
วันนี้พลังงานกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก ทำให้หลาย ๆ ประเทศต่างต้องการลดการใช้พลังงานจากภายนอกให้ได้มากที่สุด และสำหรับสิงคโปร์ ประเทศเล็กที่แทบไม่มีทรัพยากรพลังงานของตัวเอง “แสงแดด” กำลังมีความหมายมากกว่าการเป็นพลังงานสะอาด เพราะมันกลายเป็นเครื่องมือช่วยลดต้นทุน และลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ
ทำไมโซลาร์เซลล์ถึงสำคัญกับสิงคโปร์มาก? เพราะกว่า 95% ของการผลิตไฟฟ้า สิงคโปร์ยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่นำเข้า และเมื่อราคาก๊าซในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนไฟฟ้าของสิงคโปร์จึงได้รับผลกระตบโดยตรง
แต่รายงานจาก Centre for Research on Energy and Clean Air (CREA) ชี้ว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ที่ราคาพลังงานพุ่งขึ้นหนักจากวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ ‘โซลาร์เซลล์’ สามารถลดต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และทำให้ประเทศประหยัดต้นทุนได้ราว 123.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 3,232 ล้านบาท
แม้โซลาร์จะช่วยประหยัดได้บางส่วน แต่สิงคโปร์ยังคงต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิงฟอสซิลขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึง 8.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.7 แสนล้านบาทในช่วง 6 เดือนหลังจากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้สิงคโปร์ติดอันดับที่ 13 จาก 171 ดินแดนทั่วโลกที่มีภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในช่วงเวลานั้น
แต่แนวทางการแก้ไขของสิงคโปร์คือ “การปรับเพิ่มเป้าหมายพลังงานแสงอาทิตย์”
แม้โซลาร์จะยังคิดเป็นเพียง 2% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดของสิงคโปร์ แต่รัฐบาลกำลังเพิ่มเป้าหมายกำลังการผลิตจาก 2 GWp เป็น 3 GWp ภายในปี 2573 หลังทำตามเป้าเดิมได้เร็วกว่าที่กำหนดไว้ในปี 2568 ซึ่งนี่จะเป็นการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เป็น 4% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งหมด
สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เคยขนส่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 20% ของโลก ดันให้ราคา LNG ในภูมิภาคเอเชียพุ่งสูงกว่าราคาล่วงหน้าก่อนเกิดสงครามกว่า 75% และในยุโรปพุ่งสูงขึ้น 60%
จากเหตุนี้ทำให้นักวิเคราะห์แนะนำให้สิงคโปร์เร่งกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม เช่น โซลาร์ลอยน้ำ ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ตลอดจนการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้า และการซื้อขายพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ สำนักงานตลาดพลังงานสิงคโปร์ (EMA) กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในท้องถิ่นปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติของสิงคโปร์ผูกอยู่กับราคาน้ำมันตามสัญญาการค้า ทำให้สิงคโปร์กำลังเร่งศึกษาการพัฒนาพลังงานสะอาดทางเลือกอื่น ๆ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง พลังงานไฮโดรเจน และแอมโมเนีย
ดังนั้น สำหรับสิงคโปร์ โซลาร์ไม่ได้มีความหมายแค่ “การลดคาร์บอน หรือลดบิลค่าไฟ” แต่คือการสร้าง ‘เกราะป้องกันความผันผวนของราคาพลังงานโลก’
รัฐบาลไทยกำลังผลักดัน “โซลาร์ประชาชน” โดยขยายเป้าหมายจาก 5,000 MW เป็น 10,000 MW หรือประมาณ 1 ล้านครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ
แต่ตัวเลขที่น่าสนใจอยู่ที่สถิติการนำเข้าโซล่าเซลล์ของไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีมูลค่าประมาณ 426.7 ล้านดอลลาร์ หรือ 14,934 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 88.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นคือ 99.3% ของการนำเข้าทั้งหมดมาจากจีน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 423.9 ล้านดอลลาร์ หรือ 14,836.5 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 107.1% จากปีก่อน
นี่จึงทำให้ภาพโซลาร์เซลล์ของไทยแตกต่างจากสิงคโปร์อย่างเห็นได้ชัด
สิงคโปร์กำลังใช้โซลาร์เพื่อลดการนำเข้าก๊าซ และลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลก ส่วนไทยกำลังใช้โซลาร์เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟ และสร้างตลาดพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ แต่ในเวลาเดียวกัน ไทยต้องบริหารความเสี่ยงอีกด้าน นั่นคือการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน
โจทย์สำคัญในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงแค่ว่าไทยจะติดโซลาร์ได้กี่เมกะวัตต์ แต่คือไทยจะสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมโซลาร์ของตัวเองได้มากแค่ไหน ในวันที่พลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของเศรษฐกิจโลก