
เอกสาร 13F ของเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ (Berkshire Hathaway) ที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนของสหรัฐฯ กำลังสร้างความฮือฮาในตลาดอย่างมาก เพราะเอกสารนี้เผยให้เห็นว่า Berkshire ปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ เป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากยุควอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) สู่ยุคของเกร็ก เอเบล (Greg Abel) อย่างเป็นรูปธรรม
เพียงไตรมาสแรกภายใต้การนำของประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ พอร์ตหุ้นของ Berkshire ถูกยกเครื่องครั้งใหญ่ ทั้งการลดจำนวนบริษัทในพอร์ตลงทุน การขายหุ้นออกจำนวนมาก การเพิ่มน้ำหนักในหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Alphabet บริษัทแม่ของ Google และการกลับเข้าสู่ธุรกิจสายการบินโดยลงทุนในสายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ส (Delta Air Lines) ทั้งที่บัฟเฟตต์เคยถอนตัวจากอุตสาหกรรมนี้ในช่วงโควิด-19 และเคยบอกว่าเป็นธุรกิจที่ใช้เงินทุนเยอะแต่กำไรไม่ดี
ณ สิ้นไตรมาสแรก พอร์ตการลงทุนของ Berkshire มีหุ้นจดทะเบียนในสหรัฐฯ จำนวน 29 บริษัท มูลค่ารวมประมาณ 263,100 ล้านดอลลาร์ จำนวนหุ้นลดลงถึง 13 บริษัทจากไตรมาสก่อนหน้า และเบิร์กเชียร์ยังคงสถานะ ‘ผู้ขายสิทธิ’ หรือขายมากกว่าซื้อ ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 14 โดยซื้อหุ้นรวมมูลค่าประมาณ 15,900 ล้านดอลลาร์ และขายมากถึง 24,100 ล้านดอลลาร์
สิ่งที่เปลี่ยนชัดที่สุดคือ ‘ความเข้มข้น’ หรือการกระจุกตัวของพอร์ต เพราะหุ้นเพียง 5 ตัวแรก ได้แก่ Apple, American Express, Coca-Cola, Bank of America และ Chevron รวมกันคิดเป็น 67.1% ของพอร์ตทั้งหมด และหากนับ 10 อันดับแรก สัดส่วนจะสูงถึง 91% ของพอร์ต สะท้อนว่า Berkshire กำลังเลือกถือหุ้นน้อยตัวลง แต่เดิมพันหนักขึ้น
แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อความในจดหมายผู้ถือหุ้นของเกร็ก เอเบล ที่ระบุว่า Berkshire จะยังคงใช้แนวทางลงทุนแบบ ‘concentrated approach’ หรือการลงทุนแบบกระจุกตัวในบริษัทที่ Berkshire เข้าใจธุรกิจ เชื่อมั่นในผู้บริหาร และมองว่าสามารถสร้างมูลค่าในระยะยาวได้
ซีอีโอคนใหม่ของ Berkshire ระบุด้วยว่า หุ้นหลักอย่าง Apple, American Express, Coca-Cola และ Moody’s จะยังเป็นแกนกลางของพอร์ตต่อไป และอาจมีการปรับน้ำหนักครั้งใหญ่เฉพาะเมื่อมุมมองต่อศักยภาพระยะยาวของธุรกิจเปลี่ยนไปเท่านั้น
Berkshire ขายหุ้นออกเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งคือการล้างพอร์ตที่เดิมอยู่ภายใต้การดูแลของ ทอดด์ คอมบ์ส (Todd Combs) อดีตผู้จัดการการลงทุนของ Berkhire หลังจากคอมบ์สย้ายไปทำงานกับ JPMorgan
โดย Berkshire ขายหุ้นออกทั้งหมด 16 บริษัท ได้แก่
ส่วนหุ้นที่ถูกขายปรับลดน้ำหนักการถือลง ได้แก่
ทั้งนี้ Chevron เป็นหุ้นที่ถูกลดน้ำหนักการถือครองลงมากสุดถึง 35% ขณะที่ยัง overweight กลุ่มพลังงาน แต่ถึงอย่างนั้น Berkshire ก็ยังถือ Chevron เป็นมูลค่ากว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ยังเป็นหนึ่งใน core holding ของพอร์ต
ส่วน Constellation ถูกลดน้ำหนักถึง 95% จนแทบเกลี้ยงพอร์ต และในรายงานของฟอร์บส (Forbes) ระบุว่า หุ้นขนาดเล็กบางตัวที่เหลืออยู่ เช่น Liberty Live, Nucor และ Constellation อาจถูกขายออกทั้งหมดในไตรมาสถัดไป
ส่วนฝั่งการซื้อเข้า ในไตรมาสแรกปีนี้ Berkshire ได้เพิ่มการถือครองหุ้นใหม่ 2 บริษัท ได้แก่
นอกจากนั้นยังมีการซื้อเพิ่มน้ำหนัก 3 บริษัท ได้แก่
Berkshire ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือครองหุ้น Apple ในไตรมาสล่าสุด หลังจากที่ลดสัดส่วนลงในสามไตรมาสก่อนหน้า
ณ ไตรมาส 1 ปีนี้ Apple ยังคงเป็นหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งในพอร์ตของ Berkshire คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 22% ของพอร์ต
ทั้งนี้ หุ้น Apple เคยมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของพอร์ตหุ้นทั้งหมดของ Berkshire ก่อนที่จะเริ่มทยอยขายในปี 2024 และในไตรมาสล่าสุดถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายไตรมาสที่ไม่มีการขายเพิ่ม
หุ้นตัวหนึ่งที่สะท้อนทิศทางใหม่ของ Berkshire ได้ชัดที่สุด คือ Alphabet ซึ่ง Berkshire เพิ่มจำนวนหุ้น Alphabet ถึง 224% ในไตรมาสเดียว ผ่านทั้งการเปิดสถานะในหุ้น Class C (GOOG) และเพิ่มการถือครองหุ้น Class A (GOOGL) ที่เริ่มซื้อในช่วงไตรมาส 3 ปี 2025
หลังการเพิ่มน้ำหนักครั้งใหญ่ Alphabet กลายเป็นหุ้นใหญ่อันดับ 7 ของ Berkshire ด้วยมูลค่ารวมกว่า 16,600 ล้านดอลลาร์
ด้วยขนาดของดีลที่ใหญ่มาก การตัดสินใจครั้งนี้จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นการเคลื่อนไหวระดับผู้จัดการพอร์ตทั่วไป และน่าจะเป็นดีลที่เกร็ก เอเบล ซีอีโอใหม่มีบทบาทสำคัญมาก
ทั้งนี้ Alphabet ถือเป็นบริษัทที่แตกต่างจาก DNA ดั้งเดิมของ Berkshire ในหลายด้าน เพราะนอกจากธุรกิจโฆษณาออนไลน์และเสิร์ชเอนจินแล้ว บริษัทแม่ของ Google ยังอยู่ในศูนย์กลางการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านแพลตฟอร์ม Gemini รวมถึงธุรกิจคลาวด์และ YouTube
ก่อนหน้านี้ บัฟเฟตต์เคยกล่าวถึง Google ว่า “ผมไม่เข้าใจเทคโนโลยีมากพอจะรู้ว่านี่คือบริษัทที่จะชนะการแข่งขันจริงหรือไม่” แต่ปัจจุบัน Berkshire กลับถือหุ้น Alphabet ในระดับที่ใหญ่กว่าหุ้นจำนวนมากที่เคยเป็น core holding ในอดีต
ด้านผลลัพธ์จากการเพิ่มน้ำหนัก Alphabet ไม่ปล่อยให้รอนาน เพราะหลังสิ้นไตรมาสแรกของปีนี้ ราคาหุ้น Alphabet ปรับตัวขึ้นต่ออีกประมาณ 38% ภายในเวลาเพียงราว 6 สัปดาห์ ทำให้ดีลนี้กลายเป็นหนึ่งในการเดิมพันที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดของ Berkshire ในระยะสั้น
อีกหนึ่งดีลที่สร้างความประหลาดใจ คือ การกลับเข้าสู่ธุรกิจสายการบินผ่าน Delta Air Lines โดย Berkshire ซื้อหุ้น Delta ประมาณ 39.8 ล้านหุ้น มูลค่าราว 2,600-2,800 ล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 ของ Delta ด้วยสัดส่วนประมาณ 6.06%
ดีลนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะ Berkshire ไม่มีหุ้นสายการบินอยู่ในพอร์ตเลยนับตั้งแต่ปี 2020 หลังบัฟเฟตต์เทขายหุ้นทั้งหมดใน Delta Air Lines, American Airlines, Southwest Airlines และ United Airlines ระหว่างวิกฤตโควิด-19
ในการประชุมผู้ถือหุ้นปี 2020 บัฟเฟตต์กล่าวไว้ว่า “โลกของธุรกิจสายการบินเปลี่ยนไปแล้ว” แต่หากย้อนไปไกลกว่านั้น จะเห็นว่าบัฟเฟตต์เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่มีทัศนะเชิงลบต่อสายการบินมายาวนาน เขาเคยเขียนในจดหมายผู้ถือหุ้นปี 2007 โดยชี้ว่าธุรกิจสายการบินเป็นตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจที่ “เติบโตเร็ว ใช้เงินลงทุนสูง และทำกำไรต่ำ”
ดังนั้น การที่ Berkshire กลับมาซื้อ Delta จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณที่สะท้อน ‘ลายเซ็นของทีมบริหารยุคใหม่’
ส่วนฝั่ง Delta เองก็มีพัฒนาการแตกต่างจากช่วงก่อนโควิด เพราะหลังกลับมามีกำไรอีกครั้งในปี 2022 ก็สามารถทำกำไรต่อเนื่องทุกปีจนถึงปัจจุบัน
อีกดีลใหม่ของ Berkshire คือ การเข้าซื้อหุ้น Macy’s มูลค่าประมาณ 55-59 ล้านดอลลาร์
แม้จะเป็นสัดส่วนเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดพอร์ต แต่ดีลนี้ได้รับความสนใจเพราะ Macy’s เป็นบริษัทที่ถูกกดดันจากอีคอมเมิร์ซมานาน และราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดที่สร้างได้ โดยหากไม่นับช่วงวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตการเงินโลก ไตรมาสที่ผ่านมา Macy’s มีอัตราผลตอบแทนจากกระแสเงินสดอิสระ (free cash flow yield) สูงที่สุดในรอบ 20 ปี
อย่างไรก็ตาม ขนาดการลงทุนที่เล็กใน Macy's ทำให้หลายฝ่ายมองว่าไม่น่าใช่ดีลที่บัฟเฟตต์ลงมือเลือกเองโดยตรง แต่สะท้อนว่าทีมบริหาร Berkshire ยังเปิดรับหุ้น value ที่ถูกตลาดมองข้าม
แม้ Berkshire จะเพิ่มน้ำหนักในหุ้น Alphabet แต่ในภาพรวมของพอร์ตยังคงมีน้ำหนักหลักอยู่ในกลุ่มการเงิน พลังงาน และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีกลับลดลงต่ำกว่าสัดส่วนหุ้นเทคในดัชนี S&P 500 เพราะการขาย Apple ก่อนหน้านี้ทำให้สัดส่วนเทคโนโลยีของ Berkshire ลดลงอย่างมาก
และถึงแม้จะมีการลดสัดส่วนหุ้น Bank of America (BAC) และมีการขายหุ้นอื่น ๆ แต่ ‘ภาคการเงิน’ ยังคงเป็นภาคที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงที่สุดในพอร์ต โดยคิดเป็น 34% ของสินทรัพย์ทั้งหมด
ขณะที่การถือหุ้นใน Chevron และ Occidental Petroleum ทำให้ Berkshire มีน้ำหนักการลงทุนในพลังงานสูงกว่าดัชนี S&P 500 อย่างมาก
แม้ Berkshire จะเพิ่มการลงทุนในบางหุ้น แต่ Berkshire ก็ยังถือเงินสดมหาศาล ณ สิ้นไตรมาส 1 มีเงินสดรวมประมาณ 397,400 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6.5% จากสิ้นปี 2025 หากหักเงินสดในธุรกิจรถไฟและตั๋วเงินคลังที่ต้องชำระออก เงินสดสุทธิยังอยู่ที่ประมาณ 380,200 ล้านดอลลาร์
ในไตรมาสแรก Berkshire ซื้อหุ้นคืนเพียง 234 ล้านดอลลาร์ โดยทำรายการในระดับประมาณ 1.4 เท่าของ book value ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ Berkshire เคยใช้ซื้อหุ้นคืนในอดีต
ส่วนราคาหุ้น Berkshire ปรับตัวลดลง 4.1% นับจากต้นปีถึงวันที่ 15 พฤษภาคม เป็นอีกปีที่ทำผลงานได้แย่กว่า S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทนรวม 8.7%
แม้เอกสาร 13F จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการลงทุนนอกประเทศ แต่ Berkshire ยังถือหุ้นบริษัทการค้าญี่ปุ่น 5 แห่ง ได้แก่ Itochu, Marubeni, Mitsubishi Corporation, Mitsui & Co. และ Sumitomo Corporation
เกร็ก เอเบล กล่าวว่า Berkshire ถือหุ้นในแต่ละบริษัทประมาณ 9.7-10.8% และมีมูลค่ารวมมากกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ และเขายังบอกด้วยว่า หุ้นเหล่านี้มีความสำคัญเทียบเท่าการลงทุนหลักในสหรัฐฯ และเป็นโอกาสสร้างมูลค่าระยะยาวที่สำคัญของ Berkshire
อ้างอิง : Forbes
และ CNBC