
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับผลของฤดูกาลแล้ว ยังหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในบรรดา 6 ประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลขแล้ว ตั้งแต่ฟิลิปปินส์ซึ่งขยายตัว 2.3% ไปจนถึงเวียดนามที่เติบโตสูงถึง 8.39%
แม้การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวในระดับสูง แต่แรงส่งดังกล่าวกลับไม่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมัน เครื่องจักร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ขาดดุลประมาณ 5.75 แสนล้านบาท หรือ 17,700 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส คิดเป็นราว 2.9% ของ GDP ทั้งปีตามประมาณการของ สศช.
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระดับสูง ขณะที่มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นและตกอยู่ภายในประเทศยังมีจำกัด
ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นยังซ้ำเติมครัวเรือนซึ่งมีภาระหนี้อยู่เดิม ทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การบริโภคภาคเอกชนจึงขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า
เมื่อกำลังซื้อ การท่องเที่ยว และการผลิตภาคอุตสาหกรรมอ่อนแรงลงพร้อมกัน การเติบโตของการส่งออกที่กระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่มจึงไม่เพียงพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตทันประเทศเพื่อนบ้าน
ตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2569 ของ 6 ประเทศอาเซียนที่ประกาศแล้ว ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 สะท้อนว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศกำลังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน
เวียดนามขยายตัวสูงที่สุดที่ 8.39% ขณะที่มาเลเซียเติบโต 6.0% โดยได้รับแรงสนับสนุนอย่างครอบคลุมทั้งจากภาคบริการ การผลิต เหมืองแร่ และการก่อสร้าง เฉพาะภาคการผลิตขยายตัว 7.3% นำโดยสินค้าไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์เชิงทัศนศาสตร์ ซึ่งเติบโตถึง 14.4% ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว 4.8% สะท้อนว่าแรงส่งทางเศรษฐกิจของมาเลเซียไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะภาคส่งออก แต่เชื่อมโยงมาถึงกำลังซื้อภายในประเทศด้วย
สิงคโปร์ขยายตัว 5.9% โดยได้แรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก ส่งผลให้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมปรับเพิ่มประมาณการ GDP ทั้งปีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 จากเดิม 2.0-4.0% เป็น 4.5-5.5% ส่วนอินโดนีเซียขยายตัว 5.29% ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังเติบโตสูงถึง 15.97% แม้ชะลอลงจาก 21.81% ในไตรมาสแรก
ด้านฟิลิปปินส์ เศรษฐกิจชะลอลงเหลือ 2.3% นับเป็นอัตราต่ำที่สุดตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 หากไม่นับช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยภาคอุตสาหกรรมหดตัว 2.4% ตามการก่อสร้างภาครัฐที่ทรุดตัวลงหลังเกิดกรณีทุจริตในโครงการป้องกันน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังขยายตัวสูงกว่าไทยเล็กน้อย
ความแตกต่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าแต่ละประเทศส่งออกได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่แรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนสามารถกระจายไปสู่การผลิต การจ้างงาน ภาคบริการ และการบริโภคภายในประเทศได้กว้างเพียงใด ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ไม่ได้อ่อนแอไปทุกด้าน การลงทุนรวมยังขยายตัว 9.1% แม้ชะลอลงเล็กน้อยจาก 9.9% ในไตรมาสก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนเติบโตถึง 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% และสูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2555
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ขยายตัว 16.6% โดยเฉพาะอุปกรณ์สำนักงาน ขณะที่เครื่องจักรอุตสาหกรรมและยานพาหนะยังเติบโตต่อเนื่อง ด้านการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 99,079 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.6% เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนดัชนีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 13.7%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการลงทุนและการส่งออกที่แข็งแกร่งกลับไม่สามารถผลักดันให้ GDP เติบโตได้มากเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงส่งจากการลงทุนยังกระจุกตัวอยู่ในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.1% ชะลอลงจาก 3.0% และการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ไตรมาส
ข้อจำกัดที่สำคัญกว่านั้นคือ การลงทุนและการส่งออกของไทยจำนวนมากยังต้องพึ่งพาสินค้านำเข้า ข้อมูลสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การนำเข้ากลุ่มอุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่า 38,127 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 122.2% โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่มีมูลค่า 32,119 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวถึง 138% ขณะที่การนำเข้าในเดือนเมษายนสะท้อนโครงสร้างเดียวกัน โดยกลุ่มเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 128.6% กลุ่มวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 38.7% และกลุ่มสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 32.8%
แม้การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนในศูนย์ข้อมูลจะช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่กิจกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามมูลค่าการลงทุนและการค้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การนำเข้าที่เร่งตัวเร็วกว่าการส่งออกส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระแสการลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูล ประกอบกับต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับข้อมูล สศช. ที่ระบุว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าในไตรมาส 2 ขยายตัวถึง 42.3% สูงที่สุดในรอบ 20 ไตรมาส
ในทางบัญชีประชาชาติ การส่งออกถือเป็นส่วนเพิ่มของ GDP ส่วนการนำเข้าต้องถูกหักออก เนื่องจากเป็นมูลค่าที่ผลิตขึ้นในต่างประเทศ ดังนั้น แม้การส่งออกจะเติบโตสูง แต่หากการนำเข้าเร่งตัวแรงกว่ามาก ผลบวกจากภาคต่างประเทศที่ส่งผ่านมายัง GDP ย่อมถูกหักล้างไปบางส่วน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในไตรมาสนี้ โดยการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% ขณะที่การนำเข้าสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นถึง 24.2% หากพิจารณาเฉพาะหมวดสินค้า การส่งออกขยายตัว 14.1% แต่การนำเข้าเติบโตถึง 27.2%
ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ระบุว่า ไทยนำเข้าสินค้าเป็นมูลค่า 111,155 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 42.3% เร่งขึ้นจาก 33.2% ในไตรมาสก่อน และสูงที่สุดในรอบ 20 ไตรมาส โดยปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้น 27.7% ขณะที่ราคานำเข้าสูงขึ้น 11.4%
ในเวลาเดียวกัน ดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 3.5% ต่ำกว่าราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น 11.4% อย่างมาก สะท้อนว่าไทยต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้านำเข้าในปริมาณใกล้เคียงเดิม ยิ่งลดทอนประโยชน์ที่ประเทศได้รับจากการส่งออก
ผลที่ตามมาคือ ดุลการค้าขาดดุล 12,100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 392,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการขาดดุลเพียง 300 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อน เมื่อรวมกับดุลบริการและดุลรายได้ ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงขาดดุลถึง 17,700 ล้านดอลลาร์ หรือ 575,400 ล้านบาท นับเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส
ยอดขาดดุลดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 12% ของ GDP ในไตรมาส 2 แต่หากเทียบกับ GDP ณ ราคาประจำปีทั้งปี 2569 ซึ่ง สศช. ประมาณการไว้ที่ 19.71 ล้านล้านบาท จะอยู่ที่ประมาณ 2.9% ทั้งนี้ สศช. คาดว่าตลอดปี 2569 ไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.2% ของ GDP และขาดดุลการค้า 3,700 ล้านดอลลาร์ พลิกจากการเกินดุล 24,800 ล้านดอลลาร์ในปี 2568
โจทย์สำคัญในระยะยาวจึงอยู่ที่ว่า ไทยจะสามารถต่อยอดการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ข้อมูล และเทคโนโลยีให้เกิดห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศได้มากเพียงใด เพราะหากไทยทำหน้าที่เพียงนำเข้าอุปกรณ์มาติดตั้งหรือประกอบก่อนส่งออก ตัวเลขการลงทุนและการค้าภายนอกอาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่รายได้ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน
เครื่องยนต์ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนในไตรมาส 2 คือการบริโภคภายในประเทศ โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสแรก หลังการใช้จ่ายชะลอลงในเกือบทุกหมวด เนื่องจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้นบีบกำลังซื้อ ทำให้ครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แม้มาตรการภาครัฐในเดือนมิถุนายนจะช่วยประคองกำลังซื้อได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะพลิกทิศทางการชะลอตัวได้
ข้อมูลจากสภาพัฒน์ระบุว่า ในไตรมาสที่ 2 การใช้จ่ายด้านบริการขยายตัวเพียง 0.8% ลดลงจาก 2.4% ตามการชะลอตัวของธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร และบริการขนส่ง ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนขยายตัว 2.4% ชะลอลงจาก 3.5% เนื่องจากการใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง ส่วนสินค้าในหมวดคงทนขยายตัว 3.8% ลดลงจาก 6.9% ในไตรมาสก่อนหน้า
ภาวะดังกล่าวสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงจาก 52.8 เหลือ 50.3 ต่ำที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2565 ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 2.7% ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวเพียง 0.2% ชะลอลงอย่างมากจาก 3.4% โดยรายจ่ายการโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินลดลง 2.8% หลังจากขยายตัวถึง 20.7% ในไตรมาสก่อนหน้า
ภาคท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญก็ส่งแรงหนุนต่อเศรษฐกิจได้น้อยลง สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัวเพียง 1.5% ชะลอลงจาก 2.2% ในไตรมาสก่อน ตามจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศที่อ่อนแรงลง
ไตรมาสนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 6.557 ล้านคน ลดลง 4.4% ต่อเนื่องจากการลดลง 2.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยอยู่ที่ 72.46 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นเพียง 1.6% ชะลอลงจาก 2.7% ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงเหลือ 68.97% ต่ำกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าที่ 73.98% และช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 69.85%
อย่างไรก็ตาม การตีความภาวะของภาคท่องเที่ยวจำเป็นต้องแยกระหว่าง “จำนวนคน” กับ “รายรับ” เพราะแม้จำนวนนักท่องเที่ยวและอัตราการเข้าพักจะลดลง แต่เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวยังไม่ได้หายไป โดยรายรับรวมจากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 6.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% และเร่งขึ้นจาก 4.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าบริการรับด้านการท่องเที่ยวอยู่ที่ 3.47 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% พลิกจากที่ลดลง 4.7%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ค่าใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้นช่วยชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงได้ในระดับหนึ่ง ปัญหาของภาคท่องเที่ยวไทยในไตรมาสนี้จึงไม่ได้อยู่ที่รายรับรวมของประเทศเป็นหลัก แต่อยู่ที่ฐานจำนวนนักท่องเที่ยวและอัตราการเข้าพักที่หดตัว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ท่องเที่ยว
ด้านภาคอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแทบไม่ขยายตัว โดยเติบโตเพียง 0.1% ชะลอลงจาก 1.0% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของการผลิตเครื่องประดับเพชรพลอยแท้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ยานยนต์ ตลอดจนพลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น
เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม การผลิตยานยนต์ลดลง 7.2% พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้นลดลง 9.7% และจักรยานยนต์ลดลง 0.5% แม้การผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงจะขยายตัวถึง 21.1% แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพียงบางกลุ่มยังไม่สามารถชดเชยความอ่อนแอของฐานการผลิตโดยรวมได้
ตัวเลขที่สะท้อนภาวะของภาคการผลิตได้ชัดเจนที่สุดคืออัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย ซึ่งลดลงเหลือ 57.47% จาก 61.28% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 59.36% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563 หมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้วโรงงานไทยเดินเครื่องไม่ถึงสามในห้าของกำลังการผลิตที่มีอยู่
ภาพดังกล่าวดูสวนทางกับการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ขยายตัวถึง 16.6% ในไตรมาสเดียวกัน สะท้อนว่า แม้การลงทุนบางประเภทจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ยังไม่ได้กระจายตัวกว้างพอที่จะยกระดับการผลิตและการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมโดยรวม
ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ยังไม่สามารถเข้ามาชดเชยแรงส่งที่อ่อนแอจากภาคครัวเรือน การท่องเที่ยว และการผลิตได้เต็มที่ โดยการลงทุนภาครัฐลดลง 1.6% นับเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส หลังจากขยายตัวถึง 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า
การลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ของภาครัฐลดลง 6.8% เทียบกับที่เคยขยายตัว 13.5% ส่วนการลงทุนด้านการก่อสร้างลดลง 0.3% หลังจากเติบโต 8.3% ในไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจที่ลดลง สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐยังทำงานได้ไม่เต็มที่ในช่วงที่กำลังซื้อในประเทศและภาคท่องเที่ยวยังคงเปราะบาง
ปัญหาของการบริโภคไทยไม่ได้เกิดจากราคาพลังงานหรือสถานการณ์ระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่มีหนี้ครัวเรือนเป็นข้อจำกัดสะสมอยู่เดิม
ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ในไตรมาสแรกของปี 2569 แม้ลดลงจาก 86.7% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในระดับสูง ภาระชำระหนี้ทำให้รายได้ส่วนหนึ่งของครัวเรือนไม่สามารถนำไปบริโภคหรือออมเพื่อการลงทุนได้
ขณะเดียวกัน สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหดตัวติดต่อกันยาวนานถึง 14 ไตรมาส จนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาตรการ SMEs Credit Boost เพื่อแบ่งปันความเสี่ยงให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น
ส่วนภาพรวมสินเชื่อทั้งระบบในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวได้เพียงเล็กน้อย โดยแรงหนุนมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่กลุ่ม SMEs และครัวเรือนยังเปราะบาง สะท้อนว่าปัญหาไม่ใช่เพียงต้นทุนดอกเบี้ย แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.00% ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่รวมถึงรายได้และความสามารถชำระหนี้ของผู้กู้ ซึ่งทำให้สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยกู้
ผลที่ตามมาคือ ธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจเทคโนโลยีที่มีฐานะการเงินแข็งแรงยังลงทุนได้ ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยและ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก การฟื้นตัวจึงกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม ไม่กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานกว้าง
แรงกระแทกจากราคาพลังงาน สงคราม และการเดินทางเป็นปัจจัยเฉพาะหน้าที่ทำให้ไตรมาส 2 ชะลอลง แต่การที่ไทยเติบโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านต่อเนื่องสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น
รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ระบุว่า การเติบโตของผลิตภาพแรงงานไทยเฉลี่ยเพียง 2.1% ต่อปีในช่วงปี 2558-2566 ลดลงจาก 4.8% ในช่วงปี 2553-2558 ขณะที่ผลิตภาพจากปัจจัยการผลิตโดยรวมยังอ่อนแอ ปัญหาดังกล่าวเชื่อมโยงกับการแข่งขันในตลาดที่ไม่เพียงพอ กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการลงทุนด้านนวัตกรรมที่ยังจำกัด
แรงงานไทยมากกว่าครึ่งยังอยู่ในภาคนอกระบบ โดยข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2568 ระบุว่า จากผู้มีงานทำ 39.9 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 20.9 ล้านคน หรือร้อยละ 52.4 โดยกว่าครึ่งอยู่ในภาคเกษตรกรรม รองลงมาคือภาคบริการและการค้า ทำให้แรงงานจำนวนมากมีผลิตภาพและรายได้ต่ำ ขาดหลักประกันทางสังคม และเข้าถึงการพัฒนาทักษะได้จำกัด
นอกจากนี้ ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นช้าหรืออาจลดลง ขณะที่ภาระงบประมาณด้านสวัสดิการและสุขภาพสูงขึ้น หากผลิตภาพต่อคนไม่เพิ่มขึ้นมากพอ อัตราการเติบโตตามศักยภาพของประเทศก็จะลดลงตามไปด้วย
แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะขยายตัวเพียง 1.9% แต่ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง เนื่องจากการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังช่วยประคองเศรษฐกิจไว้ได้
สศช. จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยตลอดปี 2569 จะขยายตัว 2.0-2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.2% ต่อเนื่องจากการเติบโต 2.4% ในปี 2568 และเป็นการปรับเพิ่มจากกรอบประมาณการเดิมที่ 1.5-2.5% เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พร้อมปรับเพิ่มประมาณการการลงทุนรวมจาก 3.5% เป็น 7.9% การลงทุนภาคเอกชนจาก 3.7% เป็น 9.6% และมูลค่าการส่งออกสินค้าจาก 9.6% เป็น 15.1%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ได้รับการปรับปรุงในรอบเดียวกันกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่าการเติบโตของ GDP โดย สศช. ปรับลด GDP ณ ราคาประจำปีจาก 19.88 ล้านล้านบาท เหลือ 19.71 ล้านล้านบาท และปรับลดรายได้ต่อหัวจาก 282,024 บาท เหลือ 279,602 บาทต่อคนต่อปี ขณะเดียวกันยังพลิกประมาณการดุลการค้าจากเดิมที่คาดว่าจะเกินดุล 11,200 ล้านดอลลาร์ เป็นขาดดุล 3,700 ล้านดอลลาร์
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ประมาณการอัตราการเติบโตจะถูกปรับเพิ่มขึ้น แต่ขนาดเศรษฐกิจในรูปตัวเงิน รายได้เฉลี่ยต่อหัว และฐานะภาคต่างประเทศกลับถูกปรับลดลง สะท้อนว่าโจทย์ของเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่อัตราการขยายตัวเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพและการกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตด้วย
ขณะเดียวกัน พื้นที่สำหรับการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมีจำกัดมากขึ้น เนื่องจากหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ประมาณ 66.9% ของ GDP เข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่ 70% การใช้จ่ายของภาครัฐจึงต้องให้น้ำหนักกับโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ มากกว่ามาตรการวงกว้างที่ช่วยพยุงการบริโภคได้เพียงชั่วคราว
ในระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน เร่งฟื้นฐานจำนวนนักท่องเที่ยวและอัตราการเข้าพักที่หดตัวลง ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ SMEs ที่ยังมีศักยภาพ
แต่โจทย์ที่สำคัญกว่าในระยะยาวคือ การทำให้การลงทุนและการส่งออกสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากขึ้น โดย สศช. ระบุไว้ในข้อเสนอการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคปี 2569 ว่า การรักษาแรงส่งจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ และเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนของไทย
แนวทางดังกล่าวต้องอาศัยทั้งการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนให้จูงใจการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มมูลค่าที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจไทย
ดังนั้น ตัวเลขการเติบโต 1.9% ไม่ได้สะท้อนเพียงว่าไทยขยายตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในไตรมาสหนึ่ง แต่ยังชี้ให้เห็นว่าเครื่องยนต์ใหม่อย่างอิเล็กทรอนิกส์และศูนย์ข้อมูลยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศได้ไม่กว้างพอ ขณะที่เครื่องยนต์เดิมทั้งกำลังซื้อ การท่องเที่ยว การผลิต และการใช้จ่ายภาครัฐกลับอ่อนแรงลงพร้อมกัน
หากไทยไม่สามารถเปลี่ยนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นให้กลายเป็นรายได้ การจ้างงาน ผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้ การเติบโตต่ำเมื่อเทียบกับอาเซียนอาจไม่ใช่เพียงความผันผวนชั่วคราวในไตรมาสเดียว แต่มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นภาวะปกติใหม่ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว