Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
TDRI เตือนไทยอย่าเป็นแค่ “พื้นที่ให้เช่า” ทุนต่างชาติทะลักแต่ไม่ได้งาน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

TDRI เตือนไทยอย่าเป็นแค่ “พื้นที่ให้เช่า” ทุนต่างชาติทะลักแต่ไม่ได้งาน

21 ส.ค. 69
14:24 น.
แชร์

ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ที่ขยายตัว 1.9% อาจมีสัญญาณบวกจากการลงทุนภาคเอกชนซึ่งเติบโตสูงถึง 13.4% แต่เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวกลับสะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจ เมื่อการลงทุนส่วนใหญ่เกิดจากการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะที่ภาคการผลิตจริงในประเทศแทบไม่ขยับตาม

ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ภาวะดังกล่าวสะท้อนลักษณะของ “เศรษฐกิจแบบไข่แดง” หรือ Enclave Economy ซึ่งการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาตั้งฐานผลิตหรือติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูงในไทย แต่ดำเนินกิจการอย่างแยกส่วนจากผู้ผลิต วัตถุดิบ และระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้ประโยชน์จากการลงทุนไม่กระจายลงมาถึงผู้ประกอบการและแรงงานไทยเท่าที่ควร

หากไทยยังคงแข่งขันด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีและต้นทุนแรงงาน โดยหวังว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยอัตโนมัติ ประเทศอาจเป็นได้เพียง “พื้นที่ให้เช่า” สำหรับตั้งโรงงานและโกดังเซิร์ฟเวอร์ โดยไม่สามารถยกระดับผลิตภาพ สร้างเทคโนโลยีของตนเอง หรือเพิ่มมูลค่าที่ตกอยู่กับคนในประเทศได้อย่างแท้จริง โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดึงเม็ดเงินลงทุนให้มากขึ้น แต่คือการกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่ที่ชัดเจนและเชื่อมการลงทุนเข้ากับการพัฒนาฐานเศรษฐกิจภายในประเทศ

“เศรษฐกิจไข่แดง” ลงทุนสูง แต่นำเข้าพุ่ง-ภาคผลิตจริงซึม

ดร.นพรุจกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่าขยายตัว 1.9% ว่า แม้การลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตสูงถึง 13.4% แต่การขยายตัวส่วนใหญ่เกิดจากการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ไม่ได้สะท้อนว่าฐานการผลิตภายในประเทศกำลังขยายตัวในระดับเดียวกัน

ผลที่ตามมาคือไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติการณ์ราว 5.75 แสนล้านบาท แม้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่เมื่อพิจารณาตัวเลขภาคการผลิตจริงกลับพบว่าเติบโตเพียง 0.1% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 57.47% ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า โรงงานและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงซบเซา และไม่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนระลอกใหม่อย่างทั่วถึง การลงทุนที่ปรากฏในตัวเลขเศรษฐกิจจึงอาจเกิดขึ้นภายในพื้นที่การผลิตที่แยกออกจากระบบเศรษฐกิจส่วนอื่น โดยพึ่งพาเครื่องจักร เทคโนโลยี และชิ้นส่วนจากต่างประเทศเป็นหลัก

ในทางเศรษฐศาสตร์ ดร.นพรุจอธิบายภาวะนี้ว่าเป็น “เศรษฐกิจแบบไข่แดง” ซึ่งกิจการต่างชาติเข้ามาตั้งฐานหรือติดตั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง แต่แทบไม่มีความเชื่อมโยงกับผู้ผลิตและวัตถุดิบภายในประเทศ ผลกำไรส่วนใหญ่จึงไหลกลับไปยังต่างประเทศ ขณะที่ไทยได้รับเพียงมูลค่าเพิ่มในขั้นปลายน้ำและค่าจ้างแรงงานในวงจำกัด

เลิกหวัง FDI ถ่ายทอดเทคโนโลยีเอง เตือนไทยเสี่ยงเป็นแค่ “พื้นที่ให้เช่า”

ดร.นพรุจมองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่านโยบายเศรษฐกิจของไทยยังยึดติดกับแนวคิดส่งเสริมการลงทุนแบบเดิมเมื่อ 40 ปีก่อน ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อว่า เพียงมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในประเทศจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทการค้าในปัจจุบัน ข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เปิดทางให้บริษัทต่างชาติสามารถนำเข้าชิ้นส่วนต้นทุนต่ำจากประเทศต้นทางได้โดยตรง จึงไม่มีแรงผลักดันเพียงพอให้กิจการเหล่านี้พัฒนาฐานผู้ผลิตหรือจัดหาวัตถุดิบภายในประเทศไทย

เมื่อการลงทุนไม่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ไทยจึงเสี่ยงกลายเป็นเพียงพื้นที่สำหรับให้ต่างชาติเช่าตั้งโรงงาน ฐานประกอบสินค้า หรือโกดังเซิร์ฟเวอร์ โดยที่องค์ความรู้ เทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่มส่วนสำคัญยังคงอยู่ในมือของต่างชาติ

“ประเทศไทยไม่มีทางก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้ หากยังคงเป็นเพียงพื้นที่รับจ้างประกอบสินค้าขั้นปลายหรือเปิดพื้นที่ให้ต่างชาติเช่าตั้งฐานผลิต เพราะหัวใจสำคัญของการยกระดับรายได้ต่อหัวของคนไทยอย่างยั่งยืนคือ การยกระดับผลิตภาพ การมีเทคโนโลยีและความสามารถของตนเอง และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ”

ดร.นพรุจระบุว่า ไทยจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานราคาถูก ไปสู่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูง ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนและกระจายรายได้ให้ตกอยู่กับคนในประเทศได้อย่างแท้จริง

เลิกหว่านแห ปักหมุดจุดยุทธศาสตร์ที่ไทยสร้างความได้เปรียบได้

ข้อเสนอแรกภายใต้ “นโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่” คือการกำหนดเป้าหมายและจุดยืนทางอุตสาหกรรมให้ชัดเจน ภาครัฐต้องเปลี่ยนจากการตั้งเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่น การประกาศให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางระดับภูมิภาค” หรือการส่งเสริมอุตสาหกรรมแบบหว่านแห ซึ่งทำให้งบประมาณและสิทธิประโยชน์กระจายตัวแบบเบี้ยหัวแตก ไปสู่การเลือก “ตำแหน่งเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานโลก” ที่สอดคล้องกับขีดความสามารถและฐานทุนเดิมของประเทศ

ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเทคโนโลยีทุกประเภทหรือผลิตสินค้าให้ครบทุกขั้นตอน แต่ต้องเลือกปักหมุดในจุดยุทธศาสตร์ที่ประเทศสามารถสร้างความได้เปรียบเฉพาะทาง พัฒนาองค์ความรู้ของตนเอง และยกระดับขีดความสามารถจนกลายเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดร.นพรุจเสนอว่า ภาครัฐควรมุ่งส่งเสริมกระบวนการประกอบและทดสอบขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ซึ่งสามารถต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิมของไทยได้ทันที แทนการกระจายทรัพยากรไปยังทุกส่วนของอุตสาหกรรมโดยไม่มีจุดเน้นที่ชัดเจน

นโยบายอุตสาหกรรมยังต้องสนับสนุนการถ่ายโอนทักษะข้ามอุตสาหกรรม เปิดทางให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังชะลอตัว เช่น ยานยนต์สันดาปและพลาสติก นำความเชี่ยวชาญเดิมข้ามไปสู่สายการผลิตที่มีมูลค่าสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ ระบบราง หรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อรักษาฐานการจ้างงานทักษะสูงและยกระดับมูลค่าเพิ่มภายในประเทศไปพร้อมกัน

ทำงานข้ามกระทรวง จับมือเอกชนแบบ “ใกล้ชิดแต่ไม่ถูกครอบงำ”

องค์ประกอบต่อมาคือการออกแบบชุดนโยบายที่ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากรูปแบบที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำตามขอบเขตภารกิจของตนเอง มาเป็นการกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละสาขาอุตสาหกรรม แล้วออกแบบให้เครื่องมือของทุกกระทรวงทำงานสอดประสานกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ชุดนโยบายดังกล่าวต้องครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุนทุนวิจัย การยกระดับโรงงานเข้าสู่มาตรฐานสากล การปลดล็อกกฎระเบียบ การเร่งรัดกระบวนการทดสอบมาตรฐานภายในประเทศ ตลอดจนการใช้กลไกจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างตลาดนำและเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ถูกนำไปใช้งานจริง

หากขาดเครื่องมือส่วนใดส่วนหนึ่ง การพัฒนาอุตสาหกรรมจะดำเนินไปอย่างไม่สมดุล ดังเช่นกรณีอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีการส่งเสริมและสร้างตลาดในปริมาณมาก แต่ยังขาดการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของนโยบายอุตสาหกรรมยังขึ้นอยู่กับกลไกความร่วมมือทั้งระหว่างหน่วยงานรัฐและระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน โดยภาครัฐควรมีกลไกระดับชาติที่สามารถประสานงานข้ามกระทรวงได้จริง ควบคู่กับคณะทำงานเชิงภารกิจเฉพาะด้านที่สามารถลงลึกในรายละเอียดและร่วมกันแก้ไขคอขวดของแต่ละอุตสาหกรรม

การทำงานร่วมกับภาคเอกชนควรตั้งอยู่บนหลัก “ใกล้ชิดแต่ไม่ถูกครอบงำ” กล่าวคือ ผู้กำหนดนโยบายต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้ใช้งานจริงเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายและทดสอบผลิตภัณฑ์ในพื้นที่นำร่องตั้งแต่ต้น เพื่อให้รัฐเข้าใจปัญหาหน้างานและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำ

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังต้องรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจ เพื่อให้มาตรการสนับสนุนมุ่งไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว และไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

“ตัวชี้วัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราดึงต่างชาติมาตั้งโรงงานได้มูลค่าเท่าไร หรือเราสามารถเข้าไปเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนของใครได้บ้าง แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถขับเคลื่อนผลิตภาพของประเทศ ผ่านการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นหัวหอกเชิงยุทธศาสตร์ของตนเองได้หรือไม่”

ดร.นพรุจทิ้งท้ายว่า หากไทยไม่มียุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจนสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในระดับสากล ผลิตภาพของประเทศจะยังคงติดเพดาน และไทยจะไม่สามารถหลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้อย่างแท้จริง

แชร์
TDRI เตือนไทยอย่าเป็นแค่ “พื้นที่ให้เช่า” ทุนต่างชาติทะลักแต่ไม่ได้งาน