Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
หุ้นไทยกลุ่มไหนยังน่าซื้อบ้าง เมื่อ Bond Yield สูง เงินไหลไปตราสารหนี้
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

หุ้นไทยกลุ่มไหนยังน่าซื้อบ้าง เมื่อ Bond Yield สูง เงินไหลไปตราสารหนี้

21 ก.ย. 69
13:12 น.
แชร์

เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yield) อยู่ในระดับสูง เงินลงทุนบางส่วนจะไหลไปที่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนและมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน

รอบนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขยับขึ้นแตะระดับ 5% ขณะที่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yield) ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี จนตลาดมองว่าเป็นจังหวะตราสารหนี้ต่างประเทศ เพราะผลตอบแทนที่แท้จริงกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

แล้วในวันที่ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น และตลาดหุ้นยังต้องรับมือกับดอกเบี้ยและความผันผวน หุ้นไทยยังมีโอกาสอยู่ตรงไหน หุ้นกลุ่มไหนบ้างที่น่าซื้อในเวลานี้ ?

TISCO Wealth Advisory แนะทยอยสะสมบอนด์ต่างประเทศ

ก่อนไปหาคำตอบว่าหุ้นไทยกลุ่มไหนน่าซื้อ มาดูกลยุทธ์การลงทุนตราสารหนี้กันหน่อยว่าควรลงทุนอย่างไร

TISCO Wealth Advisory แนะนำทยอยสะสม ‘ตราสารหนี้ต่างประเทศ’ หลัง real yield ของพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับขึ้นต่อเนื่องและแตะระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี โดยมองว่าผลตอบแทนที่แท้จริงในระดับปัจจุบันเปิดโอกาสให้การลงทุนในตราสารหนี้สร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

ปัจจุบัน real yield อยู่สูงกว่า 2.5% ขณะที่ข้อมูลย้อนหลัง 20 ปีพบว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยของตราสารหนี้ทั่วโลกจะค่อย ๆ สูงขึ้นเมื่อเข้าลงทุนในช่วงที่ real yield เริ่มเป็นบวก และหากลงทุนในช่วงที่ real yield สูงกว่า 2% ผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 6 เดือนอยู่ที่ 4.33% และช่วง 12 เดือนอยู่ที่ 7.79%

TISCO Wealth Advisory ระบุว่า นอกจากโอกาสสร้างผลตอบแทนแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ต โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดลงทุนมีความผันผวนสูง

ทั้งนี้ การขยับขึ้นของ real yield เกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps สู่ระดับ 3.75-4.00% และจาก Fed dot-plot คาดว่าจะปรับขึ้นอีก 25 bps สู่ระดับ 4.00-4.25% ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 bps สู่ระดับ 1.25% และคาดว่าจะปรับขึ้นอีก 25 bps เช่นเดียวกับสหรัฐฯ โดยทั้งสองประเทศยังมีเป้าหมายเพื่อชะลอเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากราคาพลังงาน

หุ้นไทยได้ 3 ปัจจัยหนุน

ในฝั่งตลาดหุ้นไทย บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจาก 3 สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ได้แก่

1. Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (outlook) ของประเทศไทยจาก ‘Negative’ เป็น ‘Stable’ บนอันดับความน่าเชื่อถือ BBB+ ซึ่งสอดคล้องกับสถาบันหลักอย่าง Moody’s และ S&P ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพของต้นทุนการระดมทุนทั้งในตลาดพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชน ปัจจัยนี้เป็นบวกต่อแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ (fund flow) ให้มีโอกาสไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย

2. การต่ออายุมาตรการกระตุ้นการบริโภค ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ (แจก 1,000 บาท ระยะเวลา 2 เดือน) เพื่อกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติมและเร่งการหมุนเวียนของเงินในระบบ ซึ่งเฟสแรกสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสะสมสูงถึง 1.61 แสนล้านบาท โดยมีประชาชนได้รับสิทธิ์กว่า 26 ล้านคน และร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1.2 ล้านราย ประเด็นนี้สร้าง sentiment เชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม ร้านอาหาร (CPALL, CPAXT, CRC, BJC, OSP, CBG)

3. ตัวเลขส่งออกไทยเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งตลาดคาดตัวเลขการส่งออกจะขยายตัวสูงถึง 24.8%YOY เร่งตัวขึ้นจาก 21.6% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเติบโตในทิศทางเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้เป็นต้น โดยการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของการส่งออกช่วยหนุนประมาณการ GDP เนื่องจาก ภาคการส่งออกสินค้าและบริการของไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ถึง 70% ของ GDP โดยกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ คือ อุตสาหกรรมภาคการผลิตการส่งออก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหารและเกษตรแปรรูป เช่น DELTA, KCE, SAT, AH, CPF, TU, ITC, GFPT

เอเซีย พลัสแนะหุ้น Domestic ที่กำไร Q4 เด่น และยัง Laggard

เอเซีย พลัส จับตาว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การหมุนเวียนของเงินลงทุน (sector rotation) โดยในช่วงที่ผ่านมาเงินลงทุนเริ่มขยับจากหุ้นที่อิงเศรษฐกิจโลก (global play) ที่มีความผันผวนสูง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) พลังงาน (ENERG) และปิโตรเคมี (PETRO) เพื่อย้ายเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่มหุ้นอิงเศรษฐกิจภายในประเทศ (domestic play) มากขึ้น

กลุ่มที่มีแรงซื้อเข้ามา ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ (BANK) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และ REITs (PF&REIT) บรรจุภัณฑ์ (PKG) ประกันภัย (INSUR) การเงิน (FIN) และพาณิชย์ (COMM) โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา BANK เพิ่มขึ้น 2.99% PF&REIT เพิ่มขึ้น 2.37% PKG เพิ่มขึ้น 1.77% INSUR เพิ่มขึ้น 1.76% FIN เพิ่มขึ้น 1.19% และ COMM เพิ่มขึ้น 1.10%

ดังนั้น กลยุทธ์ช่วงนี้ เอเซีย พลัสแนะนำให้เน้นหุ้นที่มีปัจจัยหนุนผลประกอบการไตรมาส 4/2569 แต่ราคายังอยู่ในโซน laggard โดยใช้ 3 ปัจจัยเป็นโจทย์หลัก ได้แก่ หุ้น domestic play ที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2569 จะออกมาโดดเด่น และระดับราคายังอยู่ในโซน laggard เมื่อเทียบกับตลาด

หุ้นที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ BDMS และ BCH จากปัจจัยการเข้าสู่ไฮซีซันของธุรกิจโรงพยาบาล CBG และ BJC จากการบริโภคในประเทศ CPN จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทราฟฟิกช่วงปลายปี THAI, CENTEL และ ERW จากไฮซีซันของการท่องเที่ยว รวมถึง MTC และ TIDLOR ที่ได้ประโยชน์จากกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศ โดยต้องติดตามแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ควบคู่กัน

CBG-BJC-BDMS หุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว

หุ้นที่เอเซีย พลัสระบุว่า เป็นหุ้นเด่นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้แก่

CBG : รับผลประโยชน์โดยตรงจากมาตรการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2’ ดันยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังฟื้นตัวแรง ผสานแนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 3 และ 4 เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น

BJC : รับ sentiment เชิงบวก จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐผ่านห้างบิ๊กซี และราคาหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรง +9.09% สะท้อนแรงซื้อสลับเข้ากลุ่ม domestic laggard อย่างชัดเจน

BDMS : หุ้นปลอดภัยในกลุ่มการแพทย์ที่ราคายังคง Laggard ตลาด แต่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง คาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 4 จะเติบโตโดดเด่นตามการฟื้นตัวของคนไข้ชาวต่างชาติและโรคตามฤดูกาล

BLS ชี้เป้าหุ้นกลุ่มที่มี Earnings Momentum

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ทิศทางกำไรของบริษัทจดทะเบียน โดย BLS Wealth Research มองว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ ‘กำไร’ เริ่มกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง เพราะประมาณการกำไรตลาดเดือนกันยายนถูกปรับขึ้น 0.7% จากเดือนก่อนหน้า (MoM) และเพิ่มขึ้น 15.6% จากต้นปี (YTD) สะท้อนภาพ earnings cycle ที่ยังมีแรงส่งเป็นบวก

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของกำไรเริ่มไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกกลุ่ม โดยแรงขับเคลื่อนส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่บางธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและภาวะเศรษฐกิจ

กลุ่มปิโตรเคมีมีการปรับประมาณการกำไรขึ้น 6.2% จากเดือนก่อน นำโดย PTTGC และ IVL ขณะที่กลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้น 1.8% โดยมี BCP, TOP และ SPRC เป็นแรงหนุน รวมถึง PTT ที่ถูกปรับประมาณการขึ้นอีก 2% ส่วนกลุ่มเกษตรได้แรงหนุนจากราคายางที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประมาณการกำไรของ STA ถูกปรับขึ้นถึง 26%

ในทางกลับกัน หุ้นที่มีต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาพลังงานยังเผชิญแรงกดดัน เช่น PTG และ OR รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM และ GPSC ขณะที่ธุรกิจที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างอสังหาริมทรัพย์ ก็ยังเห็นการปรับประมาณการกำไรลงในบางบริษัท

BLS Wealth Research มองว่า ทิศทางกำไรของแต่ละบริษัทเริ่มแตกต่างกันมากขึ้น แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยมีทั้งหุ้นที่ได้รับการปรับประมาณการขึ้นและหุ้นที่ถูกปรับลดลง ทำให้ปัจจัยเฉพาะบริษัทมีบทบาทต่อการเลือกลงทุนมากขึ้น

BLS Wealth Research มองว่า CRC เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของอัตรากำไร โดยคาดว่ากำไรหลักไตรมาส 3/2569 จะเติบโต 25-30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมยังเติบโต (SSSG) และ GO WHOLESALE เริ่มเห็นประโยชน์จาก economies of scale

ด้าน CBG แม้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้นอาจกดดันกำไรในระยะสั้น แต่การเติบโตของปริมาณขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ รวมถึงส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นแรงหนุนสำคัญ

ส่วน BH และ BDMS กำลังเข้าสู่ช่วงที่กำไรมีโอกาสฟื้นตัวตามฤดูกาล จากการกลับมาของผู้ป่วยไทยและตะวันออกกลาง ขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลเข้าสู่ไฮซีซันในช่วงครึ่งปีหลัง

ฝั่งการท่องเที่ยว AOT, AWC และ CENTEL ยังมีปัจจัยหนุนจากไฮซีซัน โดยจำนวนเที่ยวบินตาม winter slots ของ AOT เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ต่อห้องพักของ AWC และ CENTEL ยังเติบโต

ขณะที่ AMATA ได้แรงหนุนจากความต้องการที่ดินของผู้ประกอบการ data center โดยเฉพาะพื้นที่ชลบุรี ประกอบกับการโอนที่ดินในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งช่วยเพิ่ม earnings visibility

และอีกหนึ่งตัวที่ BLS มองว่าน่าสนใจ คือ GUNKUL ซึ่งกำลังเห็นการฟื้นตัวของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม และยังมีโอกาสเติบโตจากการลงทุนในระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าในระยะถัดไป

แชร์
หุ้นไทยกลุ่มไหนยังน่าซื้อบ้าง เมื่อ Bond Yield สูง เงินไหลไปตราสารหนี้