Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
จีนเร่งขยาย ‘เส้นทางสายไหม AI’ มุ่งยึดอธิปไตยเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

จีนเร่งขยาย ‘เส้นทางสายไหม AI’ มุ่งยึดอธิปไตยเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก

4 ส.ค. 69
12:23 น.
แชร์

จีนมุ่งเข้าสู่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระยะใหม่ จากเดิมที่ใช้เวลากว่าทศวรรษส่งออกถนน ท่าเรือ สายเคเบิลใยแก้วนำแสง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ขณะนี้ จีนกำลังขยายยุทธศาสตร์จากการเชื่อมโยงโลกทางกายภาพ ไปสู่การวางรากฐานทางเทคโนโลยีให้แก่ประเทศต่างๆ

ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน สิ่งที่จีนต้องการส่งออกในระยะต่อไปอาจสร้างผลกระทบลึกซึ้งยิ่งกว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม เพราะเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่ที่เทคโนโลยีชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ครอบคลุมระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งระบบ ตั้งแต่ชิป ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ไปจนถึงโมเดลพื้นฐาน แอปพลิเคชัน มาตรฐานทางเทคนิค การฝึกอบรมบุคลากร และกลไกกำกับดูแล

เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia เคยเตือนไว้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วว่า จีนจะเร่งส่งออกเทคโนโลยี AI ไปทั่วโลกในลักษณะ "BRI เวอร์ชัน AI" หากบริษัทอเมริกันปล่อยให้คู่แข่งจากจีนอย่าง Huawei ยึดครองตลาดไปได้ ความเสี่ยงสำคัญคือ ยิ่งประเทศหนึ่งเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับองค์ประกอบแต่ละชั้นของระบบเทคโนโลยีจีนมากเท่าไร การถอนตัวหรือเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่นก็จะยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น

แพทริก โครนิน และพินชาน ไล นักวิเคราะห์จาก Hudson Institute เปรียบเทียบไว้ว่า หาก BRI เคยสร้างความกังวลเรื่อง "กับดักหนี้" การผลักดันระบบนิเวศ AI ของจีนในครั้งนี้ก็อาจนำไปสู่ "กับดักเทคโนโลยี" ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดเพียงการพึ่งพาทางการค้า แต่ยังอาจเปิดทางให้จีนมีอำนาจต่อรองในระยะยาวเหนือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รัฐบาล เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศต่างๆ ต้องพึ่งพาในการดำเนินงาน

ด้วยเหตุนี้ การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการช่วงชิงดุลอำนาจทางทหารในแปซิฟิกตะวันตก หรือการควบคุมพื้นที่ภายในแนวหมู่เกาะชั้นที่หนึ่งอีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่การแย่งชิงอำนาจกำหนดรากฐานทางเทคโนโลยีของโลก พร้อมผลักให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องตัดสินใจว่า จะสร้างอนาคตดิจิทัลบนระบบนิเวศ AI ของจีน หรือเลือกเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเร่งรักษาสถานะผู้นำโลกไว้เช่นกัน

จีนปู 'เส้นทางสายไหม AI' ชิงวางรากฐานเทคโนโลยีโลก

นับตั้งแต่ประกาศโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ในปี 2556 จีนใช้โครงการดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศโลกใต้ ทั้งผ่านการสนับสนุนเงินทุนแก่โครงสร้างพื้นฐาน การสร้างหลักประกันในการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ และการเชื่อมโยงประเทศต่างๆ เข้ากับสถาปัตยกรรมดิจิทัลของจีน

หลังจากนั้น สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้ทยอยเปิดตัวกรอบความร่วมมือระดับโลกที่มีความทะเยอทะยานมากขึ้น ตั้งแต่ข้อริเริ่มการพัฒนาระดับโลกในปี 2564 ข้อริเริ่มด้านความมั่นคงระดับโลกในปี 2565 ข้อริเริ่มอารยธรรมระดับโลกในปี 2566 ไปจนถึงข้อริเริ่มธรรมาภิบาลระดับโลกในปี 2568 แต่ละกรอบล้วนสะท้อนวิสัยทัศน์ของปักกิ่งต่อระเบียบระหว่างประเทศ พร้อมขยายโครงสร้างอิทธิพลของจีนให้กว้างไกลกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ

การทูต AI (AI Diplomacy) จึงถือเป็นพัฒนาการขั้นต่อไปของยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศดังกล่าว โดยจีนกำลังนำเครื่องมือทางการทูตมาผสานกับชุดเทคโนโลยี AI อย่างเป็นระบบ และต่อยอดจากเส้นทางสายไหมดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของ BRI อยู่แล้ว

หัวใจของยุทธศาสตร์นี้คือองค์การความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลก หรือ World AI Cooperation Organization (WAICO) ซึ่งขณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนออีกต่อไป

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ตัวแทนจาก 29 ประเทศได้ร่วมลงนามความตกลงจัดตั้ง WAICO อย่างเป็นทางการที่นครเซี่ยงไฮ้ ในฐานะองค์การระหว่างรัฐบาลอิสระที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเซี่ยงไฮ้ โดยหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ลงนามในนามรัฐบาลจีน มีอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เข้าร่วมพิธี และมีสมาชิกก่อตั้งอย่างอินโดนีเซีย รัสเซีย ปากีสถาน ลาว และคาซัคสถาน

ทั้งนี้ ข้อเสนอจัดตั้ง WAICO ถูกหยิบยกขึ้นครั้งแรกโดยหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ปี 2568 ก่อนที่สี จิ้นผิง จะย้ำข้อเสนอนี้อีกครั้งบนเวที APEC ช่วงปลายปีเดียวกัน

องค์การดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ประยุกต์ใช้ AI โมเดลโอเพนซอร์ส การฝึกอบรมทางเทคนิค มาตรฐานดิจิทัล และความช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐาน องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้จีนสามารถขยายระบบนิเวศ AI ไปยังประเทศต่างๆ ได้ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยี บุคลากร และมาตรฐาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการนำ AI ไปใช้งาน

การทูต AI ยังตอบสนองเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของจีนหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี การเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกของบริษัทจีน การสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพาระยะยาวกับประเทศกำลังพัฒนา และการขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวตั้งอยู่บนเสาหลัก 3 ด้านที่เกื้อหนุนกัน ได้แก่

  • การเข้าไปมีบทบาทกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ
  • การผลักดันนวัตกรรมภายในประเทศ
  • การขยายระบบนิเวศเทคโนโลยีของจีนไปทั่วโลก

หากจีนผลักดันยุทธศาสตร์นี้ได้สำเร็จโดยไม่มีคู่แข่งเข้ามาถ่วงดุล ความเป็นผู้นำด้าน AI อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของจีน ทั้งต่อเป้าหมายฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติและความทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจหลักของเอเชีย

นอกจากนี้ ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI จีนยังยิ่งตอกย้ำว่า โลกไม่อาจมองข้ามศักยภาพด้านเทคโนโลยีของจีนได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวโมเดล Kimi K3 ของ Moonshot AI เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ด้วยขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ ซึ่งถือเป็นโมเดลแบบ open-weight ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเปิดตัวมา ต่อเนื่องจากความสำเร็จของ DeepSeek ตลอดจนพัฒนาการของ Qwen จาก Alibaba และ Zhipu AI (ปัจจุบันใช้ชื่อ Z.ai ในตลาดต่างประเทศ) ซึ่งล้วนสะท้อนว่า AI ของจีนมีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ จนผลทดสอบบางด้านเริ่มประชันกับโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง ChatGPT, Claude และ Grok ได้แล้ว

ข้อมูลจากหน่วยงานประเมินของรัฐบาลชาติตะวันตกเองก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน สถาบันความมั่นคงปลอดภัยด้านปัญญาประดิษฐ์ของสหราชอาณาจักร (UK AI Security Institute: AISI) รายงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า โมเดลแบบ open-weight ชั้นนำ ซึ่งปัจจุบันล้วนเป็นโมเดลจีนอย่าง GLM-5.2 และ DeepSeek V4-Pro ตามหลังโมเดลปิดระดับแนวหน้าในด้านขีดความสามารถไซเบอร์เพียง 4-7 เดือน แคบลงจากช่วง 6-10 เดือนที่วัดได้ตลอดปี 2568

ขณะเดียวกัน ศูนย์มาตรฐานและนวัตกรรม AI (CAISI) ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังเคยประเมินช่องว่างระหว่างโมเดลแนวหน้าของสองประเทศไว้ราว 8 เดือนเมื่อเดือนพฤษภาคม และหลังการเปิดตัว Kimi K3 นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าช่องว่างอาจหดเหลือเพียงหลักสัปดาห์

อย่างไรก็ดี ผลประเมินร่วมของ UK AISI กับ CAISI ยังพบว่า Kimi K3 ตามหลังโมเดลแนวหน้าของสหรัฐฯ อยู่มากในภารกิจโจมตีไซเบอร์เชิงรุก สะท้อนว่าช่องว่างของแต่ละด้านความสามารถไม่เท่ากัน

อย่างไรก็ตาม จุดชี้ขาดของการแข่งขันไม่ได้อยู่เพียงว่าประเทศใดจะพัฒนาโมเดลที่มีขีดความสามารถสูงที่สุด แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถโน้มน้าวให้ประเทศต่างๆ เลือกวางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลไว้บนระบบนิเวศเทคโนโลยีของตนได้มากกว่ากัน

จีนไม่ได้ขายแค่โมเดล แต่กำลังสร้างการพึ่งพาทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 หนึ่งวันหลังพิธีลงนามจัดตั้ง WAICO สี จิ้นผิง กล่าวเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ที่นครเซี่ยงไฮ้ โดยนำเสนอความริเริ่มด้าน AI ในฐานะคุณูปการของจีนต่อมนุษยชาติ พร้อมส่งเสริม "ทางออกแบบจีน" ผ่านสิ่งที่จีนเรียกว่า "ความร่วมมือระหว่างประเทศในโลกใต้ที่ไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว" รวมทั้งประกาศว่าภายใน 5 ปี จีนจะมอบโควตาแลกเปลี่ยนและฝึกอบรมด้าน AI จำนวน 5,000 ที่ พร้อมจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือกับพันธมิตรจากอาเซียน สันนิบาตอาหรับ สหภาพแอฟริกา CELAC BRICS และ SCO

อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะวางกรอบความริเริ่มนี้ให้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ระบบดังกล่าวยังมีจีนเป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจน เนื่องจากโมเดล AI ของจีนจะทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานที่ผลิตหรือพัฒนาโดยบริษัทจีน ใช้มาตรฐานของจีน และค่อยๆ ฝังตัวเข้าไปในระบบดิจิทัลของประเทศต่างๆ

ดังนั้น ประเทศที่เลือกสร้างอนาคตดิจิทัลบนระบบนิเวศ AI ของจีนจึงอาจต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจีนในหลายระดับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และโมเดลพื้นฐาน ไปจนถึงระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล เทคโนโลยีสอดส่อง แพลตฟอร์มเมืองอัจฉริยะ ระบบชำระเงิน บริการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มาตรฐานทางเทคนิค และการฝึกอบรมแรงงาน

การพึ่งพาในลักษณะนี้แตกต่างจากการซื้อสินค้าเทคโนโลยีทั่วไป เพราะองค์ประกอบเหล่านี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบหลักที่รัฐบาลและสังคมใช้ดำเนินงานในชีวิตประจำวัน เมื่อประเทศหนึ่งลงทุนทั้งเงินทุน บุคลากร และข้อมูล รวมถึงปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับระบบเดียวกันแล้ว ต้นทุนในการเปลี่ยนผู้ให้บริการหรือย้ายไปใช้ระบบอื่นก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เปิดทางให้การพึ่งพาทางการค้าอาจพัฒนาไปเป็นอำนาจต่อรองทางการเมืองในระยะยาว

ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนนำเสนอการทูต AI ในฐานะเครื่องมือเพิ่มบทบาทและเสียงของกลุ่มประเทศโลกใต้ โดยใช้อำนาจดึงดูดจากโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่าการเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรยึดถืออุดมการณ์เดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังแนวทางดังกล่าวคือการขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีน ผ่านการฝังระบบ AI เข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

อินโดนีเซียเป็นตัวอย่างสำคัญ แม้อินโดนีเซียจะพยายามรักษาจุดยืนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่กลับตัดสินใจเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน 29 ชาติสมาชิกก่อตั้ง WAICO อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน บริษัทจีนอย่าง Alibaba และ JD.com เคยทุ่มลงทุนจำนวนมากในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของอินโดนีเซีย จนความเชื่อมโยงทางการค้าและการพึ่งพาเทคโนโลยีจีนหยั่งรากลึก แม้ JD.com จะปิดบริการอีคอมเมิร์ซ JD.ID ในอินโดนีเซียไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 เพื่อหันมาเน้นธุรกิจซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน แต่ Alibaba ยังคงมีบทบาทต่อเนื่องทั้งผ่านแพลตฟอร์ม Lazada และธุรกิจคลาวด์ในประเทศ

Huawei ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ของอินโดนีเซียและประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายแห่ง โครงข่ายเหล่านี้จึงกลายเป็นฐานที่จีนสามารถนำบริการ AI และระบบกำกับดูแลดิจิทัลเข้ามาต่อยอดได้ โดยไม่ต้องเริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด

ยุทธศาสตร์เดียวกันยังปรากฏที่ท่าเรือน้ำลึกชานไคในเปรู ซึ่งก่อสร้างโดย COSCO บริษัทเดินเรือรัฐวิสาหกิจของจีน ท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าเรืออัตโนมัติเกือบเต็มรูปแบบ ใช้ระบบบริหารจัดการอัจฉริยะที่ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เครนไร้คนขับจาก ZPMC รถบรรทุกตู้สินค้าไฟฟ้าไร้คนขับจาก SAIC Motor ซึ่งล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจจีน ตลอดจนโครงข่าย 5G จาก Huawei

การที่ COSCO ถือหุ้นในสัดส่วน 60% ซึ่งมีอำนาจควบคุม จุดประกายความกังวลเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูล การสอดส่อง และผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์จากการฝังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของจีนไว้ในศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญในต่างประเทศ ชานไคจึงไม่ได้เป็นเพียงท่าเรือ แต่ยังเป็นตัวอย่างว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพจากโครงการ BRI สามารถเชื่อมต่อกับระบบนิเวศ AI เพื่อเสริมอิทธิพลของจีนได้อย่างไร

สหรัฐฯ มีเทคโนโลยี แต่ยังขาดการทูต AI แบบครบวงจร

ด้านฝั่งสหรัฐฯ ภายหลังการยุบหน่วยงาน USAID มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงท่าทีพยายามรักษามาตรการความช่วยเหลือต่างประเทศที่ยังมีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมปรับทิศทางนโยบายไปสู่การทูตเชิงพาณิชย์ที่สนับสนุนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และการฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมของประเทศ

ปัจจุบัน สหรัฐฯ เริ่มมีเครื่องมือที่สามารถนำมาประกอบเป็นยุทธศาสตร์ AI ระหว่างประเทศได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น

  • Pax Silica ข้อริเริ่มเรือธงของกระทรวงการต่างประเทศที่เปิดตัวเมื่อเดือนธันวาคม 2568 เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ไว้วางใจได้ ครอบคลุมตั้งแต่แร่สำคัญ พลังงาน การผลิตขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI
  • FORGE (Forum on Resource Geostrategic Engagement) เวทีความร่วมมือระหว่างประเทศด้านแร่สำคัญที่เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อกระจายและสร้างความมั่นคงให้ห่วงโซ่อุปทานแร่ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรม AI รวมถึงกลไกราคาขั้นต่ำ
  • Genesis Mission โครงการระดับชาติตามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ระดมซูเปอร์คอมพิวเตอร์และเครือข่ายห้องปฏิบัติการแห่งชาติภายใต้กระทรวงพลังงาน เพื่อใช้ AI เร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์

ความริเริ่มเหล่านี้ได้รับแรงหนุนจากระบบนิเวศนวัตกรรมขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งมีบริษัทอย่าง Nvidia, OpenAI, Anthropic, Microsoft, Amazon, Google และ Oracle เป็นกำลังสำคัญ

อย่างไรก็ตาม มาตรการส่วนใหญ่ยังเน้นการเสริมความแข็งแกร่งด้านอุปทานและรักษาความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ มากกว่าการเป็นยุทธศาสตร์การทูต AI ที่ช่วยให้ประเทศพันธมิตรสร้างระบบของตนเองได้อย่างครบวงจร

จุดเปลี่ยนที่น่าจับตาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ระหว่างการเยือนกรุงมะนิลาของรูบิโอ เมื่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศข้อริเริ่มใหม่ภายใต้กรอบ Pax Silica ในชื่อ U.S.-ASEAN AI Spark ซึ่งจะสนับสนุนการส่งออก AI ของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการสนับสนุนทางการเงินและทางเทคนิคแก่รัฐบาลในภูมิภาคที่สนใจนำชุดเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ไปใช้ในงานภาครัฐ โดยยังต้องผลักดันงบประมาณร่วมกับรัฐสภาต่อไป

โครนินและไลเสนอว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าและขยายขอบเขต AI Spark อย่างจริงจัง ความริเริ่มดังกล่าวอาจกลายเป็นหัวใจของการทูต AI ฝั่งสหรัฐฯ โดยเปลี่ยนจากการนำเสนอเทคโนโลยีแบบแยกส่วน ไปสู่การเปิดให้ประเทศพันธมิตรเข้าถึงชุดเทคโนโลยี AI ทั้งระบบ

ตามข้อเสนอนี้ องค์ประกอบของ AI Spark อาจครอบคลุมตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ขีดความสามารถด้านการประมวลผล โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ศูนย์ข้อมูลที่ปลอดภัย โครงข่ายที่ยืดหยุ่นและทนทาน ตลอดจนแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ รวมถึงเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็กในพื้นที่ที่เหมาะสม

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพแล้ว ยังอาจรวมถึงซอฟต์แวร์ AI ระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา การศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงาน ความเชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาลดิจิทัล มาตรฐานทางเทคนิค กลไกทางการเงิน และความช่วยเหลือด้านกฎระเบียบ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศพันธมิตรสามารถสร้างขีดความสามารถด้าน AI ที่ตนเองเป็นเจ้าของและควบคุมได้ แทนการพึ่งพาผู้ให้บริการต่างชาติเพียงรายเดียว

ทั้งสองเปรียบแนวคิดนี้ว่าเป็น "แผนมาร์แชลด้าน AI" สำหรับยุคดิจิทัล แต่เป้าหมายไม่ใช่การสร้างการพึ่งพาสหรัฐฯ หากเป็นการช่วยให้ประเทศต่างๆ พัฒนาขีดความสามารถของตนเอง และหลีกเลี่ยงการผูกอนาคตด้านเทคโนโลยีไว้กับระบบนิเวศแบบอำนาจนิยมเพียงระบบเดียว

เพื่อผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง ทั้งสองยังเสนอให้สหรัฐฯ จัดตั้งกองทุนพัฒนาชุดเทคโนโลยี AI (AI Stack Development Fund) โดยเฉพาะ เพื่อช่วยประเทศพันธมิตรจัดหาเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ปลอดภัยและสามารถทำงานร่วมกับระบบอื่นได้

กลไกนี้อาจช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ กระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตร และเปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่บริษัทเทคโนโลยีทั้งจากสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรไปพร้อมกัน

อาเซียนแนวหน้าศึก AI เดิมพันอธิปไตยทางเทคโนโลยี

อาเซียนคือภูมิภาคเป้าหมายแรกของ AI Spark อย่างเป็นทางการ ดังสะท้อนในชื่อเต็มของข้อริเริ่มว่า "U.S.-ASEAN AI Spark" เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่ที่จีนมีทั้งฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความสัมพันธ์ทางการค้าอยู่ก่อนแล้ว

การนำเสนอระบบ AI ที่เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม มีความน่าเชื่อถือ และสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอื่น จึงอาจช่วยให้ประเทศอาเซียนสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่ตนเองควบคุมได้ พร้อมกระชับความสัมพันธ์ระยะยาวกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร

การที่ฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีนี้ ก่อนส่งมอบตำแหน่งให้สิงคโปร์ช่วงสิ้นปี ถูกมองว่าเป็นจังหวะเหมาะสมในการสร้างแรงสนับสนุนระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศไม่ต้องการถูกบีบให้เลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แต่ต้องการทางเลือกที่ช่วยรักษาความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายดิจิทัลของตนเอง

สหรัฐฯ ยังได้เปรียบจากเครือข่ายพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และไต้หวัน ซึ่งมีขีดความสามารถครอบคลุมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ แอปพลิเคชัน AI และธรรมาภิบาลดิจิทัล

หากทำงานร่วมกัน ประเทศเหล่านี้อาจนำเสนอระบบนิเวศ AI ที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และมีผู้เล่นหลายฝ่าย เป็นทางเลือกแทนระบบที่กำหนดทิศทางโดยมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว

เดิมพันของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้ของบริษัทเทคโนโลยี เพราะประเทศที่เข้าไปมีบทบาทสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ตั้งแต่ระยะแรก ย่อมมีส่วนกำหนดทั้งมาตรฐานทางเทคนิค ระบบนิเวศซอฟต์แวร์ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แนวปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กรอบธรรมาภิบาลดิจิทัล การประยุกต์ใช้ด้านการทหาร และทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

AI จึงกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับไฟฟ้า โทรคมนาคม และอินเทอร์เน็ตในอดีต เคิร์ต แคมป์เบลล์ และรัช โดชี เคยเสนอไว้ในบทความใน Foreign Affairs เมื่อปี 2564 ว่า การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์จะเป็นตัวกำหนด "ระบบปฏิบัติการ" ของระเบียบภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และขณะนี้ AI ก็กำลังขยายบทบาทเสมือนระบบปฏิบัติการของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

ท้ายที่สุด สหรัฐฯ ไม่อาจชนะการแข่งขันด้วยการพัฒนาโมเดล AI ที่ก้าวหน้าที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประเทศต่างๆ มองว่าสหรัฐฯ คือพันธมิตรที่ตอบโจทย์เมื่อต้องการสร้าง นำไปใช้ และกำกับดูแล AI ตามเงื่อนไขของตนเอง

เป้าหมายจึงไม่ควรเป็นการบังคับให้ประเทศต่างๆ เลือกระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่คือการสร้างทางเลือกที่แท้จริง ก่อนที่โครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นในวันนี้ จะพัฒนาเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ยากจะเปลี่ยนแปลงในอนาคต

อ้างอิง: Hudson Institute, Global Times, digwatch, SCO, Nikkei Asia, AISI, AISI 2, US Mission to ASEAN, US Department of State, US Department of State 2, The White House, The Jakarta Post


แชร์
จีนเร่งขยาย ‘เส้นทางสายไหม AI’ มุ่งยึดอธิปไตยเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก