Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
Q2 เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดใน 6 ชาติอาเซียน ขาดดุล 5.8 แสนล้านบาททุบสถิติ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

Q2 เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดใน 6 ชาติอาเซียน ขาดดุล 5.8 แสนล้านบาททุบสถิติ

17 ส.ค. 69
15:04 น.
แชร์

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับผลของฤดูกาลแล้ว ยังหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในบรรดา 6 ประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลขแล้ว ตั้งแต่ฟิลิปปินส์ซึ่งขยายตัว 2.3% ไปจนถึงเวียดนามที่เติบโตสูงถึง 8.39%

แม้การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวในระดับสูง แต่แรงส่งดังกล่าวกลับไม่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมัน เครื่องจักร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ขาดดุลประมาณ 5.75 แสนล้านบาท หรือ 17,700 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส คิดเป็นราว 2.9% ของ GDP ทั้งปีตามประมาณการของ สศช. 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระดับสูง ขณะที่มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นและตกอยู่ภายในประเทศยังมีจำกัด

ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นยังซ้ำเติมครัวเรือนซึ่งมีภาระหนี้อยู่เดิม ทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การบริโภคภาคเอกชนจึงขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า 

เมื่อกำลังซื้อ การท่องเที่ยว และการผลิตภาคอุตสาหกรรมอ่อนแรงลงพร้อมกัน การเติบโตของการส่งออกที่กระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่มจึงไม่เพียงพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตทันประเทศเพื่อนบ้าน

GDP ไทยยังอยู่ท้ายกลุ่ม เวียดนามนำโด่ง 8.39%

ตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2569 ของ 6 ประเทศอาเซียนที่ประกาศแล้ว ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 สะท้อนว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศกำลังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน

เวียดนามขยายตัวสูงที่สุดที่ 8.39% ขณะที่มาเลเซียเติบโต 6.0% โดยได้รับแรงสนับสนุนอย่างครอบคลุมทั้งจากภาคบริการ การผลิต เหมืองแร่ และการก่อสร้าง เฉพาะภาคการผลิตขยายตัว 7.3% นำโดยสินค้าไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์เชิงทัศนศาสตร์ ซึ่งเติบโตถึง 14.4% ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว 4.8% สะท้อนว่าแรงส่งทางเศรษฐกิจของมาเลเซียไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะภาคส่งออก แต่เชื่อมโยงมาถึงกำลังซื้อภายในประเทศด้วย

สิงคโปร์ขยายตัว 5.9% โดยได้แรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก ส่งผลให้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมปรับเพิ่มประมาณการ GDP ทั้งปีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 จากเดิม 2.0-4.0% เป็น 4.5-5.5% ส่วนอินโดนีเซียขยายตัว 5.29% ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังเติบโตสูงถึง 15.97% แม้ชะลอลงจาก 21.81% ในไตรมาสแรก

ด้านฟิลิปปินส์ เศรษฐกิจชะลอลงเหลือ 2.3% นับเป็นอัตราต่ำที่สุดตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 หากไม่นับช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยภาคอุตสาหกรรมหดตัว 2.4% ตามการก่อสร้างภาครัฐที่ทรุดตัวลงหลังเกิดกรณีทุจริตในโครงการป้องกันน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังขยายตัวสูงกว่าไทยเล็กน้อย

ความแตกต่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าแต่ละประเทศส่งออกได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่แรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนสามารถกระจายไปสู่การผลิต การจ้างงาน ภาคบริการ และการบริโภคภายในประเทศได้กว้างเพียงใด ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทย

ส่งออกโตแรง แต่นำเข้าสูง ทำให้ GDP ได้ประโยชน์ไม่เต็มที่

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ไม่ได้อ่อนแอไปทุกด้าน การลงทุนรวมยังขยายตัว 9.1% แม้ชะลอลงเล็กน้อยจาก 9.9% ในไตรมาสก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนเติบโตถึง 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% และสูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2555

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ขยายตัว 16.6% โดยเฉพาะอุปกรณ์สำนักงาน ขณะที่เครื่องจักรอุตสาหกรรมและยานพาหนะยังเติบโตต่อเนื่อง ด้านการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 99,079 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.6% เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนดัชนีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 13.7%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการลงทุนและการส่งออกที่แข็งแกร่งกลับไม่สามารถผลักดันให้ GDP เติบโตได้มากเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงส่งจากการลงทุนยังกระจุกตัวอยู่ในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.1% ชะลอลงจาก 3.0% และการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ไตรมาส

ข้อจำกัดที่สำคัญกว่านั้นคือ การลงทุนและการส่งออกของไทยจำนวนมากยังต้องพึ่งพาสินค้านำเข้า ข้อมูลสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การนำเข้ากลุ่มอุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่า 38,127 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 122.2% โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่มีมูลค่า 32,119 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวถึง 138% ขณะที่การนำเข้าในเดือนเมษายนสะท้อนโครงสร้างเดียวกัน โดยกลุ่มเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 128.6% กลุ่มวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 38.7% และกลุ่มสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 32.8%

แม้การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนในศูนย์ข้อมูลจะช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่กิจกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามมูลค่าการลงทุนและการค้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การนำเข้าที่เร่งตัวเร็วกว่าการส่งออกส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระแสการลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูล ประกอบกับต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับข้อมูล สศช. ที่ระบุว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าในไตรมาส 2 ขยายตัวถึง 42.3% สูงที่สุดในรอบ 20 ไตรมาส

ในทางบัญชีประชาชาติ การส่งออกถือเป็นส่วนเพิ่มของ GDP ส่วนการนำเข้าต้องถูกหักออก เนื่องจากเป็นมูลค่าที่ผลิตขึ้นในต่างประเทศ ดังนั้น แม้การส่งออกจะเติบโตสูง แต่หากการนำเข้าเร่งตัวแรงกว่ามาก ผลบวกจากภาคต่างประเทศที่ส่งผ่านมายัง GDP ย่อมถูกหักล้างไปบางส่วน

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในไตรมาสนี้ โดยการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% ขณะที่การนำเข้าสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นถึง 24.2% หากพิจารณาเฉพาะหมวดสินค้า การส่งออกขยายตัว 14.1% แต่การนำเข้าเติบโตถึง 27.2%

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ระบุว่า ไทยนำเข้าสินค้าเป็นมูลค่า 111,155 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 42.3% เร่งขึ้นจาก 33.2% ในไตรมาสก่อน และสูงที่สุดในรอบ 20 ไตรมาส โดยปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้น 27.7% ขณะที่ราคานำเข้าสูงขึ้น 11.4%

ในเวลาเดียวกัน ดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 3.5% ต่ำกว่าราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น 11.4% อย่างมาก สะท้อนว่าไทยต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้านำเข้าในปริมาณใกล้เคียงเดิม ยิ่งลดทอนประโยชน์ที่ประเทศได้รับจากการส่งออก

ผลที่ตามมาคือ ดุลการค้าขาดดุล 12,100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 392,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการขาดดุลเพียง 300 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อน เมื่อรวมกับดุลบริการและดุลรายได้ ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงขาดดุลถึง 17,700 ล้านดอลลาร์ หรือ 575,400 ล้านบาท นับเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส

ยอดขาดดุลดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 12% ของ GDP ในไตรมาส 2 แต่หากเทียบกับ GDP ณ ราคาประจำปีทั้งปี 2569 ซึ่ง สศช. ประมาณการไว้ที่ 19.71 ล้านล้านบาท จะอยู่ที่ประมาณ 2.9% ทั้งนี้ สศช. คาดว่าตลอดปี 2569 ไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.2% ของ GDP และขาดดุลการค้า 3,700 ล้านดอลลาร์ พลิกจากการเกินดุล 24,800 ล้านดอลลาร์ในปี 2568

โจทย์สำคัญในระยะยาวจึงอยู่ที่ว่า ไทยจะสามารถต่อยอดการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ข้อมูล และเทคโนโลยีให้เกิดห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศได้มากเพียงใด เพราะหากไทยทำหน้าที่เพียงนำเข้าอุปกรณ์มาติดตั้งหรือประกอบก่อนส่งออก ตัวเลขการลงทุนและการค้าภายนอกอาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่รายได้ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน

กำลังซื้อ ท่องเที่ยว และโรงงานอ่อนแรงพร้อมกัน

เครื่องยนต์ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนในไตรมาส 2 คือการบริโภคภายในประเทศ โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสแรก หลังการใช้จ่ายชะลอลงในเกือบทุกหมวด เนื่องจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้นบีบกำลังซื้อ ทำให้ครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แม้มาตรการภาครัฐในเดือนมิถุนายนจะช่วยประคองกำลังซื้อได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะพลิกทิศทางการชะลอตัวได้

ข้อมูลจากสภาพัฒน์ระบุว่า ในไตรมาสที่ 2 การใช้จ่ายด้านบริการขยายตัวเพียง 0.8% ลดลงจาก 2.4% ตามการชะลอตัวของธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร และบริการขนส่ง ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนขยายตัว 2.4% ชะลอลงจาก 3.5% เนื่องจากการใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง ส่วนสินค้าในหมวดคงทนขยายตัว 3.8% ลดลงจาก 6.9% ในไตรมาสก่อนหน้า

ภาวะดังกล่าวสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงจาก 52.8 เหลือ 50.3 ต่ำที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2565 ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 2.7% ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวเพียง 0.2% ชะลอลงอย่างมากจาก 3.4% โดยรายจ่ายการโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินลดลง 2.8% หลังจากขยายตัวถึง 20.7% ในไตรมาสก่อนหน้า

ภาคท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญก็ส่งแรงหนุนต่อเศรษฐกิจได้น้อยลง สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัวเพียง 1.5% ชะลอลงจาก 2.2% ในไตรมาสก่อน ตามจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศที่อ่อนแรงลง

ไตรมาสนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 6.557 ล้านคน ลดลง 4.4% ต่อเนื่องจากการลดลง 2.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยอยู่ที่ 72.46 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นเพียง 1.6% ชะลอลงจาก 2.7% ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงเหลือ 68.97% ต่ำกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าที่ 73.98% และช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 69.85%

อย่างไรก็ตาม การตีความภาวะของภาคท่องเที่ยวจำเป็นต้องแยกระหว่าง “จำนวนคน” กับ “รายรับ” เพราะแม้จำนวนนักท่องเที่ยวและอัตราการเข้าพักจะลดลง แต่เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวยังไม่ได้หายไป โดยรายรับรวมจากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 6.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% และเร่งขึ้นจาก 4.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าบริการรับด้านการท่องเที่ยวอยู่ที่ 3.47 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% พลิกจากที่ลดลง 4.7%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ค่าใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้นช่วยชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงได้ในระดับหนึ่ง ปัญหาของภาคท่องเที่ยวไทยในไตรมาสนี้จึงไม่ได้อยู่ที่รายรับรวมของประเทศเป็นหลัก แต่อยู่ที่ฐานจำนวนนักท่องเที่ยวและอัตราการเข้าพักที่หดตัว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ท่องเที่ยว

ด้านภาคอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแทบไม่ขยายตัว โดยเติบโตเพียง 0.1% ชะลอลงจาก 1.0% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของการผลิตเครื่องประดับเพชรพลอยแท้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ยานยนต์ ตลอดจนพลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น

เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม การผลิตยานยนต์ลดลง 7.2% พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้นลดลง 9.7% และจักรยานยนต์ลดลง 0.5% แม้การผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงจะขยายตัวถึง 21.1% แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพียงบางกลุ่มยังไม่สามารถชดเชยความอ่อนแอของฐานการผลิตโดยรวมได้

ตัวเลขที่สะท้อนภาวะของภาคการผลิตได้ชัดเจนที่สุดคืออัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย ซึ่งลดลงเหลือ 57.47% จาก 61.28% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 59.36% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563 หมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้วโรงงานไทยเดินเครื่องไม่ถึงสามในห้าของกำลังการผลิตที่มีอยู่

ภาพดังกล่าวดูสวนทางกับการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ขยายตัวถึง 16.6% ในไตรมาสเดียวกัน สะท้อนว่า แม้การลงทุนบางประเภทจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ยังไม่ได้กระจายตัวกว้างพอที่จะยกระดับการผลิตและการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมโดยรวม

ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ยังไม่สามารถเข้ามาชดเชยแรงส่งที่อ่อนแอจากภาคครัวเรือน การท่องเที่ยว และการผลิตได้เต็มที่ โดยการลงทุนภาครัฐลดลง 1.6% นับเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส หลังจากขยายตัวถึง 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า

การลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ของภาครัฐลดลง 6.8% เทียบกับที่เคยขยายตัว 13.5% ส่วนการลงทุนด้านการก่อสร้างลดลง 0.3% หลังจากเติบโต 8.3% ในไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจที่ลดลง สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐยังทำงานได้ไม่เต็มที่ในช่วงที่กำลังซื้อในประเทศและภาคท่องเที่ยวยังคงเปราะบาง

หนี้ครัวเรือนและสินเชื่อตึง กดกำลังซื้อจากข้างใน

ปัญหาของการบริโภคไทยไม่ได้เกิดจากราคาพลังงานหรือสถานการณ์ระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่มีหนี้ครัวเรือนเป็นข้อจำกัดสะสมอยู่เดิม

ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ในไตรมาสแรกของปี 2569 แม้ลดลงจาก 86.7% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในระดับสูง ภาระชำระหนี้ทำให้รายได้ส่วนหนึ่งของครัวเรือนไม่สามารถนำไปบริโภคหรือออมเพื่อการลงทุนได้ 

ขณะเดียวกัน สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหดตัวติดต่อกันยาวนานถึง 14 ไตรมาส จนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาตรการ SMEs Credit Boost เพื่อแบ่งปันความเสี่ยงให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น

ส่วนภาพรวมสินเชื่อทั้งระบบในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวได้เพียงเล็กน้อย โดยแรงหนุนมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่กลุ่ม SMEs และครัวเรือนยังเปราะบาง สะท้อนว่าปัญหาไม่ใช่เพียงต้นทุนดอกเบี้ย แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.00% ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่รวมถึงรายได้และความสามารถชำระหนี้ของผู้กู้ ซึ่งทำให้สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยกู้

ผลที่ตามมาคือ ธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจเทคโนโลยีที่มีฐานะการเงินแข็งแรงยังลงทุนได้ ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยและ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก การฟื้นตัวจึงกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม ไม่กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานกว้าง

ปัญหาเชิงโครงสร้างทำให้ไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ

แรงกระแทกจากราคาพลังงาน สงคราม และการเดินทางเป็นปัจจัยเฉพาะหน้าที่ทำให้ไตรมาส 2 ชะลอลง แต่การที่ไทยเติบโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านต่อเนื่องสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น

รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ระบุว่า การเติบโตของผลิตภาพแรงงานไทยเฉลี่ยเพียง 2.1% ต่อปีในช่วงปี 2558-2566 ลดลงจาก 4.8% ในช่วงปี 2553-2558 ขณะที่ผลิตภาพจากปัจจัยการผลิตโดยรวมยังอ่อนแอ ปัญหาดังกล่าวเชื่อมโยงกับการแข่งขันในตลาดที่ไม่เพียงพอ กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการลงทุนด้านนวัตกรรมที่ยังจำกัด 

แรงงานไทยมากกว่าครึ่งยังอยู่ในภาคนอกระบบ โดยข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2568 ระบุว่า จากผู้มีงานทำ 39.9 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 20.9 ล้านคน หรือร้อยละ 52.4 โดยกว่าครึ่งอยู่ในภาคเกษตรกรรม รองลงมาคือภาคบริการและการค้า ทำให้แรงงานจำนวนมากมีผลิตภาพและรายได้ต่ำ ขาดหลักประกันทางสังคม และเข้าถึงการพัฒนาทักษะได้จำกัด 

นอกจากนี้ ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นช้าหรืออาจลดลง ขณะที่ภาระงบประมาณด้านสวัสดิการและสุขภาพสูงขึ้น หากผลิตภาพต่อคนไม่เพิ่มขึ้นมากพอ อัตราการเติบโตตามศักยภาพของประเทศก็จะลดลงตามไปด้วย

พื้นที่กระตุ้นเศรษฐกิจแคบลง โจทย์จึงไม่ใช่แค่แจกเงินเพิ่ม

แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะขยายตัวเพียง 1.9% แต่ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง เนื่องจากการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังช่วยประคองเศรษฐกิจไว้ได้

สศช. จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยตลอดปี 2569 จะขยายตัว 2.0-2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.2% ต่อเนื่องจากการเติบโต 2.4% ในปี 2568 และเป็นการปรับเพิ่มจากกรอบประมาณการเดิมที่ 1.5-2.5% เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พร้อมปรับเพิ่มประมาณการการลงทุนรวมจาก 3.5% เป็น 7.9% การลงทุนภาคเอกชนจาก 3.7% เป็น 9.6% และมูลค่าการส่งออกสินค้าจาก 9.6% เป็น 15.1%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ได้รับการปรับปรุงในรอบเดียวกันกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่าการเติบโตของ GDP โดย สศช. ปรับลด GDP ณ ราคาประจำปีจาก 19.88 ล้านล้านบาท เหลือ 19.71 ล้านล้านบาท และปรับลดรายได้ต่อหัวจาก 282,024 บาท เหลือ 279,602 บาทต่อคนต่อปี ขณะเดียวกันยังพลิกประมาณการดุลการค้าจากเดิมที่คาดว่าจะเกินดุล 11,200 ล้านดอลลาร์ เป็นขาดดุล 3,700 ล้านดอลลาร์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ประมาณการอัตราการเติบโตจะถูกปรับเพิ่มขึ้น แต่ขนาดเศรษฐกิจในรูปตัวเงิน รายได้เฉลี่ยต่อหัว และฐานะภาคต่างประเทศกลับถูกปรับลดลง สะท้อนว่าโจทย์ของเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่อัตราการขยายตัวเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพและการกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตด้วย

ขณะเดียวกัน พื้นที่สำหรับการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมีจำกัดมากขึ้น เนื่องจากหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ประมาณ 66.9% ของ GDP เข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่ 70% การใช้จ่ายของภาครัฐจึงต้องให้น้ำหนักกับโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ มากกว่ามาตรการวงกว้างที่ช่วยพยุงการบริโภคได้เพียงชั่วคราว

ในระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน เร่งฟื้นฐานจำนวนนักท่องเที่ยวและอัตราการเข้าพักที่หดตัวลง ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ SMEs ที่ยังมีศักยภาพ

แต่โจทย์ที่สำคัญกว่าในระยะยาวคือ การทำให้การลงทุนและการส่งออกสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากขึ้น โดย สศช. ระบุไว้ในข้อเสนอการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคปี 2569 ว่า การรักษาแรงส่งจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ และเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนของไทย

แนวทางดังกล่าวต้องอาศัยทั้งการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนให้จูงใจการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มมูลค่าที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจไทย

ดังนั้น ตัวเลขการเติบโต 1.9% ไม่ได้สะท้อนเพียงว่าไทยขยายตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในไตรมาสหนึ่ง แต่ยังชี้ให้เห็นว่าเครื่องยนต์ใหม่อย่างอิเล็กทรอนิกส์และศูนย์ข้อมูลยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศได้ไม่กว้างพอ ขณะที่เครื่องยนต์เดิมทั้งกำลังซื้อ การท่องเที่ยว การผลิต และการใช้จ่ายภาครัฐกลับอ่อนแรงลงพร้อมกัน

หากไทยไม่สามารถเปลี่ยนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นให้กลายเป็นรายได้ การจ้างงาน ผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้ การเติบโตต่ำเมื่อเทียบกับอาเซียนอาจไม่ใช่เพียงความผันผวนชั่วคราวในไตรมาสเดียว แต่มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นภาวะปกติใหม่ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว



แชร์
Q2 เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดใน 6 ชาติอาเซียน ขาดดุล 5.8 แสนล้านบาททุบสถิติ