
จีนมุ่งเข้าสู่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระยะใหม่ จากเดิมที่ใช้เวลากว่าทศวรรษส่งออกถนน ท่าเรือ สายเคเบิลใยแก้วนำแสง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ขณะนี้ จีนกำลังขยายยุทธศาสตร์จากการเชื่อมโยงโลกทางกายภาพ ไปสู่การวางรากฐานทางเทคโนโลยีให้แก่ประเทศต่างๆ
ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน สิ่งที่จีนต้องการส่งออกในระยะต่อไปอาจสร้างผลกระทบลึกซึ้งยิ่งกว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม เพราะเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่ที่เทคโนโลยีชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ครอบคลุมระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งระบบ ตั้งแต่ชิป ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ไปจนถึงโมเดลพื้นฐาน แอปพลิเคชัน มาตรฐานทางเทคนิค การฝึกอบรมบุคลากร และกลไกกำกับดูแล
เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia เคยเตือนไว้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วว่า จีนจะเร่งส่งออกเทคโนโลยี AI ไปทั่วโลกในลักษณะ "BRI เวอร์ชัน AI" หากบริษัทอเมริกันปล่อยให้คู่แข่งจากจีนอย่าง Huawei ยึดครองตลาดไปได้ ความเสี่ยงสำคัญคือ ยิ่งประเทศหนึ่งเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับองค์ประกอบแต่ละชั้นของระบบเทคโนโลยีจีนมากเท่าไร การถอนตัวหรือเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่นก็จะยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น
แพทริก โครนิน และพินชาน ไล นักวิเคราะห์จาก Hudson Institute เปรียบเทียบไว้ว่า หาก BRI เคยสร้างความกังวลเรื่อง "กับดักหนี้" การผลักดันระบบนิเวศ AI ของจีนในครั้งนี้ก็อาจนำไปสู่ "กับดักเทคโนโลยี" ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดเพียงการพึ่งพาทางการค้า แต่ยังอาจเปิดทางให้จีนมีอำนาจต่อรองในระยะยาวเหนือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รัฐบาล เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศต่างๆ ต้องพึ่งพาในการดำเนินงาน
ด้วยเหตุนี้ การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการช่วงชิงดุลอำนาจทางทหารในแปซิฟิกตะวันตก หรือการควบคุมพื้นที่ภายในแนวหมู่เกาะชั้นที่หนึ่งอีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่การแย่งชิงอำนาจกำหนดรากฐานทางเทคโนโลยีของโลก พร้อมผลักให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องตัดสินใจว่า จะสร้างอนาคตดิจิทัลบนระบบนิเวศ AI ของจีน หรือเลือกเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเร่งรักษาสถานะผู้นำโลกไว้เช่นกัน
นับตั้งแต่ประกาศโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ในปี 2556 จีนใช้โครงการดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศโลกใต้ ทั้งผ่านการสนับสนุนเงินทุนแก่โครงสร้างพื้นฐาน การสร้างหลักประกันในการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ และการเชื่อมโยงประเทศต่างๆ เข้ากับสถาปัตยกรรมดิจิทัลของจีน
หลังจากนั้น สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้ทยอยเปิดตัวกรอบความร่วมมือระดับโลกที่มีความทะเยอทะยานมากขึ้น ตั้งแต่ข้อริเริ่มการพัฒนาระดับโลกในปี 2564 ข้อริเริ่มด้านความมั่นคงระดับโลกในปี 2565 ข้อริเริ่มอารยธรรมระดับโลกในปี 2566 ไปจนถึงข้อริเริ่มธรรมาภิบาลระดับโลกในปี 2568 แต่ละกรอบล้วนสะท้อนวิสัยทัศน์ของปักกิ่งต่อระเบียบระหว่างประเทศ พร้อมขยายโครงสร้างอิทธิพลของจีนให้กว้างไกลกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ
การทูต AI (AI Diplomacy) จึงถือเป็นพัฒนาการขั้นต่อไปของยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศดังกล่าว โดยจีนกำลังนำเครื่องมือทางการทูตมาผสานกับชุดเทคโนโลยี AI อย่างเป็นระบบ และต่อยอดจากเส้นทางสายไหมดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของ BRI อยู่แล้ว
หัวใจของยุทธศาสตร์นี้คือองค์การความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลก หรือ World AI Cooperation Organization (WAICO) ซึ่งขณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนออีกต่อไป
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ตัวแทนจาก 29 ประเทศได้ร่วมลงนามความตกลงจัดตั้ง WAICO อย่างเป็นทางการที่นครเซี่ยงไฮ้ ในฐานะองค์การระหว่างรัฐบาลอิสระที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเซี่ยงไฮ้ โดยหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ลงนามในนามรัฐบาลจีน มีอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เข้าร่วมพิธี และมีสมาชิกก่อตั้งอย่างอินโดนีเซีย รัสเซีย ปากีสถาน ลาว และคาซัคสถาน
ทั้งนี้ ข้อเสนอจัดตั้ง WAICO ถูกหยิบยกขึ้นครั้งแรกโดยหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ปี 2568 ก่อนที่สี จิ้นผิง จะย้ำข้อเสนอนี้อีกครั้งบนเวที APEC ช่วงปลายปีเดียวกัน
องค์การดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ประยุกต์ใช้ AI โมเดลโอเพนซอร์ส การฝึกอบรมทางเทคนิค มาตรฐานดิจิทัล และความช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐาน องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้จีนสามารถขยายระบบนิเวศ AI ไปยังประเทศต่างๆ ได้ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยี บุคลากร และมาตรฐาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการนำ AI ไปใช้งาน
การทูต AI ยังตอบสนองเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของจีนหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี การเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกของบริษัทจีน การสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพาระยะยาวกับประเทศกำลังพัฒนา และการขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวตั้งอยู่บนเสาหลัก 3 ด้านที่เกื้อหนุนกัน ได้แก่
หากจีนผลักดันยุทธศาสตร์นี้ได้สำเร็จโดยไม่มีคู่แข่งเข้ามาถ่วงดุล ความเป็นผู้นำด้าน AI อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของจีน ทั้งต่อเป้าหมายฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติและความทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจหลักของเอเชีย
นอกจากนี้ ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI จีนยังยิ่งตอกย้ำว่า โลกไม่อาจมองข้ามศักยภาพด้านเทคโนโลยีของจีนได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวโมเดล Kimi K3 ของ Moonshot AI เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ด้วยขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ ซึ่งถือเป็นโมเดลแบบ open-weight ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเปิดตัวมา ต่อเนื่องจากความสำเร็จของ DeepSeek ตลอดจนพัฒนาการของ Qwen จาก Alibaba และ Zhipu AI (ปัจจุบันใช้ชื่อ Z.ai ในตลาดต่างประเทศ) ซึ่งล้วนสะท้อนว่า AI ของจีนมีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ จนผลทดสอบบางด้านเริ่มประชันกับโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง ChatGPT, Claude และ Grok ได้แล้ว
ข้อมูลจากหน่วยงานประเมินของรัฐบาลชาติตะวันตกเองก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน สถาบันความมั่นคงปลอดภัยด้านปัญญาประดิษฐ์ของสหราชอาณาจักร (UK AI Security Institute: AISI) รายงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า โมเดลแบบ open-weight ชั้นนำ ซึ่งปัจจุบันล้วนเป็นโมเดลจีนอย่าง GLM-5.2 และ DeepSeek V4-Pro ตามหลังโมเดลปิดระดับแนวหน้าในด้านขีดความสามารถไซเบอร์เพียง 4-7 เดือน แคบลงจากช่วง 6-10 เดือนที่วัดได้ตลอดปี 2568
ขณะเดียวกัน ศูนย์มาตรฐานและนวัตกรรม AI (CAISI) ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังเคยประเมินช่องว่างระหว่างโมเดลแนวหน้าของสองประเทศไว้ราว 8 เดือนเมื่อเดือนพฤษภาคม และหลังการเปิดตัว Kimi K3 นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าช่องว่างอาจหดเหลือเพียงหลักสัปดาห์
อย่างไรก็ดี ผลประเมินร่วมของ UK AISI กับ CAISI ยังพบว่า Kimi K3 ตามหลังโมเดลแนวหน้าของสหรัฐฯ อยู่มากในภารกิจโจมตีไซเบอร์เชิงรุก สะท้อนว่าช่องว่างของแต่ละด้านความสามารถไม่เท่ากัน
อย่างไรก็ตาม จุดชี้ขาดของการแข่งขันไม่ได้อยู่เพียงว่าประเทศใดจะพัฒนาโมเดลที่มีขีดความสามารถสูงที่สุด แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถโน้มน้าวให้ประเทศต่างๆ เลือกวางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลไว้บนระบบนิเวศเทคโนโลยีของตนได้มากกว่ากัน
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 หนึ่งวันหลังพิธีลงนามจัดตั้ง WAICO สี จิ้นผิง กล่าวเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ที่นครเซี่ยงไฮ้ โดยนำเสนอความริเริ่มด้าน AI ในฐานะคุณูปการของจีนต่อมนุษยชาติ พร้อมส่งเสริม "ทางออกแบบจีน" ผ่านสิ่งที่จีนเรียกว่า "ความร่วมมือระหว่างประเทศในโลกใต้ที่ไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว" รวมทั้งประกาศว่าภายใน 5 ปี จีนจะมอบโควตาแลกเปลี่ยนและฝึกอบรมด้าน AI จำนวน 5,000 ที่ พร้อมจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือกับพันธมิตรจากอาเซียน สันนิบาตอาหรับ สหภาพแอฟริกา CELAC BRICS และ SCO
อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะวางกรอบความริเริ่มนี้ให้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ระบบดังกล่าวยังมีจีนเป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจน เนื่องจากโมเดล AI ของจีนจะทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานที่ผลิตหรือพัฒนาโดยบริษัทจีน ใช้มาตรฐานของจีน และค่อยๆ ฝังตัวเข้าไปในระบบดิจิทัลของประเทศต่างๆ
ดังนั้น ประเทศที่เลือกสร้างอนาคตดิจิทัลบนระบบนิเวศ AI ของจีนจึงอาจต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจีนในหลายระดับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และโมเดลพื้นฐาน ไปจนถึงระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล เทคโนโลยีสอดส่อง แพลตฟอร์มเมืองอัจฉริยะ ระบบชำระเงิน บริการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มาตรฐานทางเทคนิค และการฝึกอบรมแรงงาน
การพึ่งพาในลักษณะนี้แตกต่างจากการซื้อสินค้าเทคโนโลยีทั่วไป เพราะองค์ประกอบเหล่านี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบหลักที่รัฐบาลและสังคมใช้ดำเนินงานในชีวิตประจำวัน เมื่อประเทศหนึ่งลงทุนทั้งเงินทุน บุคลากร และข้อมูล รวมถึงปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับระบบเดียวกันแล้ว ต้นทุนในการเปลี่ยนผู้ให้บริการหรือย้ายไปใช้ระบบอื่นก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เปิดทางให้การพึ่งพาทางการค้าอาจพัฒนาไปเป็นอำนาจต่อรองทางการเมืองในระยะยาว
ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนนำเสนอการทูต AI ในฐานะเครื่องมือเพิ่มบทบาทและเสียงของกลุ่มประเทศโลกใต้ โดยใช้อำนาจดึงดูดจากโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่าการเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรยึดถืออุดมการณ์เดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังแนวทางดังกล่าวคือการขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีน ผ่านการฝังระบบ AI เข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
อินโดนีเซียเป็นตัวอย่างสำคัญ แม้อินโดนีเซียจะพยายามรักษาจุดยืนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่กลับตัดสินใจเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน 29 ชาติสมาชิกก่อตั้ง WAICO อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน บริษัทจีนอย่าง Alibaba และ JD.com เคยทุ่มลงทุนจำนวนมากในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของอินโดนีเซีย จนความเชื่อมโยงทางการค้าและการพึ่งพาเทคโนโลยีจีนหยั่งรากลึก แม้ JD.com จะปิดบริการอีคอมเมิร์ซ JD.ID ในอินโดนีเซียไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 เพื่อหันมาเน้นธุรกิจซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน แต่ Alibaba ยังคงมีบทบาทต่อเนื่องทั้งผ่านแพลตฟอร์ม Lazada และธุรกิจคลาวด์ในประเทศ
Huawei ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ของอินโดนีเซียและประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายแห่ง โครงข่ายเหล่านี้จึงกลายเป็นฐานที่จีนสามารถนำบริการ AI และระบบกำกับดูแลดิจิทัลเข้ามาต่อยอดได้ โดยไม่ต้องเริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
ยุทธศาสตร์เดียวกันยังปรากฏที่ท่าเรือน้ำลึกชานไคในเปรู ซึ่งก่อสร้างโดย COSCO บริษัทเดินเรือรัฐวิสาหกิจของจีน ท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าเรืออัตโนมัติเกือบเต็มรูปแบบ ใช้ระบบบริหารจัดการอัจฉริยะที่ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เครนไร้คนขับจาก ZPMC รถบรรทุกตู้สินค้าไฟฟ้าไร้คนขับจาก SAIC Motor ซึ่งล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจจีน ตลอดจนโครงข่าย 5G จาก Huawei
การที่ COSCO ถือหุ้นในสัดส่วน 60% ซึ่งมีอำนาจควบคุม จุดประกายความกังวลเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูล การสอดส่อง และผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์จากการฝังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของจีนไว้ในศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญในต่างประเทศ ชานไคจึงไม่ได้เป็นเพียงท่าเรือ แต่ยังเป็นตัวอย่างว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพจากโครงการ BRI สามารถเชื่อมต่อกับระบบนิเวศ AI เพื่อเสริมอิทธิพลของจีนได้อย่างไร
ด้านฝั่งสหรัฐฯ ภายหลังการยุบหน่วยงาน USAID มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงท่าทีพยายามรักษามาตรการความช่วยเหลือต่างประเทศที่ยังมีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมปรับทิศทางนโยบายไปสู่การทูตเชิงพาณิชย์ที่สนับสนุนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และการฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมของประเทศ
ปัจจุบัน สหรัฐฯ เริ่มมีเครื่องมือที่สามารถนำมาประกอบเป็นยุทธศาสตร์ AI ระหว่างประเทศได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น
ความริเริ่มเหล่านี้ได้รับแรงหนุนจากระบบนิเวศนวัตกรรมขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งมีบริษัทอย่าง Nvidia, OpenAI, Anthropic, Microsoft, Amazon, Google และ Oracle เป็นกำลังสำคัญ
อย่างไรก็ตาม มาตรการส่วนใหญ่ยังเน้นการเสริมความแข็งแกร่งด้านอุปทานและรักษาความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ มากกว่าการเป็นยุทธศาสตร์การทูต AI ที่ช่วยให้ประเทศพันธมิตรสร้างระบบของตนเองได้อย่างครบวงจร
จุดเปลี่ยนที่น่าจับตาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ระหว่างการเยือนกรุงมะนิลาของรูบิโอ เมื่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศข้อริเริ่มใหม่ภายใต้กรอบ Pax Silica ในชื่อ U.S.-ASEAN AI Spark ซึ่งจะสนับสนุนการส่งออก AI ของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการสนับสนุนทางการเงินและทางเทคนิคแก่รัฐบาลในภูมิภาคที่สนใจนำชุดเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ไปใช้ในงานภาครัฐ โดยยังต้องผลักดันงบประมาณร่วมกับรัฐสภาต่อไป
โครนินและไลเสนอว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าและขยายขอบเขต AI Spark อย่างจริงจัง ความริเริ่มดังกล่าวอาจกลายเป็นหัวใจของการทูต AI ฝั่งสหรัฐฯ โดยเปลี่ยนจากการนำเสนอเทคโนโลยีแบบแยกส่วน ไปสู่การเปิดให้ประเทศพันธมิตรเข้าถึงชุดเทคโนโลยี AI ทั้งระบบ
ตามข้อเสนอนี้ องค์ประกอบของ AI Spark อาจครอบคลุมตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ขีดความสามารถด้านการประมวลผล โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ศูนย์ข้อมูลที่ปลอดภัย โครงข่ายที่ยืดหยุ่นและทนทาน ตลอดจนแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ รวมถึงเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็กในพื้นที่ที่เหมาะสม
นอกจากโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพแล้ว ยังอาจรวมถึงซอฟต์แวร์ AI ระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา การศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงาน ความเชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาลดิจิทัล มาตรฐานทางเทคนิค กลไกทางการเงิน และความช่วยเหลือด้านกฎระเบียบ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศพันธมิตรสามารถสร้างขีดความสามารถด้าน AI ที่ตนเองเป็นเจ้าของและควบคุมได้ แทนการพึ่งพาผู้ให้บริการต่างชาติเพียงรายเดียว
ทั้งสองเปรียบแนวคิดนี้ว่าเป็น "แผนมาร์แชลด้าน AI" สำหรับยุคดิจิทัล แต่เป้าหมายไม่ใช่การสร้างการพึ่งพาสหรัฐฯ หากเป็นการช่วยให้ประเทศต่างๆ พัฒนาขีดความสามารถของตนเอง และหลีกเลี่ยงการผูกอนาคตด้านเทคโนโลยีไว้กับระบบนิเวศแบบอำนาจนิยมเพียงระบบเดียว
เพื่อผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง ทั้งสองยังเสนอให้สหรัฐฯ จัดตั้งกองทุนพัฒนาชุดเทคโนโลยี AI (AI Stack Development Fund) โดยเฉพาะ เพื่อช่วยประเทศพันธมิตรจัดหาเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ปลอดภัยและสามารถทำงานร่วมกับระบบอื่นได้
กลไกนี้อาจช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ กระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตร และเปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่บริษัทเทคโนโลยีทั้งจากสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรไปพร้อมกัน
อาเซียนคือภูมิภาคเป้าหมายแรกของ AI Spark อย่างเป็นทางการ ดังสะท้อนในชื่อเต็มของข้อริเริ่มว่า "U.S.-ASEAN AI Spark" เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่ที่จีนมีทั้งฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความสัมพันธ์ทางการค้าอยู่ก่อนแล้ว
การนำเสนอระบบ AI ที่เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม มีความน่าเชื่อถือ และสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอื่น จึงอาจช่วยให้ประเทศอาเซียนสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่ตนเองควบคุมได้ พร้อมกระชับความสัมพันธ์ระยะยาวกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร
การที่ฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีนี้ ก่อนส่งมอบตำแหน่งให้สิงคโปร์ช่วงสิ้นปี ถูกมองว่าเป็นจังหวะเหมาะสมในการสร้างแรงสนับสนุนระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศไม่ต้องการถูกบีบให้เลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แต่ต้องการทางเลือกที่ช่วยรักษาความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายดิจิทัลของตนเอง
สหรัฐฯ ยังได้เปรียบจากเครือข่ายพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และไต้หวัน ซึ่งมีขีดความสามารถครอบคลุมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ แอปพลิเคชัน AI และธรรมาภิบาลดิจิทัล
หากทำงานร่วมกัน ประเทศเหล่านี้อาจนำเสนอระบบนิเวศ AI ที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และมีผู้เล่นหลายฝ่าย เป็นทางเลือกแทนระบบที่กำหนดทิศทางโดยมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว
เดิมพันของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้ของบริษัทเทคโนโลยี เพราะประเทศที่เข้าไปมีบทบาทสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ตั้งแต่ระยะแรก ย่อมมีส่วนกำหนดทั้งมาตรฐานทางเทคนิค ระบบนิเวศซอฟต์แวร์ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แนวปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กรอบธรรมาภิบาลดิจิทัล การประยุกต์ใช้ด้านการทหาร และทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
AI จึงกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับไฟฟ้า โทรคมนาคม และอินเทอร์เน็ตในอดีต เคิร์ต แคมป์เบลล์ และรัช โดชี เคยเสนอไว้ในบทความใน Foreign Affairs เมื่อปี 2564 ว่า การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์จะเป็นตัวกำหนด "ระบบปฏิบัติการ" ของระเบียบภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และขณะนี้ AI ก็กำลังขยายบทบาทเสมือนระบบปฏิบัติการของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ
ท้ายที่สุด สหรัฐฯ ไม่อาจชนะการแข่งขันด้วยการพัฒนาโมเดล AI ที่ก้าวหน้าที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประเทศต่างๆ มองว่าสหรัฐฯ คือพันธมิตรที่ตอบโจทย์เมื่อต้องการสร้าง นำไปใช้ และกำกับดูแล AI ตามเงื่อนไขของตนเอง
เป้าหมายจึงไม่ควรเป็นการบังคับให้ประเทศต่างๆ เลือกระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่คือการสร้างทางเลือกที่แท้จริง ก่อนที่โครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นในวันนี้ จะพัฒนาเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ยากจะเปลี่ยนแปลงในอนาคต
อ้างอิง: Hudson Institute, Global Times, digwatch, SCO, Nikkei Asia, AISI, AISI 2, US Mission to ASEAN, US Department of State, US Department of State 2, The White House, The Jakarta Post