
หลังจากใช้เวลากว่า 60 ปีสร้าง Berkshire Hathaway จากธุรกิจสิ่งทอที่กำลังตกต่ำในนิวอิงแลนด์ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของสหรัฐฯ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) วัย 96 ปี กำลังถอยออกจากบทบาทผู้นำบริษัทอีกขั้นหนึ่ง โดยเปลี่ยนสถานะจาก ‘ประธานกรรมการ’ (Chairman) เป็น ‘ประธานกิตติมศักดิ์’ (Chairman Emeritus) และยังคงเป็นกรรมการและให้คำแนะนำแก่ Berkshire ต่อไป พร้อมส่งต่อตำแหน่ง ‘ประธานกรรมการ’ ให้กับโฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Howard Buffett) ลูกชายวัย 71 ปี
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นในเวลา 9 เดือนหลังจาก เกร็ก อาเบล (Greg Abel) เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) แทนบัฟเฟตต์ ซึ่งในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นที่เผยแพร่พร้อมกับการประกาศ บัฟเฟตต์อธิบายว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามั่นใจกับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มาจากเกร็ก อาเบล ซึ่งทำหน้าที่ CEO ได้เกินกว่าที่คาดหวัง และเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องสำคัญของบริษัทมาระยะหนึ่งแล้ว
“ผมไม่ต้องคิดซ้ำสองกับการตัดสินใจของเขาเลย” บัฟเฟตต์เขียน ก่อนจะบอกว่า เมื่อถึงเวลานี้ จึงเหมาะสมที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านเสร็จสมบูรณ์
บัฟเฟตต์บอกบทบาทของลูกชายชัดเจนว่า “เกร็กเป็นคนบริหารบริษัท ส่วนโฮเวิร์ดจะทำหน้าที่ดูแลวัฒนธรรมและค่านิยมของ Berkshire ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีค่ามากกว่าสิ่งอื่นใดในงบดุลของเรา” พร้อมเปรียบโฮเวิร์ดว่าเป็นเหมือนกรมธรรม์ที่ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของ และหวังว่าจะไม่มีวันจำเป็นต้องเรียกร้องสินไหมจากกรมธรรม์นี้เลย
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้นอกจากเป็นการส่งต่อตำแหน่งแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่บัฟเฟตต์มองเห็น Berkshire เดินทางมาถึงจุดที่พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น บัฟเฟตต์เขียนว่า “โฮเวิร์ดใส่ใจ Berkshire อย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับกรรมการทุกคนของเรา ไม่มีบริษัทใดที่ให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นมากไปกว่า Berkshire อีกแล้ว การได้ทำหน้าที่เป็นประธานของพวกคุณถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต และผมไม่เคยละเลยหรือมองข้ามความไว้วางใจที่พวกคุณมอบให้เลยแม้แต่น้อย
“กาลเวลาเป็นผู้ชนะเสมอ แต่กาลเวลาก็ยังเมตตาต่อผม โดยมอบโอกาสให้ผมได้เห็น Berkshire เดินทางมาถึงจุดที่ผมมีความมั่นใจมากกว่าที่เคยกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ บริษัทอยู่ในมือที่ดี และผมตั้งตารอที่จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นเคียงข้างพวกคุณต่อไป”
ในโอกาสการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของบริษัทที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง SPOTLIGHT ชวนไปทำความรู้จัก โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ ซึ่งกำลังจะขึ้นมารับตำแหน่งประธานบริษัท Berkshire Hathaway ว่า นอกจากการเป็นลูกชายของวอร์เรน บัฟเฟตต์ แล้ว เขาเป็นใคร เคยทำอะไรมาบ้าง และเขามีอะไรที่เหมือนกัน และมีอะไรที่ต่างจากพ่อผู้เป็นตำนานอย่างไร
โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ เป็นลูกคนที่สองและเป็นลูกชายคนโตจากลูกทั้งหมด 3 คน ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ กับซูซาน ทอมป์สัน บัฟเฟตต์
เขามีความแตกต่างกับพ่อในแง่ความสนใจและการใช้ชีวิต ซึ่งส่งผลต่อเส้นทางอาชีพในเวลาต่อมา โฮเวิร์ดชอบการทำฟาร์มและกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยตอนอายุ 5 ขวบ เขาได้เปลี่ยนสนามหลังบ้านให้เป็นไร่ข้าวโพด
วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยบอกในสารคดีของ CBS ว่า ตัวเขาเองมีความสุขกับการแค่นั่งดูฟุตบอลเฉย ๆ ขณะที่โฮเวิร์ดชอบทำสิ่งใหญ่ ๆ และมีความสุขเมื่อได้ทำงานหนัก ไม่ว่าจะเป็นการขับเครื่องจักรในฟาร์มหรือการลงมือทำงานภาคสนามด้วยตัวเอง
โฮเวิร์ดเคยพูดในสารคดีของ CBS ว่า “ดูเหมือนว่าไม่ว่าผมจะทำอะไรก็คงไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับสิ่งที่เขา [พ่อ] ทำ” พร้อมอธิบายว่า ในสายตาของโลก ตัวเขาคงไม่มีวันประสบความสำเร็จเท่ากับวอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนและธุรกิจ แต่สำหรับตัวเขาเอง เรื่องนี้ไม่เป็นไร เพราะพ่อและแม่ของเขาก็บอกชัดเจนมาตลอดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล
วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า ไม่มีประโยชน์ที่โฮเวิร์ดจะพยายามแข่งขันกับตัวเขา เพราะโฮเวิร์ดไม่ได้เล่นเกมเดียวกับเขา และสิ่งที่โฮเวิร์ดควรทำคือ ‘มีเกมของตัวเอง’
สิ่งหนึ่งที่โฮเวิร์ดมีเหมือนกับพ่อ คือ เขามีความผูกพันและมีประสบการณ์ในบริษัท โดยเขาเข้าร่วมเป็นกรรมการ Berkshire ตั้งแต่ปี 1993 และอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อเนื่องมานาน 33 ปี ซึ่งวอร์เรน บัฟเฟตต์บอกว่า เป็นช่วงเวลาฝึกงานที่ยาวนานกว่าระยะเวลาที่ตัวเขาเองเคยเป็นกรรมการก่อนเข้าควบคุม Berkshire เมื่ออายุ 34 ปี
การแต่งตั้งโฮเวิร์ดไม่ใช่การเลือกผู้บริหารจากภายนอกเข้ามารับช่วงต่ออย่างกะทันหัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนสืบทอดตำแหน่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์พูดถึงมานาน โดยในปี 2011 บัฟเฟตต์เคยเปิดเผยว่า อยากให้โฮเวิร์ดเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธาน Berkshire
วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยพูดกับ The Wall Street Journal อย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุผลหนึ่งที่โฮเวิร์ดได้ตำแหน่งนี้ก็คือ “เขาเป็นลูกชายของผม” โดย The Wall Street Journal ระบุว่า นี่คือคุณสมบัติหลักประการหนึ่งที่ทำให้โฮเวิร์ดได้รับตำแหน่งประธาน Berkshire
โฮเวิร์ดเคยพูดถึงการเตรียมตัวสำหรับตำแหน่งประธาน Berkshire ว่า เขารู้สึกว่าตัวเองพร้อม เพราะวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นคนเตรียมความพร้อมให้เขามาเป็นเวลานาน ทั้งจากอิทธิพลและบทเรียนที่มอบให้ตลอดชีวิต
โฮเวิร์ดยังกล่าวว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาคุ้นเคยกับการทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้แน่ใจตั้งแต่แรกว่าจะทำอย่างไร และเรียนรู้ไปตามทาง
คำพูดนี้อาจเป็นสิ่งที่อธิบายตัวตนของโฮเวิร์ดได้ดี แม้ว่าเขาไม่ได้เป็นนักลงทุนผู้เก่งกาจแบบพ่อ แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกัน คือ การเป็นนักเรียนรู้ที่พร้อมเรียนรู้และพัฒนาตัวเองเสมอ
โฮเวิร์ดเคยอธิบายกับ The Wall Street Journal ว่า วัฒนธรรมของ Berkshire ไม่ได้ซับซ้อน แต่ประกอบด้วยการทำสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบง่าย ทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเป็นธรรม เคารพผู้จัดการและผู้ถือหุ้น รวมถึงบอกข่าวร้ายอย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์
ในส่วนเส้นทางชีวิต ทั้งคู่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นที่รู้จักในฐานะนักลงทุนและผู้จัดสรรเงินทุน ขณะที่โฮเวิร์ดมีประสบการณ์ในหลายด้าน ตั้งแต่การทำฟาร์ม การอนุรักษ์ การเขียนหนังสือ งานด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงงานด้านมนุษยธรรม
โฮเวิร์ดเคยเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย 3 แห่ง แต่ไม่ได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยใด ก่อนจะเริ่มทำฟาร์มทางตอนเหนือของโอมาฮาในปี 1986 และยังทำฟาร์มข้าวโพดและถั่วเหลืองทั้งในรัฐเนบราสกาและอิลลินอยส์มาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้น เขายังทำงานด้านการอนุรักษ์ ถ่ายภาพ และเขียนหนังสือเกี่ยวกับการอนุรักษ์ สัตว์ป่า และเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์มากกว่าสิบเล่ม รวมถึงมีผลงานที่ติดอันดับหนังสือขายดีของ The New York Times และเคยเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับรางวัลด้วย
อีกด้านหนึ่ง โฮเวิร์ดเคยทำงานด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเคยเป็นนายอำเภอของเทศมณฑลเมคอน (Macon County) ในรัฐอิลลินอยส์ และมีประสบการณ์ทำงานด้านนี้รวมประมาณหนึ่งทศวรรษ
นอกจากนี้ เขายังมีเคยเป็นกรรมการของบริษัทและองค์กรหลายแห่ง รวมถึง Coca-Cola, ConAgra Foods, Archer Daniels Midland, Agro Tech, Coca-Cola Enterprises, FirsTier Financial และ Lindsay Corporation โดยบางแห่งเขาเคยทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการด้วย
อีกด้านที่โฮเวิร์ดมีความเหมือนพ่อ คือ การให้ความสำคัญกับงานเพื่อสังคม แต่เส้นทางของทั้งคู่ไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน โฮเวิร์ดเริ่มทำงานด้านการช่วยเหลือผู้คนผ่านมูลนิธิของตัวเอง โดยนำความรู้ด้านการเกษตรเข้าไปทำงานกับเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนา หลังจากได้เห็นปัญหาความหิวโหยและความยากจนจากการเดินทางลงพื้นที่
โฮเวิร์ดเป็นประธานและซีอีโอของมูลนิธิ ‘Howard G. Buffett Foundation’ มาตั้งแต่ปี 1999 โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เข้าไปสนับสนุนงานด้านมนุษยธรรมในยูเครน รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ทั่วโลก
โฮเวิร์ดเล่าว่า เมื่อได้เห็นผู้คนจำนวนมากที่ไม่มีอาหารเพียงพอ ไม่มีน้ำสะอาด หรือไม่มีระบบสุขาภิบาล เขารู้สึกว่าเขาเข้าใจเรื่องการเกษตรและน่าจะสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยได้ ดังนั้น มูลนิธิของเขาจึงมุ่งทำงานด้านความมั่นคงทางอาหาร การบรรเทาความขัดแย้ง และการต่อต้านการค้ามนุษย์
นอกจากนั้น โฮเวิร์ดยังเคยทำหน้าที่เป็นทูตสันถวไมตรีด้านการต่อต้านความหิวโหยของโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (WEP) และเดินทางไปแล้วมากกว่า 150 ประเทศ
ขณะที่ในช่วงเวลานั้น วอร์เรน บัฟเฟตต์ยังไม่ได้มีภาพของการเป็นนักการกุศลในแบบที่คนทั่วไปรู้จักกันในเวลาต่อมา สารคดีของ CBS ระบุว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยลังเลที่จะบริจาคทรัพย์สินก้อนใหญ่ ก่อนจะสร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศในปี 2006 ว่าจะบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้กับงานการกุศล โดยมอบเงินประมาณ 31,000 ล้านดอลลาร์ให้กับ Gates Foundation
การเปลี่ยนแปลงของวอร์เรนทำให้โฮเวิร์ดต้องมองความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับงานเพื่อสังคมในอีกมุมหนึ่ง เพราะตัวเขาเองรู้มาตั้งแต่เด็กว่าจะไม่ได้รับทรัพย์สินส่วนใหญ่ของพ่อ และยอมรับว่าในบางครั้งก็รู้สึกหงุดหงิด เพราะหากมีเงินมากกว่านี้ เขาคิดว่าตัวเองน่าจะสามารถทำอะไรได้มากขึ้น รวมถึงกับงานของมูลนิธิเอง
อ้างอิง : Berkshire Hathaway, CBS, Reuters, Financial Times, CNBC