Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สรุปดีลอนุทินเยือนอินโดฯ ผนึกพลังเศรษฐกิจ เป้าการค้า 23,000 ล้านเหรียญ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สรุปดีลอนุทินเยือนอินโดฯ ผนึกพลังเศรษฐกิจ เป้าการค้า 23,000 ล้านเหรียญ

4 ส.ค. 69
13:15 น.
แชร์

การเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ถือเป็นการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี โดยนายอนุทินได้หารือเต็มคณะกับนายปราโบโว ซูบียันโต (Prabowo Subianto) ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ณ ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงจาการ์ตา

การหารือครอบคลุมความร่วมมือระหว่างสองประเทศหลายด้าน ทั้งการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยมีการหารือเรื่องการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน อุตสาหกรรมฮาลาล การท่องเที่ยว การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การศึกษา รวมถึงประเด็นเมียนมาและสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ในโอกาสนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศยังร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนเอกสาร 2 ฉบับ ได้แก่ แผนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย ปี 2569–2573 และบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา

เป้าหมายใหญ่ทางเศรษฐกิจ คือ การยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสองประเทศ ซึ่งมีประชากรรวมกันราว 350 ล้านคน และเป็นสองเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเป้าหมายการค้าที่ประกาศโดยสองฝ่ายมีรายละเอียดแตกต่างกันเล็กน้อย โดยรัฐบาลไทยระบุว่า ผู้นำเห็นพ้องผลักดันการค้าสองประเทศแตะ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์

แล้วรายละเอียดของดีลครั้งนี้มีอะไรบ้าง ทั้งสองประเทศวางแผนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและด้านอื่น ๆ ไว้อย่างไร SPOTLIGHT รวบรวมและสรุปสาระสำคัญมาให้แล้ว

เศรษฐกิจ : ตั้งเป้าดันการค้า-ลงทุน เปิดตลาดใหม่

1. ตั้งเป้าการค้า 23,000 ล้านดอลลาร์

รัฐบาลไทยระบุว่า นายอนุทินและประธานาธิบดีปราโบโวเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียให้บรรลุ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากปัจจุบันประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าด้วยศักยภาพของตลาดทั้งสองประเทศ เป้าหมายอาจทำได้เร็วกว่ากำหนด

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเป้าหมายที่สื่ออินโดนีเซียรายงานแตกต่างจากข้อมูลของฝ่ายไทย โดย ANTARA และ Jakarta Globe รายงานว่า ประธานาธิบดีปราโบโวประกาศเป้าหมายเพิ่มการค้าระหว่างอินโดนีเซียและไทยเป็น 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 และสื่อต่างประเทศอีกหลายสำนักรายงานตัวเลข 20,000 ล้านดอลลาร์เช่นกัน

ทั้งนี้ ANTARA รายงานว่า เป้าหมายดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่านการดำเนินงานตาม Indonesia–Thailand Strategic Partnership Roadmap 2026–2030 ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือเพื่อขยายการเข้าถึงตลาด เพิ่มการลงทุนร่วม และลดอุปสรรคทางการค้า

2. ตั้ง Joint Trade Commission แก้อุปสรรคทางการค้า

ข้อมูลจากสื่ออินโดนีเซียระบุว่า ไทยและอินโดนีเซียเตรียมจัดตั้ง Joint Trade Commission (JTC) ซึ่งเป็นกลไกด้านการค้าทวิภาคีระหว่างสองประเทศ เพื่อแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่

ANTARA ระบุว่า JTC เป็นส่วนหนึ่งของ Indonesia–Thailand Strategic Partnership Roadmap 2026–2030 ซึ่งทั้งสองประเทศรับรองร่วมกันในการพบกันครั้งนี้

ขณะที่ Jakarta Globe รายงานว่าโรดแม็ปดังกล่าวต่อยอดจากข้อตกลงที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 และข้อผูกพันจากกลไก Leaders’ Consultation ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2568

3. อาหารและเกษตร : จับมือเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร

‘ความมั่นคงทางอาหาร’ เป็นอีกหนึ่งแกนเศรษฐกิจสำคัญของดีลครั้งนี้ โดยฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ทั้งการขยายการค้าสินค้าเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค

ส่วนข้อมูลจาก ANTARA ระบุว่า ทั้งสองประเทศจะร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยครอบคลุม เทคโนโลยีการเกษตร โลจิสติกส์ การแปรรูปอาหาร และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนั้น ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศไทยระบุเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศครอบคลุมความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน รวมถึงการทำประมงอย่างยั่งยืน

4. ฮาลาล : ใช้จุดแข็งสองประเทศต่อยอดตลาดโลก

อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ไทยและอินโดนีเซียเห็นโอกาสร่วมกันคือ อุตสาหกรรมฮาลาล โดยฝ่ายไทยมองว่าอินโดนีเซียมีจุดแข็งจากการเป็นตลาดผู้บริโภคมุสลิมขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิต คุณภาพสินค้า และมาตรฐานฮาลาล

ทั้งสองฝ่ายต้องการนำจุดแข็งของแต่ละประเทศมาพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ

ANTARA และ Jakarta Globe รายงานว่า ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวถึงการใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศเพื่อพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลสำหรับตลาดระดับภูมิภาคและตลาดโลก

5. พลังงาน: ตั้ง Energy Forum เชื่อมความมั่นคงและการเปลี่ยนผ่าน

ด้านพลังงานเป็นอีกประเด็นที่ข้อมูลจากสื่ออินโดนีเซียให้รายละเอียดเพิ่มเติมจากข้อมูลของไทย โดย ANTARA รายงานว่า ทั้งสองประเทศจะจัดตั้ง Indonesia–Thailand Energy Forum เพื่อเร่งความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน และเสริมความมั่นคงของระบบโครงข่ายพลังงานในภูมิภาค

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไทยระบุว่า ไทยและอินโดนีเซียย้ำการเป็นพันธมิตรในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน

6. เพิ่มธุรกรรมสกุลเงินท้องถิ่น ลดความเสี่ยงค่าเงิน

อีกประเด็นที่สื่ออินโดนีเซียรายงาน คือ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยทั้งสองประเทศจะส่งเสริมความร่วมมือในด้านดังกล่าว รวมถึงการขยายการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่น หรือ Local Currency Transaction (LCT)

ANTARA ระบุว่า การขยายการมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกรรมการค้าข้ามพรมแดน

7. การลงทุน : ไทยชวนอินโดฯ ลงทุน ใช้จุดแข็งเป็นศูนย์กลางอาเซียน

สำหรับด้านการดึงดูดการลงทุน นายอนุทินกล่าวว่า “ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ของอินโดนีเซีย” ทั้งการขยายการค้าสินค้าเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของอาเซียนภาคพื้นทวีป เชื่อมโยงตลาดสำคัญในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่สื่ออินโดนีเซียระบุว่า ทั้งสองประเทศตกลงขยายการลงทุน เพิ่มการเข้าถึงตลาด และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

8. ท่องเที่ยว : เปิดทางบินตรง กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และภูเก็ต–บาหลี

ด้านการท่องเที่ยว ไทยและอินโดนีเซียเห็นพ้องว่าการเดินทางระหว่างประชาชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และแสดงความยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับสายการบิน TransNusa

ความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และภูเก็ต–บาหลี เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ความมั่นคง : จับมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

ด้านความมั่นคง ไทยและอินโดนีเซียตกลงยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้ายาเสพติด โดยทั้งสองประเทศจะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

ประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีความสำคัญเป็นพิเศษ รัฐบาลไทยระบุว่า ในปีที่ผ่านมา ไทยได้อำนวยความสะดวกให้ชาวอินโดนีเซียมากกว่า 1,000 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน ให้เดินทางกลับประเทศอย่างปลอดภัย

ด้านประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวขอบคุณประเทศไทยสำหรับความช่วยเหลือดังกล่าว และยืนยันว่าอินโดนีเซียกับไทยจะยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่

ด้านความสัมพันธ์ทางทหาร ไทยและอินโดนีเซียมีการฝึกร่วมกันอย่างต่อเนื่องในทุกระดับและทุกเหล่าทัพ โดยรัฐบาลไทยระบุว่า ประธานาธิบดีปราโบโวเคยฝึกร่วมกับหน่วยรบพิเศษของไทยด้วย

การศึกษา : แลกเปลี่ยนบุคลากรและองค์ความรู้

ผู้นำไทยและอินโดนีเซียร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยน บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการศึกษา ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการไทยกับกระทรวงศึกษาระดับประถมและมัธยมอินโดนีเซีย ซึ่งครอบคลุมการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และองค์ความรู้

ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุถึงประเด็นความร่วมมือด้านการศึกษาเพิ่มเติมว่า ทั้งสองฝ่ายหารือเรื่องการเพิ่มพูนทักษะด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการส่งเสริมการเรียนภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย

ไทย–อินโดนีเซีย กับบทบาทในอาเซียน

ในระดับภูมิภาค ไทยและอินโดนีเซียเห็นพ้องว่าควรผลักดันการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้แน่นแฟ้นขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาค

นอกจากนั้น ทั้งสองประเทศยังอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นายกรัฐมนตรีของไทยได้เสนอให้ไทยและอินโดนีเซียประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับ OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การลงทุน และธรรมาภิบาลของภูมิภาคให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ไทย–กัมพูชา เมียนมา และประเด็นภูมิภาค

นอกจากการหารือและการแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือแล้ว ในการแถลงข่าวร่วมกันหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองประเทศกล่าวถึงประเด็นระดับภูมิภาคด้วย

ในประเด็นเมียนมา ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของเมียนมากับอาเซียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการริเริ่มการหารืออย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน พร้อมยืนยันว่าอินโดนีเซียพร้อมทำงานร่วมกับไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้แนวทาง ฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาอย่างสันติ

ส่วนสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ประธานาธิบดีปราโบโวแสดงความหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกที่สร้างสรรค์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค

อ้างอิง : รัฐบาลไทย, กระทรวงการต่างประเทศ, ANTARA, Jakarta Globe

แชร์
สรุปดีลอนุทินเยือนอินโดฯ ผนึกพลังเศรษฐกิจ เป้าการค้า 23,000 ล้านเหรียญ