2.88% โดยรายได้จริงของกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 4.54% ส่วนลูกจ้างในระบบลดลง 1.76% สะท้อนว่าเงินเดือนและรายได้ที่ได้รับมีอำนาจซื้อลดลงจากปีก่อน
สัญญาณเปราะบางยังปรากฏผ่านผู้เสมือนว่างงานที่เพิ่มขึ้น 8.0% เป็น 2.2 ล้านคน ผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 11.3% เป็น 8.1 หมื่นคน และธุรกิจที่แจ้งเลิกกิจการในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้น 12.5%
ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากเอลนีโญต่อการจ้างงานภาคเกษตร การเตรียมบังคับใช้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และการลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติที่เพิ่มขึ้น
การจ้างงานภาคเกษตรกรรมในไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 6.5% จากการขยายตัวของผลผลิตทางการเกษตรและราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าของฝนทำให้จำนวนกำลังแรงงานที่รอฤดูกาลเพิ่มขึ้น 4.0%
ส่วนนอกภาคเกษตรกรรม การจ้างงานเพิ่มขึ้น 4.5% โดยสาขาก่อสร้างขยายตัว 8.3% ตามการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่สาขาโรงแรมและภัตตาคารมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5.8% จากการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ขยายตัว โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว
แม้การจ้างงานในภาพรวมเพิ่มขึ้น แต่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยกลับลดลง โดยชั่วโมงทำงานเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 42.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลดลง 0.3% ส่วนภาคเอกชนอยู่ที่ 46.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลดลง 0.2%
ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มีจำนวน 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.3% ขณะที่ผู้ทำงานต่ำระดับ ซึ่งทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องการทำงานเพิ่ม มีจำนวน 1.9 แสนคน เพิ่มขึ้นถึง 19.1% โดย 70.3% อยู่ในภาคเกษตรกรรม
จำนวนผู้เสมือนว่างงาน หรือผู้มีงานทำแต่มีชั่วโมงการทำงานอยู่ในระดับต่ำ เพิ่มขึ้น 8.0% เป็น 2.2 ล้านคน แบ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในภาคเกษตรกรรม 3.7% และนอกภาคเกษตรกรรม 14.5% สะท้อนว่าแม้จำนวนผู้มีงานทำจะเพิ่มขึ้น แต่แรงงานส่วนหนึ่งยังมีชั่วโมงทำงานไม่เต็มที่
ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระที่ลดลง 1.96% เหลือ 16,059 บาทต่อคนต่อเดือน
ส่วนค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างในระบบอยู่ที่ 15,853 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 0.90% ตามค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างเอกชนที่เพิ่มขึ้น 1.13% และค่าจ้างของลูกจ้างรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มขึ้น 0.18%
อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.70% พบว่า ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานในภาพรวมลดลง 2.88% โดยค่าจ้างที่แท้จริงของกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 4.54% ส่วนลูกจ้างในระบบลดลง 1.76%
ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 4 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.95% เพิ่มจาก 0.91% ในปี 2568 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนเป็นหลัก ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น 7.1 หมื่นคน ขณะที่ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีจำนวนลดลง
ในกลุ่มผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน 41.1% ออกจากงานด้วยการลาออก โดยส่วนใหญ่มาจากสาขาการขายส่งและค้าปลีก 22.1% และสาขาการผลิต 20.1% ส่วนผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษายังคงมีอัตราการว่างงานสูงที่สุดที่ 1.70% แม้จำนวนผู้ว่างงานในกลุ่มนี้จะลดลงก็ตาม
การว่างงานในระบบประกันสังคมปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยมีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 2.9 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบ 2.37% เพิ่มจาก 2.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับจำนวนธุรกิจที่แจ้งเลิกประกอบกิจการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้น 12.5% เป็น 7,024 ราย
สำหรับผู้ว่างงานระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป มีจำนวน 8.1 หมื่นคน เพิ่มขึ้น 11.3% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน และมีสาเหตุสำคัญจากการลาออกจากงานด้วยตนเอง
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 126 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อเป็นเงินก้อนให้แก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงานในทุกกรณี โดยมาจากการส่งเงินสมทบร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
กองทุนดังกล่าวจะครอบคลุมสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และไม่มีการจัดสวัสดิการลักษณะเดียวกันตามกฎหมายอื่น เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
คาดว่าในปี 2569 จะมีสถานประกอบการที่อยู่ในข่ายต้องนำส่งเงินสมทบมากกว่า 107,000 แห่ง หรือคิดเป็น 80.7% ของสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และครอบคลุมลูกจ้างประมาณ 5.7 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในปี 2566 ระบุว่า ลูกจ้างส่วนหนึ่งยังไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์ของกองทุน ขณะที่ผลการศึกษาของปกป้อง สารบรรณ และคณะในปี 2569 พบว่า ลูกจ้างส่วนใหญ่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิกรณีเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานในระดับต่ำ ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ
จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างการรับรู้แก่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในข่ายต้องส่งเงินสมทบ พร้อมกับพัฒนาระบบรองรับการขึ้นทะเบียน การนำส่งเงินสมทบ และการกำกับติดตาม เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ประเทศไทยกำลังเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเป็นซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2569 ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้งจากปริมาณฝนที่ลดลงและฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น
รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรระหว่างวันที่ 1 เมษายน-9 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว 5 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่เกษตร 8,646 ไร่ และเกษตรกร 4,453 ราย
Krungthai COMPASS คาดว่า ผลกระทบจากเอลนีโญจะต่อเนื่องไปถึงครึ่งแรกของปี 2570 และสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรประมาณ 6.2 หมื่นล้านบาท โดยข้าวได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 4.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่รายได้เกษตรกรในปี 2569 มีแนวโน้มลดลงประมาณ 8.0%
ผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้ความต้องการแรงงานภาคเกษตรลดลง และเร่งให้แรงงานบางส่วนย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่น จึงควรเตรียมความพร้อมด้วยการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่มีตลาดรองรับ ส่วนในระยะยาวควรพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้งควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือการลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติ ในช่วงปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568-28 พฤษภาคม 2569 กรมการจัดหางานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการทำงานของแรงงานข้ามชาติทั่วประเทศ และพบผู้ทำงานผิดกฎหมาย 3,217 ราย
ในจำนวนนี้เป็นผู้ลักลอบประกอบอาชีพสงวน 1,053 ราย เช่น งานเร่ขายสินค้า งานนวดไทย งานตัดผม งานเสริมสวย และงานขับขี่ยานพาหนะ เพิ่มขึ้น 19.3% จากปีก่อน จึงควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายกับนายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย รวมถึงแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือประกอบอาชีพสงวน โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2