
ขณะนี้ต้องยอมรับว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังอยู่ในภาวะไม่สดใสนัก ท่ามกลางกระแสข่าวการเลิกจ้างที่เกิดขึ้นทั้งในต่างประเทศและภายในประเทศ ส่งผลให้บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม X (Twitter) เริ่มมีการพูดถึง “งานราชการ” มากขึ้น ในฐานะอาชีพที่ให้ความมั่นคงในช่วงเวลาที่ตลาดแรงงานเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
กระแสดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการรายได้ประจำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมุมมองต่อ สวัสดิการภาครัฐ ที่สามารถช่วยรองรับภาระของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ความมั่นคงหลังเกษียณ หรือโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกในครอบครัว
แม้ความคิดเห็นเหล่านี้จะเป็นเพียงเสียงส่วนหนึ่งในสังคม แต่ตัวเลขการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานในแต่ละโพสต์ ทั้งการกดไลก์ แชร์ และแสดงความคิดเห็น สะท้อนให้เห็นว่า คนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของตลาดแรงงานปัจจุบันว่า ยังสามารถเป็นแหล่งรายได้ที่พึ่งพาได้อย่างมั่นคงเพียงใด ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
บทความนี้ SPOTLIGHT ชวนสำรวจสถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญความเสี่ยงระดับใด และมีสัญญาณใดบ้างที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลจากรายงานของสภาพัฒน์ ระบุว่า ภาพรวมตลาดแรงงานไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีผู้มีงานทำรวม 41.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% จากไตรมาส 1 ปี 2568 ปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของการจ้างงานในภาคเกษตรกรรม ซึ่งขยายตัว 6.2% ตามความต้องการแรงงานในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ หลังปรับฤดูกาล ที่เพิ่มขึ้น 2.6% และจำนวนกำลังแรงงานรอฤดูกาลที่ลดลง 5.6%
ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมยังขยายตัวต่อเนื่อง 4.0% โดยสาขาการค้าส่งและค้าปลีกมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นสูงสุด 7.3% รองลงมาคือสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้า เพิ่มขึ้น 4.5% ส่วนสาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัว 1.5% แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงไตรมาสดังกล่าวลดลง 2.4% จากการชะลอการเดินทางในเดือนมีนาคม
ด้านชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยยังอยู่ในระดับค่อนข้างทรงตัว โดยแรงงานในภาพรวมทำงานเฉลี่ย 40.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ใกล้เคียงกับ 40.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่แรงงานภาคเอกชนทำงานเฉลี่ย 43.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เทียบกับ 44.0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป อยู่ที่ 6.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.1% ขณะเดียวกัน ผู้ทำงานต่ำระดับ หรือทำงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องการทำงานเพิ่ม มีจำนวน 1.9 แสนคน เพิ่มขึ้น 5.4% สะท้อนว่าแม้การจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพการจ้างงานยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
แม้จำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้น แต่ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานกลับปรับลดลง โดยค่าจ้างเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ที่ 16,145 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 2.5% มาอยู่ที่ 16,852 บาทต่อคนต่อเดือน
ในทางกลับกัน ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มลูกจ้างในระบบอยู่ที่ 15,675 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 0.7% โดยเป็นผลจากค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มขึ้น 1.1% และค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างเอกชนที่เพิ่มขึ้น 0.8%
เมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งลดลง 0.54% พบว่าค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงในภาพรวมลดลงเล็กน้อย 0.09% โดยค่าจ้างที่แท้จริงของลูกจ้างในระบบเพิ่มขึ้น 1.25% ขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริงของกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 1.93%
สำหรับสถานการณ์การว่างงาน ไตรมาส 1 ปี 2569 มีผู้ว่างงานรวม 3.9 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.94% โดยการเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน ซึ่งมีจำนวน 2.39 แสนคน เพิ่มขึ้นสูงถึง 44.8%
เมื่อพิจารณาสาเหตุของการว่างงาน พบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 44.9% เป็นการลาออกจากงาน โดยผู้ว่างงานส่วนใหญ่มาจากสาขาการผลิต 24.2% และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก 18.6% ส่วนกลุ่มที่ยังไม่เคยทำงานลดลง 20.1%
ในระบบประกันสังคม ไตรมาส 1 ปี 2569 มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 2.42 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบ 2.00% เพิ่มขึ้นจาก 1.88% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลิกกิจการและการปิดโรงงาน โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี มีโรงงานปิดกิจการ 163 แห่ง เพิ่มขึ้น 16.4% และมีกิจการเลิกดำเนินการ 3,236 แห่ง เพิ่มขึ้น 4.7%
นอกจากจำนวนผู้ว่างงานที่เพิ่มขึ้นแล้ว ตลาดแรงงานไทยยังเผชิญปัญหาการว่างงานแฝงมากขึ้น โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีผู้เสมือนว่างงาน 4.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
การเพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากแรงงานนอกภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก ซึ่งมีจำนวน 3.0 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9.6% ขณะที่แรงงานเสมือนว่างงานในภาคเกษตรกรรมลดลง 9.3% เหลือ 1.4 ล้านคน
ขณะเดียวกัน ผู้ว่างงานระยะยาว หรือผู้ที่ว่างงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป มีจำนวน 8.7 หมื่นคน เพิ่มขึ้น 27.0% โดยสาเหตุสำคัญมาจากความรู้สึกท้อหรือหมดกำลังใจในการหางาน 36.4% และการขาดคุณสมบัติหรือประสบการณ์ที่ตรงกับตำแหน่งงาน 17.1%
แม้ในปี 2568 จำนวนผู้ว่างงานลดลงจากปี 2567 ถึง 18.5% และอัตราการว่างงานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.82% ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี แต่ตลาดแรงงานไทยยังมีความเปราะบางในเชิงคุณภาพ โดยจำนวนผู้ว่างงานแฝงเฉลี่ยที่มีชั่วโมงทำงานต่ำมาก หรือทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ มีมากกว่า 2.2 แสนคน เพิ่มขึ้น 17.8% จากปีก่อนหน้า
แรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาไม่สูง โดยกว่า 65.0% จบการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า และส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร รองลงมาคือสาขาการก่อสร้างและสาขาการผลิต รายได้เฉลี่ยของแรงงานกลุ่มดังกล่าวอยู่เพียง 6,700 บาทต่อคนต่อเดือน ต่ำกว่าค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานทั้งประเทศที่ประมาณ 16,000 บาทต่อคนต่อเดือนอย่างมาก
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นในการยกระดับผลิตภาพแรงงานและสร้างอาชีพเสริม โดยเฉพาะแรงงานในภาคเกษตร เพื่อเพิ่มชั่วโมงการทำงาน เพิ่มรายได้ และลดความเปราะบางของแรงงานกลุ่มที่ยังทำงานต่ำกว่าศักยภาพ
ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป คือผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้สถานการณ์ยังทรงตัว แต่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อราคาน้ำมันและค่าขนส่ง ซึ่งอาจกระทบต่อระดับการจ้างงานและรายได้ของแรงงานหลายสาขา
ภาคการขนส่งมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนกว่า 35.5% ของต้นทุนรวมของภาคการขนส่ง หากต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจกดดันรายได้สุทธิของแรงงานและผู้ประกอบการในสาขานี้
ภาคการผลิตอาจเผชิญต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น จนอาจทำให้บางโรงงานต้องชะลอหรือหยุดการผลิตชั่วคราว ขณะที่ภาคก่อสร้างมีความเสี่ยงจากราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและค่าขนส่ง ส่วนภาคท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากการชะลอการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ท่ามกลางต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น โดยในเดือนเมษายน 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยลดลง 7.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว หลายธุรกิจอาจปรับลดชั่วโมงการทำงาน หรือลดการทำงานล่วงเวลา ส่งผลให้แรงงานมีรายได้ลดลงในช่วงที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง จึงควรเตรียมมาตรการช่วยเหลือแรงงาน โดยเฉพาะการจับคู่ตำแหน่งงานในสาขาที่ยังมีความต้องการแรงงาน เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV โดยในช่วงปี 2569-2571 ยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่งไฟฟ้าคาดว่าจะอยู่ที่ 125,000 คันต่อปี เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.8% ต่อปี ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าให้การผลิต EV คิดเป็นอย่างน้อย 30.0% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 50.0% ภายในปี 2578
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะทำให้การผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และอาจกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 1 และ Tier 2 ที่ยังพึ่งพาการผลิตรถยนต์สันดาปเป็นหลัก เนื่องจาก EV ใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างมาก โดยอาจลดจากประมาณ 2,000 ชิ้น เหลือเพียง 20 ชิ้น
Krungthai COMPASS ประเมินว่าในช่วงปี 2568-2569 แรงงานกว่า 1.1 แสนคน หรือ 16.3% ของแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ มีความเสี่ยงต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากการผลิตรถยนต์ไทยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง และผู้ผลิตชิ้นส่วนบางส่วนยังปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ EV
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งออกมาตรการรองรับผลกระทบต่อทั้งผู้ประกอบการและแรงงาน เช่น การสนับสนุนการปรับสายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ การพัฒนาชิ้นส่วน EV การต่อยอดไปสู่เครื่องมือแพทย์ และการยกระดับทักษะแรงงานเพื่อรองรับตำแหน่งงานใหม่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอนาคต